แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ให้ถ้อยคำเป็นพยาน .... สุดท้ายกลายเป็นผู้รับผิด


ให้ถ้อยคำเป็นพยาน .... สุดท้ายกลายเป็นผู้รับผิด

จัดทำโดยนางสาวนิตา บุณยรัตน์พนักงานคดีปกครองชำนาญการ
กลุ่มเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการและวารสาร
สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานศาลปกครอง

ในทางปฏิบัติของการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในกรณีข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานภาครัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หรือตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐอื่นๆ หรือในขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจหน้าที่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งจากการสอบสวนบุคคลที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้มีพฤติการณ์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทำความผิด หรือจากพยานบุคคลและจากเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้นหรือไม่และใครต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงใด ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่สอบสวนจะต้องให้โอกาสคู่กรณีได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ก่อนที่ผู้มีอำนาจจะทำคำสั่งทางปกครอง มาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 อันเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของคู่กรณีให้ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาทางปกครองก่อนมีคำสั่งทางปกครอง ซึ่งในทางวิชาการจะเรียกสิทธิชนิดนี้ว่า
“สิทธิได้รับการรับฟัง” (Droit de présentation de la défense ou droit d’être entendu) หรือ “สิทธิที่จะถูกรับฟัง” (Right to be heard) และสิทธิของคู่กรณีชนิดนี้ถือเป็นขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดบังคับให้ฝ่ายปกครองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจะมีผลทำให้คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสอบสวนทางวินัยหรือสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดอาจพบว่ามีการกระทำความผิดอื่นๆ อีก เช่น พบว่าพยานบุคคลที่เป็นผู้เข้ามาให้ปากคำต่อคณะกรรมการในฐานะพยานเป็นผู้กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐนั้นด้วยก่อนออกคำสั่งทางปกครองให้บุคคลดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะต้องให้โอกาสชี้้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้หรือไม่ ? และหากก่อนออกคำสั่งได้มีการเรียกบุคคลดังกล่าวมาสอบปากคำเพิ่มเติม การสอบปากคำเพิ่มเติมที่ยังคงระบุสาระสำคัญว่า เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน ถือเป็นการให้โอกาสคู่กรณีชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน หรือไม่

อุทาหรณ์คดีปกครองที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังฉบับนี้ เป็นเรื่องของการใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ที่ถูกเรียกเข้ามาให้ปากคำเป็นพยานชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยข้อเท็จจริงในคดีนี้สืบเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กระทรวงการคลัง) มีหนังสือแจ้งไปยังปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า นาย ร. ผิดสัญญาลาศึกษาแพทย์ต้องชดใช้ทุนทั้งหมดจ านวน 560,306.85 บาท แต่หน่วยงานต้นสังกัดเรียกให้ชดใช้ทุนได้เพียง 373,537.89 บาท ท าให้รัฐได้รับความเสียหาย จำนวน 186,768.96 บาท ซึ่งความเสียหายดังกล่าวอาจเกิดจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำสัญญาลาศึกษาต่อที่ไม่ได้จัดให้นาย ร. ทำสัญญาใหม่ตามที่ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังทำให้หน่วยงานไม่สามารถเรียกเงินค่าปรับซึ่งเป็นส่วนต่างตามสัญญาเดิมกับสัญญาใหม่ได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกษ) จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการทำสัญญาลาศึกษาต่อ ในชั้นสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดได้สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ฟ้องคดีในฐานะพยาน ผลการสอบสวนเป็นข้อยุติว่า ไม่มีผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่หลังจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมบัญชีกลาง) ได้รับรายงานก็ได้มีความเห็นให้สอบข้อเท็จจริงผู้ฟ้องคดีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำสัญญาลาศึกษาต่อเพิ่มเติม ต่อมาหลังจากได้รับรายงานแล้วได้มีความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ดำเนินการจัดให้มีการทำสัญญาลาศึกษาใหม่กับนาย ร. เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงมีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เบี้ยปรับจ านวน 186,768.96 บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่เคยได้รับหนังสือเวียนของกระทรวงการคลังและไม่ได้รับโอกาสชี้แจง โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานใดๆ

การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้มีการสอบปากคำผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม จะถือว่าได้ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีชี้แจงโต้แย้งแล้วหรือไม่และคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีรับฟังได้หรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อการสอบข้อเท็จจริงได้สอบปากคำผู้ฟ้องคดีโดยระบุว่าสอบปากคำในฐานะพยานเท่านั้น ซึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีทราบเพื่อให้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะข้ออ้างเกี่ยวกับการที่ไม่เคยได้รับหนังสือเวียนของกระทรวงการคลังและไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานต้นสังกัด อันเป็นขั้นตอนที่สำคัญตามหลักทั่วไป ในการพิจารณาทางปกครองก่อนออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และข้อ 15 ของระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และถึงแม้จะมีการสอบปากคำผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติมแต่ก็เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ. 399/2555)

คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดีเกี่ยวกับการด าเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดหรือแม้กระทั่งการสอบสวนทางวินัยโดยก่อนที่ผู้มีอำนาจจะออกคำสั่งทางปกครองที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของบุคคลใดในกระบวนการพิจารณาทางปกครองจำเป็นจะต้องให้โอกาสบุคคล
ดังกล่าวได้ชี้แจง โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานเพื่อปกป้องสิทธิของเขา และยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับ
หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ตระหนักรู้และระมัดระวังในการทำหน้าที่สอบปากคำบุคคล
ในฐานะพยานในกระบวนการสอบข้อเท็จจริงหรือสอบสวนทางวินัยว่า เป็นเพียงการแสวงหาข้อเท็จจริง
เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นประกอบคำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจเท่านั้น หากฝ่ายกครอง
จะใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของบุคคลที่เข้ามาเป็นพยาน ก็จำเป็นจะต้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลดังกล่าวตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระส าคัญที่กฎหมายกำหนดไว้การที่ฝ่ายปกครองไม่ได้แจ้งสิทธิและหน้าที่ให้บุคคลดังกล่าวได้ทราบและไม่เปิดโอกาสให้ได้ชี้แจง โต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอเพื่อปกป้องสิทธิของตนก่อนมีคำสั่งทางปกครอง นอกจากจะเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการสอบข้อเท็จจริงหรือกระบวนการสอบสวนในอันที่จะได้รับความร่วมมือและความไว้วางใจจากพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แตะเบรกกะทันหัน ... ยืนยัน ไม่ประมาท ? ... ครับ !




 (หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555)

แตะเบรกกะทันหัน ... ยืนยัน ไม่ประมาท ? ... ครับ !
คดีปกครองที่นามาเล่าในฉบับนี้เป็นเรื่องความประมาทเลินเล่อในการขับขี่ยวดยานพาหนะในช่วงที่ ฝนตกหนักทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหากยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุเป็นของราชการด้วยแล้ว ผู้ขับขี่อาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้กับราชการได้ ถ้าอุบัติเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานขับรถ
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อพนักงานขับรถ (ผู้ฟ้องคดี) ได้ขับรถยนต์ของทางราชการพาข้าราชการของโรงพยาบาลไปเข้าร่วมสัมมนา แต่ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับ ทำให้ผู้ฟ้องคดีและข้าราชการบาดเจ็บ ส่วนรถยนต์เสียหายอย่างรุนแรงและหลายรายการ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ต้องรับผิด เนื่องจากสภาพถนนเป็นทางโค้งลาดชันเข้าหาคอสะพาน มีฝนตกถนนลื่นยากต่อการควบคุม และระบบป้องกันเบรกล็อกทำงานไม่สมบูรณ์ แต่กระทรวงการคลัง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เห็นว่า การขับรถในเส้นทางโค้งลงเขาขณะมีฝนตก ถนนลื่น การที่ผู้ฟ้องคดีชะลอความเร็วโดยเปลี่ยนเป็นเกียร์ 4 พร้อมกับแตะเบรก แต่รถยังลื่นเสียหลักไม่สามารถควบคุมได้และ พุ่งตกร่องระบายน้ำข้างทาง แสดงว่าเป็นการขับรถมาด้วยความเร็วสูงและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องคดี จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายร้อยละ 75 ของค่าเสียหาย 200,000 บาท เป็นเงิน 150,000 บาท
             ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการจังหวัด) จึงมีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินตามความเห็นของกระทรวงการคลังผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าระบบล้อล็อกบกพร่องเพราะก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ได้ลดความเร็วลงพร้อมกับเปลี่ยนเกียร์มาเป็นเกียร์ 4 ความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อแตะเบรกทำให้ล้อล็อกเพราะระบบเอบีเอสขัดข้อง ประกอบกับทัศนวิสัยไม่ดี มีฝนตก ถนนลื่น สภาพถนนเป็นทางโค้งลาดชันลงเขา และเป็นเวลาพลบค่ำ และความเสียหายของรถยนต์เกิดจากความลึกของร่องระบายน้ำทำให้มีแรงอัดกระแทก หลังจากผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ยกอุทธรณ์ จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้เงิน 
            ข้อกฎหมายสำคัญของคดีนี้ก็คือ ตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.. 2539 กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้หน่วยงาน ของรัฐเสียหาย หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ จะต้องเป็นการกระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และการเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะต้องคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีโดยไม่ต้องให้ใช้เต็มจำนวนของ ความเสียหายก็ได้

คดีนี้จึงมีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ

(1) อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำละเมิดโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดีหรือไม่
           ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า จุดเกิดเหตุเป็นทางโค้งลงเขา มีฝนตก ถนนเปียกลื่น ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นพนักงานขับรถย่อมอยู่ในวิสัยที่ทราบดีถึงวิธีการในการขับรถให้ปลอดภัยในสภาพถนนดังกล่าว และพึงต้องใช้ ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษกว่าภาวะปกติ การที่ผู้ฟ้องคดีได้แตะเบรกรถกะทันหันเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุและ ทำให้ล้อล็อกไม่สามารถควบคุมรถได้จนเป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งข้ามไปตกในร่องระบายน้าอีกฟากถนน และไม่มี รถคันอื่นวิ่งสวนหรือวิ่งแซงมาจนจะต้องแตะเบรกกะทันหันหรือหักพวงมาลัยหลบ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ได้วิ่งมาด้วยความเร็วสูงโดยความประมาท ไม่ควบคุมความเร็วของรถให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และการแตะเบรกกะทันหันทำให้ล้อล็อกจนไม่สามารถควบคุมรถได้แสดงว่า รถยนต์ต้องวิ่งมา ด้วยความเร็วสูงในระดับหนึ่ง เมื่อแตะเบรกกะทันหันจึงเป็นไปได้สูงที่จะทำให้รถเสียหลักควบคุมทิศทางไม่ได้ ซึ่งหากได้ลดความเร็วลงมาพอสมควรกับสภาพถนนตามอัตราความเร็วที่กล่าวอ้างจริง การแตะเบรกโดยกะทันหัน จะไม่ทำให้ล้อล็อกจนถึงขั้นควบคุมรถไม่ได้จนเกิดความเสียหายรุนแรงกับรถยนต์ ประกอบกับพยาบาลที่นั่งรถมาด้วยได้กระเด็นออกมานอกรถ
            ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลมาจากการที่รถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง มิได้มีสาเหตุหลักมาจากระบบป้องกันล้อล็อกขัดข้อง และสภาพของร่องระบายน้าที่มีความลึก 4 เมตร หากรถยนต์ตกลงไปโดยมิได้มีแรงอัดกระแทกใดๆ ความเสียหายจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ความเสียหายที่รุนแรงที่เกิดกับรถยนต์น่าจะเกิดจาก แรงอัดกระแทกของรถอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการที่รถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง อุบัติเหตุจึงเกิดจากการขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังที่เพียงพอ ซึ่งหากได้ใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้ เกิดความเสียหายได้ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและก่อความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ

(2) ผู้ฟ้องคดีจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับหน่วยงานของรัฐเพียงใด
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นอกจากอุบัติเหตุจะเกิดจากความประมาทของผู้ฟ้องคดีแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยภายนอกที่อาจจะมีต่อระดับการใช้ความระมัดระวังของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสภาพถนนที่ลาดชันเป็นทางโค้งลงเขา เวลาพลบค่ำและมีฝนตก ถนนมีสภาพเปียกลื่นและทัศนวิสัยไม่ดี การควบคุมรถให้เหมือนเช่นภาวะปกติย่อมมิอาจกระทำได้ ถือเป็นเหตุภายนอกที่ผู้ฟ้องคดีมิอาจหลีกเลี่ยงและควบคุมได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเหมาะสมและความเป็นธรรมแล้ว เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในสัดส่วนความรับผิดเพียงร้อยละ 60 ของค่าเสียหาย 200,000 บาท เป็นเงินจำนวน 120,000 บาท
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเฉพาะส่วนที่สั่งให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่า 120,000 บาท (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 337/2555)
คดีนี้นอกจากจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับประชาชนทั่วไปที่ใช้รถใช้ถนนให้ต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติในขณะที่มีฝนตก ถนนเปียกลื่น หรือในสภาพถนนที่เป็นทางโค้งลาดชันแล้ว ยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ขับรถยนต์ของราชการว่า การขับรถยนต์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่และเป็นผู้มีประสบการณ์ ในการใช้รถใช้ถนน จึงต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะหากพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็ไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ครับ !
นายปกครอง

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อุบัติเหตุครั้งนี้... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ !

Thailand only ! อุบัติเหตุครั้งนี้... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ !
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์    
11 ตุลาคม 2555 14:12 น.
       เป็นที่ทราบกันว่า...ในต่างประเทศนั้นให้ความสำคัญกับการปกป้องรักษา สิทธิของตนเองอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการฟ้องคดีกันบ่อยจนถือเป็นเรื่องปกติ... ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราอย่างสิ้นเชิง ที่หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่ยอมขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างเด็ดขาด เพราะถือคติที่ว่า “กินขี้หมาดีกว่าค้าความ”
      
       แต่ปัจจุบัน...คนไทยได้หันมาให้ความสำคัญกับการปกป้องรักษาสิทธิของ ตนเองมากขึ้น รวมทั้งภาครัฐก็ได้พยายามให้ความรู้และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนสามารถ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ดังเช่น การฟ้องคดีปกครองที่เน้นความเรียบง่ายและไม่จำเป็นต้องมีทนายความ ส่งผลให้การฟ้องคดีในบ้านเรามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
      
       การฟ้องคดีในต่างประเทศบางคดีนั้น ในบ้านเราอาจถือเป็นเรื่องแปลก แต่ก็เป็นเรื่องแปลกแต่จริงครับ ! เพราะเรื่องที่เรามองว่าเล็กน้อยนั้น เขาฟ้องเรียกค่าเสียหายกันเป็นหลักล้าน แถมชนะคดีอีกต่างหาก คดีแปลกที่ว่านี้ก็เช่น คดีที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีลูกค้าซื้อกาแฟจากร้านแมคโดนัลด์ แล้วทำกาแฟที่ยังร้อนอยู่หกใส่ตัวเอง จึงฟ้องร้องร้านแมคโดนัลด์ ในข้อหา ...ไม่เขียนคำเตือนไว้ที่ถ้วยกาแฟ…ซึ่ง เธอก็เป็นฝ่ายชนะคดีและได้รับชดใช้ค่าเสียหาย หรือคดีที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน กรณีที่ลูกค้าซึ่งไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าแล้วเหยียบเปลือกกล้วยที่ลูกค้า อีกรายหนึ่งทิ้งลงพื้นโดยที่พนักงานของห้างฯ เห็นแล้วแต่ไม่เก็บ เป็นเหตุให้ลูกค้าคนดังกล่าวลื่นล้มได้รับบาดเจ็บที่ขา จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของห้าง และชนะคดีเช่นกัน…
      
       สำหรับข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีปกครองในวันนี้ ผมมีเรื่องน่าสนใจทั้งจากต่างแดนและบ้านเรามาฝาก ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าคดีนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะศาลอิตาลีท่านบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ซึ่ง “เรื่องบังเอิญ” ที่ว่านี้จะมีผลอย่างไรต่อการตัดสินคดี มาดูกัน...
      
       เรื่องก็คือ... นางเอมมี่ซึ่งได้ขับรถยนต์ส่วนตัวด้วยความเร็วปกติไปตามถนนในเมืองอากรีเจน โต้ ประเทศอิตาลี แต่พอขับไปถึงจุดที่เป็นทางโค้ง รถก็เกิดเสียหลักไถลไปชนกับกำแพงริมถนน เนื่องจากมีคราบน้ำมันที่ไหลจากรถคันอื่นอยู่บนถนนดังกล่าว เธอจึงรีบไปฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเมืองอากรีเจนโต้เพื่อขอให้บริษัทเอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนและเทศบาลเมืองอากรีเจนโต้ซึ่งเป็น ผู้ควบคุมกำกับบริษัทเอ ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เธอ อันเนื่องมาจากการละเลยไม่บำรุงรักษาทรัพย์สินซึ่งอยู่ในความดูแลให้อยู่ใน สภาพที่ไม่ก่ออันตรายแก่ผู้อื่น
      
       คดีนี้ศาลได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งได้บัญญัติยกเว้นมิให้บุคคลต้องรับผิดชอบในความ เสียหายอันเกิดจากสิ่งของที่อยู่ในความดูแลของตน หากความเสียหายนั้นเกิดจาก “เหตุบังเอิญ” โดยศาลได้ให้คำนิยามของคำว่า “เหตุบังเอิญ” ว่าหมายถึง เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่อาจคาดหมายล่วงหน้าได้ หรือไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย อันอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของผู้ดูแล รวมทั้งเป็นเหตุการณ์ซึ่งโดยลำพังย่อมก่อความเสียหายได้เองหรืออาจเรียกได้ ว่าเป็นอุบัติเหตุโดยแท้ นอกจากนี้ศาลยังเห็นว่านอกจากการมีคราบน้ำมันรถบนถนนกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยในเรื่องของ “ช่วงเวลาประจวบเหมาะ” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากจนฝ่ายปกครองไม่มีเวลาแม้แต่จะเข้าไปบำรุงดูแล ทรัพย์สินได้ทันการณ์อีกด้วย
      
       นางเอมมี่ไม่ยอมแพ้และได้ต่อสู้คดีจนถึงชั้นศาลฎีกา แต่ผลของคดีก็ยังคงเหมือนเดิม และศาลฎีกายังได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจในคำพิพากษาอีกว่า หากความเสียหายเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เกิดจากตัวทรัพย์สินของรัฐหรือจาก สาเหตุที่ไม่อาจแยกออกจากตัวทรัพย์สินของรัฐ เช่น ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างหรือในการบำรุงรักษาตัวทรัพย์สินของ รัฐนั้น แต่เกิดจากปัจจัยภายนอกและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยบุคคล ที่สาม เช่น การที่มีบุคคลอื่นทำสิ่งของตกหล่นหรือทิ้งสิ่งของอันตรายบนถนนของหลวง เช่นนี้ฝ่ายปกครองย่อมไม่อาจจะรับรู้หรือขจัดอันตรายนั้นได้ทัน แม้จะใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการบำรุงรักษาทรัพย์นั้นแล้วก็ตาม ฝ่ายปกครองไม่จำต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ดูแลทรัพย์สินเมื่อเกิดเหตุในลักษณะ ดังกล่าว
      
       คดีนี้ถือว่าศาลอิตาลีได้วางหลักในเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากเหตุ บังเอิญไว้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายปกครองไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ครับ...
      
       คราวนี้มาดูคดีปกครองในบ้านเรากันบ้าง...ซึ่งเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่ อุบัติเหตุครั้งนี้...ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ !
      
       คดีนี้ เทศบาลต้นอ้อได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทกอไผ่ ให้ดำเนินการวางท่อร้อยสายไฟฟ้าและสาธารณูปโภคใต้ดิน รวมทั้งปรับปรุงผิวจราจรและพื้นที่ทางเท้า ตลอดจนไฟฟ้าแสงสว่างภายในเขตเทศบาล อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเทศบาล
      
       ต่อมาในเที่ยงวันหนึ่ง... นางเอมอรซึ่งได้ขับรถยนต์กระบะมาตามถนน พอขับมาถึงทางแยกที่จะเลี้ยวเข้าสู่ถนนอีกสายหนึ่ง ปรากฏว่ามีตอม่อเสาไฟฟ้าซึ่งทำด้วยปูนซีเมนต์สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ตั้งอยู่ในพื้นผิวจราจร นางเอมอรไม่ทันเห็นเนื่องจากไม่มีป้ายเตือนใดๆ จึงได้เลี้ยวรถยนต์ครูดไปกับตอม่อเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้รถยนต์ของนางเอมอรได้รับความเสียหาย โดยชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นได้บอกกับนางเอมอรว่า...มีรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว...
      
       นางเอมอรเห็นว่าเทศบาลต้นอ้อซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรับผิด ชอบการก่อสร้างเสาไฟฟ้าดังกล่าว ได้ประมาทเลินเล่อไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนใดๆ เพื่อแสดงให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรู้ว่ามีตอม่อกีดขวางรุกล้ำเข้ามาในพื้นผิวจราจร จึงมีหนังสือขอให้เทศบาลชดใช้ค่าเสียหาย เทศบาลต้นอ้อจึงได้มีหนังสือให้บริษัทกอไผ่จ่ายเงินค่าเสียหายให้แก่นาง เอมอร ตามข้อ 10 ของสัญญาที่ได้กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุความเสียหายหรือ ภยันตรายใดๆ อันเกิดจากการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง แต่ก็มิได้มีการชดใช้แต่อย่างใด โดยนางเอมอรได้มีหนังสือทวงถามแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้ยื่นฟ้องเทศบาลต้นอ้อต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ชดใช้ค่าซ่อมรถแก่ตนพร้อม ดอกเบี้ยตามกฎหมาย
      
       กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยคดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การที่เทศบาลต้นอ้อ
       ไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องหมายหรือสัญญาณใดๆ เพื่อแสดงให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทราบว่ามีตอม่ออยู่ในพื้นผิวจราจร จนเป็นเหตุให้รถยนต์ของนางเอมอรเฉี่ยวชนตอม่อได้รับความเสียหายเป็นการกระทำ ละเมิดต่อนางเอมอรหรือไม่ ?
      
       โดยที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติถึงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิได้บัญญัติถึงลักษณะของการกระทำของเจ้าหน้าที่ไว้ว่าการกระทำของเจ้า หน้าที่ในลักษณะใดที่จะถือว่าเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้นการพิจารณาว่าการกระทำใดจะเป็นละเมิดหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
      
       เมื่อเทศบาลต้นอ้อซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรับผิดชอบการก่อ สร้างเสาไฟฟ้าและป้องกันมิให้เกิดอันตรายจากการดำเนินการดังกล่าว ได้ละเลยต่อหน้าที่ไม่ทำเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนให้ประชาชนที่ขับรถไปใน เส้นทางดังกล่าวทราบว่ามีตอม่อเสาไฟฟ้าอยู่ในพื้นผิวจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ดังนั้นการที่นางเอมอรขับรถเฉี่ยวชนตอม่อจนรถยนต์ได้รับความเสียหาย จึงถือว่าเทศบาลต้นอ้อได้ประมาทเลินเล่อทำให้นางเอมอรได้รับความเสียหายแก่ ทรัพย์สิน อันเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 และต้องรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถให้แก่นางเอมอรพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย (เทียบเคียงจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.197/2552)
      
       จะเห็นได้ว่า... อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนี้เป็นกรณีที่เทศบาลสามารถป้องกันได้เพราะไม่ใช่เหตุ บังเอิญ และแม้ว่าการกระทำละเมิดดังกล่าวจะเกิดจากการดำเนินงานของบริษัทกอไผ่ก็ตาม แต่เมื่อเทศบาลต้นอ้อเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการรวมทั้งควบคุมดูแลการ ทำงานของบริษัทกอไผ่ เทศบาลต้นอ้อจึงต้องเป็นผู้รับผิดแห่งการละเมิดที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก สำหรับในส่วนที่เทศบาลจะใช้สิทธิเรียกร้องกับบริษัทกอไผ่ ตามข้อ 10 ของสัญญานั้น เป็นเรื่องระหว่างเทศบาลกับบริษัทกอไผ่ที่ต้องว่ากันต่อไปครับ...
      
       ช่วงนี้ฝนตกบ่อยและมีน้ำท่วมขัง...ไปไหนมาไหน... โปรดใช้ความระมัดระวัง มิเช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งจากเหตุบังเอิญและไม่บังเอิญนะครับ เพราะ Thailand only ! เมืองที่ฝาท่อหายและพบถุงทรายในท่อระบายน้ำ !!! ด้วยความห่วงใย...
      
       ครองธรรม ธรรมรัฐ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายทะเบียนราษฎรรับรองข้อมูลไม่ถูกต้อง ... ต้องรับผิดหรือไม่ ?


นายทะเบียนราษฎรรับรองข้อมูลไม่ถูกต้อง ... ต้องรับผิดหรือไม่ ?

นางสาวจารุณี กิจตระกูล พนักงานคดีปกครองชำนาญการ
กลุ่มเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการและวารสาร
สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานศาลปกครอง

เป็นที่ทราบว่าหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมาย ให้อำนาจไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งทาหน้าที่ติดต่อและให้ข้อมูล แก่ประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความต้องการ แต่ถ้าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นเหตุให้ประชาชนที่มาติดต่อขอทราบข้อมูลได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นปัจจุบัน ประชาชนหรือบุคคลที่ได้รับ ความเดือดร้อนเสียหายจากการให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนั้น จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองหรือไม่ และหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด ?

มีตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งต่อสำนักทะเบียนท้องถิ่นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 เพื่อขอย้ายที่อยู่จากจังหวัดราชบุรีไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และได้แจ้งต่อสำนักทะเบียนท้องถิ่นกรุงเทพมหานครเพื่อย้ายเข้าตามที่อยู่ใหม่แล้ว ต่อมา พันเอก ช. ได้เป็นโจทก์ฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดราชบุรี โดยได้ระบุที่อยู่ใหม่ในคำฟ้องคดีดังกล่าว ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว พันเอก ช. จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้บังคับคดีและได้มีหนังสือยื่นคำขอยึดทรัพย์ ต่อสานักงานบังคับคดีจังหวัดราชบุรี โดยได้นำแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่สำนักทะเบียนท้องถิ่น จังหวัดราชบุรีออกให้ไปยื่น ซึ่งตามแบบรับรองดังกล่าวระบุว่าผู้ฟ้องคดีอยู่ที่บ้านเลขที่เดิมในจังหวัดราชบุรี สำนักงานบังคับคดีจึงได้ส่งหมายบังคับคดีไปยังที่อยู่ดังกล่าวซึ่งเป็นที่อยู่เดิมของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบถึง การบังคับคดี โดยผู้ฟ้องคดีได้รับทราบภายหลังซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาไปแล้ว 4 เดือน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องชำระค่าดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระหนี้เต็มจำนวน

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ตนต้องเสียดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลานับแต่วันแจ้งหมายบังคับคดีถึงวันที่ทราบว่ามีการออกหมายบังคับคดีนั้น เกิดจากความบกพร่องของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง) ที่ออกใบรับรองรายการทะเบียนราษฎรไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จึงได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ไม่ได้รับคำตอบ จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินค่าดอกเบี้ยที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียเพิ่มขึ้นโดยไม่สมควร เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องของเจ้าพนักงาน ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ข้อกฎหมายสำคัญในคดีนี้ คือ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.. 2534 มาตรา 8 บัญญัติว่าให้มีสำนักทะเบียนและนายทะเบียนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ (1) สำนักทะเบียนกลางมีอธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้อำนวยการทะเบียนกลาง มีหน้าที่รับผิดชอบและควบคุมการปฏิบัติงานการทะเบียนราษฎร ทั่วราชอาณาจักร ... (5) สำนักทะเบียนท้องถิ่น มีนายทะเบียนท้องถิ่นและผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นเป็นนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนท้องถิ่น มีหน้าที่รับผิดชอบและควบคุมการปฏิบัติงานการทะเบียนราษฎรในเขตปกครอง ท้องถิ่นนั้นๆ” 

มาตรา 12 บัญญัติว่าเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาและควบคุมการทะเบียนราษฎร การตรวจสอบพิสูจน์ตัวบุคคลและประมวลผลข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ให้สำนักทะเบียนกลางดำเนินการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรตามที่ผู้อำนวยการสานักทะเบียนกลางกำหนด และปรับปรุงข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรให้ตรง ต่อความเป็นจริงอยู่เสมอ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

การกระทำของสำ นักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้ องคดีหรือไม่ ?
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเป็นหน้าที่ของสำนักทะเบียนกลางที่จะต้องปรับปรุงข้อมูล การทะเบียนราษฎรให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้แจ้งย้ายที่อยู่โดยปรากฏ หลักฐานจากใบแจ้งการย้ายที่อยู่ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งสำนักทะเบียนท้องถิ่นจังหวัดราชบุรีเป็นผู้ออกให้แก่ ผู้ฟ้องคดี แต่ในการออกใบรับรองรายการทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง ให้แก่พันเอก ช. (เจ้าหนี้ตามคำ พิพากษาของผู้ฟ้องคดี) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 สำนักทะเบียนท้องถิ่นจังหวัดราชบุรีกลับระบุว่า ผู้ฟ้องคดียังคงมีที่อยู่เดิม ข้อมูลการทะเบียนราษฎรที่ออกให้แก่พันเอก ช. จึงเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบันและไม่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ดังนั้น เมื่อมีการนำ หนังสือรับรองดังกล่าวไปแสดงต่อสา นักงานบังคับคดีจังหวัดราชบุรีเพื่อใช้เป็น ที่อยู่ในการแจ้งหมายบังคับคดี จึงทำ ให้ผู้ฟ้ องคดีไม่ได้รับหมายบังคับคดีภายในระยะเวลาอันสมควร เป็นเหตุให้ ต้องชาระค่าดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปเป็นจำนวนมากกว่าที่จะต้องจ่ายหากได้รับทราบถึงหมายบังคับคดี ในกรณีที่มีการส่งหมายตามที่อยู่จริง
กรณีจึงถือได้ว่าการกระทำของนายทะเบียนท้องถิ่นจังหวัดราชบุรี สังกัดสำนักทะเบียนกลาง เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายต่อผู้ฟ้องคดี และการที่ผู้ฟ้ องคดีต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่า ที่จะต้องเสียนั้น ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นและเป็นผลโดยตรงจากการที่เจ้าหนี้ตามคำ พิพากษาได้นำแบบรับรอง รายการทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียนที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปแสดงต่อสำนักงานบังคับคดีเพื่อใช้เป็น ที่อยู่ในการแจ้งหมายบังคับคดี

กรมการปกครองในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของนายทะเบียนท้องถิ่น จะต้องรับผิดชดใช้ เงินดอกเบี้ยที่ผู้ฟ้ องคดีต้องเสียไปหรือไม่ ?
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 2 (กรมการปกครอง) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่นายทะเบียนดังกล่าวอยู่ในสังกัด ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการ ปฏิบัติหน้าที่ตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.. 2539 และการที่มีการ แจ้งหมายบังคับคดีโดยระบุที่อยู่ไม่ถูกต้องตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2546 และผู้ฟ้องคดีทราบเหตุดังกล่าวประมาณ เดือนตุลาคม 2546 จึงถือเอาวันที่ 31 ตุลาคม 2546 เป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีทราบ ซึ่งคิดเป็นระยะเวลา 120 วัน รวมค่าเสียหาย เป็นเงิน 18,085 บาท (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 302/2554)

คดียังปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า ผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอเพื่อเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าเสียหาย เข้ามาในคดี ศาลปกครองจึงไม่สามารถวินิจฉัยให้ดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าเสียหายนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จนถึงวันที่ชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากศาลไม่อาจมีคำพิพากษาเกินคำขอ ดังนั้น หากผู้ฟ้องคดีต้องการ ได้รับดอกเบี้ยในคดีที่ฟ้องขอให้มีการชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่าใด ก็ควรต้องมีคำขอเข้ามาในคำฟ้องเพื่อให้ ศาลวินิจฉัยในส่วนของเงินดอกเบี้ยให้ นอกจากนั้น คดีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสาหรับหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและให้อำนาจไว้ โดยต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนที่มาใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐได้รับบริการที่ดี ถูกต้อง ตามความต้องการ และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของประชาชนผู้มาใช้บริการ

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขับรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ (ไม่) “เบี่ยงเบน” จากมาตรฐาน



ขับรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ (ไม่) “เบี่ยงเบนจากมาตรฐาน

(วารสารกรมประชาสัมพันธ์ คอลัมน์กฎหมายใกล้ตัว ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕)
นางสาวจารุณี กิจตระกูล พนักงานคดีปกครองชำนาญการ
กลุ่มเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการและวารสาร
สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานศาลปกครอง

ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ชาวไร่ชาวนาหรือผู้ที่ประกอบอาชีพกสิกรรมอาจรู้สึกดีใจที่จะได้เริ่มเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรกันอย่างจริงจังเสียที แต่สำหรับผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนในการสัญจรไปมาอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการขับขี่ยวดยานพาหนะ เพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทางอันจะนามาซึ่งความสูญเสียทั้งแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่นก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะของทางราชการหรือผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในการใช้รถยนต์ของทางราชการแล้ว ยิ่งจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าในกรณีปกติหลายเท่า เพราะการเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายจากการใช้รถยนต์ของทางราชการอาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และอาจพ่วงความผิดทางวินัยเข้าไปด้วยก็ได้

ดังเช่นคดีตัวอย่างที่จะนำมาเป็นอุทาหรณ์ฉบับนี้ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ (ผู้ฟ้องคดี) ได้รับมอบหมายให้ขับรถยนต์ของทางราชการไปราชการที่ต่างจังหวัด และเกิดอุบัติเหตุขึ้นในระหว่างการเดินทางที่มีฝนตก ถนนเปียกตลอดทาง และผลของการเกิดอุบัติเหตุทำให้ข้าราชการที่นั่งในรถยนต์ได้รับบาดเจ็บหลายคน ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับโทษ ทางอาญาข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้รถของผู้อื่นได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับอันตรายแก่กายและได้รับอันตรายสาหัส โดยหน่วยงานของรัฐได้มีคำสั่งให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่ง

ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีซึ่งรับราชการทหาร ตำแหน่งพลขับรถ สังกัดหมวดรถยนต์บรรทุก กองทัพเรือ ได้รับคำสั่งให้ขับรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่เพื่อรับส่งเจ้าหน้าที่สรรพาวุธไปซ่อมยุทโธปกรณ์จาก ฐานทัพเรือสัตหีบไปปฏิบัติราชการที่ฐานทัพเรือสงขลา โดยมีพันจ่าเอก ท. เป็นพลขับ ส่วนผู้ฟ้องคดีทำหน้าที่ผู้ช่วยพลขับ และในเวลากลางคืนของวันเกิดเหตุซึ่งผู้ฟ้องคดีทาหน้าที่พลขับ มีฝนตกพรำๆ ตลอดทาง ถนนเปียก บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่าง ผู้ฟ้องคดีขับรถอยู่ในช่องทางเดินรถด้านซ้าย มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่จอดอยู่ไหล่ทางด้านซ้ายและ มีรถจักรยานยนต์วิ่งสวนมาบนไหล่ทางในช่องทางเดินรถทางด้านซ้าย และขับตัดหน้ารถยนต์ที่ผู้ฟ้องคดีขับมา ในช่องทางเดินรถด้านขวาอย่างกระชั้นชิด ผู้ฟ้องคดีจึงเหยียบห้ามล้อและหักหลบรถจักรยานยนต์ไปทางซ้าย ทำให้รถยนต์ที่ผู้ฟ้องคดีขับมาไถลลื่นไปเฉี่ยวชนท้ายรถยนต์บรรทุกที่จอดอยู่และเสียการทรงตัวพลิกคว่ำตกลงไปข้างทาง ทำให้ผู้ที่โดยสารมากับรถยนต์คันดังกล่าวบาดเจ็บและรถยนต์ของทางราชการได้รับความเสียหาย

กองทัพเรือได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้วมีความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (กระทรวงการคลัง) โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งมีความเห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการร้อยละ ๗๕ ของค่าเสียหายทั้งหมด พร้อมค่าเสียหายอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (ผู้บัญชาการทหารเรือ) จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และปลัดกระทรวงกลาโหมไม่เห็นด้วย

ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการหรือไม่ ? พระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง วางหลักการสำคัญไว้ว่า หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และการเรียกค่าสินไหมทดแทนจะต้องคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี และความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมประกอบด้วยดังนั้น พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีถือเป็นการกระทาโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า จากบทบัญญัติมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.. ๒๕๓๙ การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึง การกระทำโดยมิได้เจตนา แต่เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้อง มีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ไม่ได้ใช้อย่างเพียงพอ โดยมีลักษณะ ไปในทางที่บุคคลนั้นได้กระทำไปโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับ การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อพิจารณาจากสภาพแวดล้อมในช่วงเวลาการเกิดอุบัติเหตุอันเป็นเวลากลางคืน มีฝนตก ถนนเปียกและไม่มีแสงสว่าง ประกอบกับมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วิ่งสวนทางบนไหล่ทางแล้วขับตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด การที่ผู้ฟ้องคดีเหยียบห้ามล้อและหักหลบรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกคันที่จอดอยู่ จึงเป็น การกระทำโดยประมาทเลินเล่อที่ปราศจากความระมัดระวังที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์

แต่การที่มีรถจักรยานยนต์วิ่งสวนมาบนไหล่ทางและขับตัดหน้ารถยนต์ที่ผู้ฟ้องคดีขับสวนมา ในระยะกระชั้นชิด ย่อมอยู่ในวิสัยและพฤติการณ์ที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้ความระมัดระวังเฉกเช่นคนขับรถที่ดีในการ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการห้ามล้อให้รถหยุดหรือช้าลงเพื่อลดความรุนแรงลงหรือให้พ้นจากอุบัติเหตุ การที่ผู้ฟ้องคดี ห้ามล้อและหักหลบรถจักรยานยนต์ที่มีบุคคลภายนอกขับขี่ผิดช่องทางเดินรถและตัดหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีขับ อย่างกะทันหัน เป็นเหตุการณ์ตามปกติที่ผู้ขับขี่รถยนต์ที่ดีพึงต้องกระทำ

ฉะนั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน ที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ อันจะถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการ

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. ๗๑๖/๒๕๕๔) คดีนี้นอกจากจะเป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดีสาหรับหน่วยงานของรัฐทั่วไปในการออกคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำละเมิดว่า จะต้องเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงเท่านั้น ส่วนอย่างไรเรียกว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงให้พิจารณาโดยเปรียบเทียบภาวะวิสัยและพฤติการณ์ ของผู้กระทำละเมิดกับบุคคลอื่นในภาวะวิสัยและพฤติการณ์เช่นเดียวกันนั้นว่าเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานที่บุคคล ในภาวะเช่นเดียวกันนั้นต้องปฏิบัติหรือไม่ และถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับมอบหมายให้ ครอบครองหรือขับขี่ยานพาหนะของทางราชการหรือใช้รถยนต์ของทางราชการว่า แม้ในทางกฎหมายจะต้องใช้ ความระมัดระวังในระดับเดียวกับวิญญูชนพึงปฏิบัติก็ตาม แต่ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ ธรรมดา เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือ ไม่ร้ายแรง ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียหรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการไม่มากก็น้อย และผู้กระทำละเมิดอาจต้องรับผิดในทางอาญาหากการเกิดอุบัติเหตุนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่นด้วย

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อนุมัติ ! โดยขาดความระมัดระวัง มีสิทธิ ! ถูกเรียกค่าเสียหาย


 อนุมัติ ! โดยขาดความระมัดระวัง มีสิทธิ ! ถูกเรียกค่าเสียหาย

คดีนี้เป็นคดีปกครองที่น่าสนใจสำหรับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ในด้านการบริการสาธารณะ แต่ขาดความรอบคอบและระมัดระวังในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนอนุมัติให้มีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการก่อสร้างถนนจนไปรุกล้ำที่ดินของเอกชน และในที่สุดก็ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงก็คือ ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1 (เทศบาลตำบลเมืองแกลง)  ได้รับหนังสือของนาง ส.เจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) แจ้งว่าไม่อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1 สร้างถนนเข้าไปในที่ดินของตนและต้องการยกเลิกถนนดังกล่าว ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวมีความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ทำการตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์ก่อนมีการสร้างถนน ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่รอบคอบ ขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้มีการสร้างถนนผ่านเข้าไปในที่ดินของนาง ส. จริง โดยมีผู้ฟ้ องคดีเป็นผู้ลงนามอนุมัติแบบแปลนโครงการก่อสร้างถนนสายดังกล่าวในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี จึงมีความเห็นกำหนดความรับผิดของเจ้าหน้าที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้คิดเป็นเงิน36,353.85 บาท โดยมีผู้ต้องรับผิดชดใช้ 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ปฏิบัติงานและควบคุมการปฏิบัติงาน และ 2) กลุ่มผู้รับผิดชอบการบริหารงาน โดยมีปลัดเทศบาลและผู้ฟ้ องคดีเป็นผู้ต้องรับผิดคนละ 5,000 บาท

หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำวินิจฉัยในแนวทางเดียวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1 และที่ 2

               คดีนี้มีข้อกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ซึ่งมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดี (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองแกลง) ในการอนุมัติโครงการในแผนพัฒนาเทศบาลตำบลเมืองแกลงระยะปานกลาง5 ปี แผนพัฒนาประจำปี พ.ศ. 2544 และอนุมัติแบบแปลนโครงการก่อสร้างถนนเทศบาล เป็นการกระทำในฐานะ
เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อดำเนินกิจการในด้านการบริการสาธารณะ อันเป็นการกระทำทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของตนตามมาตรา 48 เตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล(ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 และการอนุมัติดังกล่าวมีผลผูกพันให้นายกเทศมนตรีคนใหม่ดำเนินการทำสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. ก่อสร้างถนนสายดังกล่าวโดยใช้แบบแปลนการก่อสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีอนุมัติ เมื่อรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาง ส. และได้ความจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดว่าไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการตรวจสอบเส้นทางก่อนการสำรวจออกแบบว่าทางทั้งหมดที่จะก่อสร้างเป็นทาง สาธารณประโยชน์ ไม่มีหลักฐานการตรวจสอบที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ และการที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้บังคับบัญชาและผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลการใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาที่สาธารณะ อนุมัติแบบแปลนที่จะก่อสร้างถนนโดยไม่ตรวจสอบกรรมสิทธ์ในที่ดินดังกล่าวเสียก่อนนั้นเป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังอันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

                                แม้นาง ส. จะยังมิได้ปิดกั้นถนนบริเวณพิพาทเพื่อห้ามการสัญจรไปมาและมิได้เรียกร้องค่าเสียหายนั้น
แต่เมื่อทางดังกล่าวมิได้ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ และนาง ส. ได้เคยแจ้งความประสงค์ให้ยกเลิกเส้นทางที่ก่อสร้างทับที่ดินของตนและสามารถปิดกั้นมิให้มีการใช้สัญจรเมื่อใดก็ได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธ์ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นการก่อสร้างถนนในบริเวณพิพาทก็จะสูญเสียไปเปล่าๆ และนาง ส. ก็ได้ถมดินและเทคอนกรีตทับถนนลาดยางที่ได้ก่อสร้างแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าหน่วยงานของรัฐเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ดังนั้น คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 2 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 76/2554) คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่า แม้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วก็ตาม ถ้าการทำหน้าที่นั้นขาดความระมัดระวังตามหน้าที่ที่พึงต้องกระทำจนเกิดความเสียหายขึ้นกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็อาจต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หากความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ... ครับ
นายปกครอง

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

“รถพยาบาล” วิ่ง สู้ ฟัด !


รถพยาบาลวิ่ง สู้ ฟัด !

ช่วงนี้เราจะได้ยินข่าว แท็กซี่วิ่งสู้ฟัดกันอยู่บ่อยๆ ผมเลยนำคดี รถพยาบาลวิ่งสู้ฟัดมาฝากกันบ้าง...

              ระยะหลังนี้ดวงผมสมพงษ์กับรถฉุกเฉิน ไปไหนมาไหนมักจะได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาลบ้าง รถดับเพลิงบ้าง บอกตามตรงคนหนุ่มอย่างผมก็ยังใจคอไม่ดี รีบหลบเข้าซ้ายให้เขาแซงไปก่อนเลย แถมตายังไปชำเลืองคันอื่น เห็นบางคันก็รีบหลบให้ บางคันก็เก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะหลบไปทางไหนดี ปล่อยให้รถฉุกเฉินหาทางซิกแซกแซงไปเองแบบมืออาชีพ แต่บางคันก็ไม่สนใจเพราะต่างคนต่างรีบ ยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน เรียกได้ว่าตัวใครตัวมันเห็นอย่างนี้แล้วก็ให้สะท้อนในใจ...บ้านเมืองเรานี้ยังขาดระเบียบวินัยบนท้องถนนกันอยู่มาก อันที่จริง...กฎหมายจราจรทางบกได้มีบทบัญญัติกำหนดหน้าที่ให้ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินต้องปฏิบัติในขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้ง ได้กำหนดหน้าที่สำหรับผู้ขับขี่รถบนท้องถนนต้องปฏิบัติในกรณีพบเจอรถฉุกเฉินไว้ด้วยซึ่งเรื่องเล่าดีดีจากคดีปกครองที่นำมาฝากในวันนี้ จะช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของทั้ง สองฝ่ายได้เป็นอย่างดี โดยคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินให้ความเป็นธรรมกับพนักงานขับรถพยาบาลซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ตามคำสั่งของหน่วยงานต้นสังกัด

             เรื่องราวของคดีจะเข้มข้นและน่าสนใจเพียงไร...มาติดตามกันเลยครับ

             ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานขับรถของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ค่ำวันเกิดเหตุ ผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้ขับรถพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง โดยขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ฟ้องคดีได้ใช้สัญญาณไฟวับวาบและเปิดเสียงไซเรนตลอดทาง จนมาถึงบริเวณแยกที่เกิดเหตุ ผู้ฟ้องคดีได้เร่งความเร็วเพื่อจะขับแซงรถสามล้อรับจ้างที่วิ่งอยู่ด้านหน้าโดยหักพวงมาลัยออกมาทางด้านขวา ขณะเดียวกันรถสามล้อรับจ้างก็ได้เลี้ยวเข้าทางแยกด้านขวาเพื่อเข้าหมู่บ้านโดยไม่ให้สัญญาณไฟ ผู้ฟ้องคดีจึงเบรกและหักหลบแต่ไม่พ้นเนื่องจากถนนลื่นเพราะฝนตก รถพยาบาลจึงพุ่งชนท้ายรถสามล้อ เคราะห์ดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต...จังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) จึงแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจาก พ...ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.. 2539 (มาตรา 10 ประกอบมาตรา 8) ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้นโดยกรณีนี้คณะกรรมการฯ ได้รายงานผลการตรวจสอบว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากรถสามล้อรับจ้างเลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหันโดยไม่ให้สัญญาณไฟ ความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงมิได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายผู้ถูกฟ้องคดีเห็นพ้องด้วยจึงรายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงการคลัง แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าอุบัติเหตุเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีขับรถด้วยความเร็วสูงเพื่อที่จะแซงสามล้อรับจ้างบริเวณใกล้ทางแยกซึ่งเป็นเขตห้ามแซง ผู้ฟ้องคดีควรชะลอความเร็วลง ประกอบกับฝนตกถนนลื่นจึงควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

            พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าผู้ฟ้ องคดีได้กระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 60 ของค่าเสียหายทั้งหมด ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาแล้วยืนตามคำสั่งเดิม ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงนำเรื่องมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

            คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางหลักไว้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีขับรถพยาบาลซึ่งเป็นรถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิตามมาตรา 75 แห่ง พ...จราจรทางบก พ.. 2522 โดยมีสิทธิขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้ ขับรถผ่านสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรใดๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถหรือการเลี้ยวรถที่กำหนดไว้  เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. โดยเปิดสัญญาณไฟวับวาบและเปิดเสียงสัญญาณไซเรนตลอดทาง ผู้ขับขี่รถคันอื่นจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 76 แห่ง พ...เดียวกัน ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อนโดยต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อผู้ฟ้ องคดีขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้ขับขี่รถสามล้อเครื่องได้เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านโดยไม่ให้สัญญาณไฟ อันแสดงว่าผู้ขับขี่รถสามล้อเครื่องไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 76 ดังกล่าว ทั้ง ยังเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนหรือไฟสัญญาณอีกด้วยกรณีนี้จึงถือได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ในการขับรถพยาบาลโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วแต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ผู้ขับขี่รถสามล้อเครื่องเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี (คดีหมายเลขแดงที่ อ.152/2554)

       ชัดเจนแล้วนะครับ ! สำหรับบทบาทและหน้าที่ระหว่างผู้ขับขี่รถฉุกเฉินกับผู้ขับขี่รถทั่วไปที่พบเจอรถฉุกเฉิน ผมว่าอาชีพขับรถพยาบาลนี้น่าเห็นใจ... เพราะต้องทำงานอยู่บนความเป็นความตายของผู้คน ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเราๆ จึงควรช่วยกันอำนวยความสะดวกด้วยการให้ทาง เพราะนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายอันแสดงให้เห็นถึงระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนนของคนไทยแล้ว เรายังได้บุญจากการมีน้ำ ใจช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนอีกด้วย เพราะไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจเป็นผู้ที่ต้องอยู่ในรถพยาบาลก็เป็นได้...

งานนี้...แท็กซี่วิ่งสู้ฟัด ยังต้องหลีกทางให้ รถพยาบาลวิ่งสู้ฟัด เลยนะคร๊าบ...

ครองธรรม ธรรมรัฐ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

“จำเรียง -อีโดกวังจาน” สะพาน ... ขาด ป้ายเตือนอยู่ไหน ... ครับ !



จำเรียง -อีโดกวังจานสะพาน ... ขาด   ป้ายเตือนอยู่ไหน ... ครับ !

(หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555)

คดีปกครองที่จะนำมาเล่านี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและซ่อมบำรุงรักษาถนนหนทางที่สัญจรไปมาทำให้ประชาชนได้รับอันตราย แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดให้มีป้ายเตือนให้ระวังทางชำรุดแต่ไม่เพียงพอที่จะป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ จากการใช้ถนนได้

เรื่องมีอยู่ว่าผู้ฟ้องคดีใช้ให้นาย ก. ขับรถยนต์ของตนซึ่งอยู่ระหว่างการผ่อนชำระตามสัญญาเช่าซื้อไปส่งของที่บ้าน เมื่อนาย ก. ขับรถผ่านเส้นทางทางหลวงชนบท สาย พช 2066 จำเรียง -อีโดกวังจาน ในเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ปรากฏว่านาย ก. ไม่ทราบว่าสะพานข้ามแม่น้ำป่าสักขาด เนื่องจากไม่มีการปิดทางบริเวณก่อนถึงสะพาน เพื่อป้องกันมิให้รถสัญจรผ่านไปถึงสะพานได้ ทำให้รถที่อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดีคันดังกล่าวตกลงไปในแม่น้ำได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (องค์การบริหารส่วนตำบล) ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ถูกปฏิเสธความรับผิด

ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยและเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่อาจใช้ประโยชน์จากรถยนต์พิพาทได้ ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า ได้จัดทำป้ายเตือนขนาดใหญ่ความว่า อันตรายสะพานขาดขวางทาง เข้าถนนสาย พช 2066 สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่ผู้ขับขี่เมาสุราจึงขับรถผ่านป้ายเตือน แสดงว่าผู้ฟ้องคดีสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยด้วยตนอง และผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ให้นาย ก. ยืมรถไปใช้จนเกิดความเสียหาย นาย ก. ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้เดือดร้อนหรือเสียหายที่จะฟ้องคดีได้

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ยังไม่ครบ แต่ก็มีสิทธิจะยึดถือรถยนต์และใช้ประโยชน์ในฐานะผู้เช่าซื้อได้ ตลอดจนมีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี และเมื่อได้ใช้เงินครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว รถยนต์ย่อมตกเป็นสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี หรือหากเลิกสัญญาเช่าซื้อก็ต้องส่งรถยนต์คืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อในสภาพเดิม ฉะนั้น เมื่อรถยนต์เสียหายและขาดประโยชน์จากการใช้ และผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ความเสียหายเช่นว่านี้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์และจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์จำต้องมีคำบังคับของศาลตามที่กำหนดในมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.. 2542 โดยการสั่งให้ผู้ฟ้องคดีใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี

และนาย ก. เป็นเพียงผู้ขับขี่รถยนต์ตามที่ผู้ฟ้องคดีมอบหมายและมิใช่กรณีการยืมใช้คงรูป ตามมาตรา 640 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น นาย ก. ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้

ส่วนการกระทำขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีตั้งป้ายเตือนสะพานขาดบริเวณปากทางสาย พช 2066 จำเรียง -อีโดกวังจาน ซึ่งห่างจากสะพานที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร ถึง 3 กิโลเมตร เพียงป้ายเดียวนั้น แสดงถึงความไม่ใส่ใจที่จะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้กับประชาชนทั่วไป และการที่ละเลยไม่ปิดทางบริเวณก่อนถึงสะพานที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้มีการสัญจรผ่านไปถึงสะพานได้นั้น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ยังไม่พอสมควรแก่เหตุ และไม่ปรากฏว่าตั้งแต่สะพานขาดจนถึงวันที่รถยนต์ของผู้ฟ้องคดี ตกสะพาน ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการใดๆ ในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อซ่อมแซมสะพานให้ใช้ได้ดีดังเดิม จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและและซ่อมแซม บำรุงรักษาทางซึ่งเป็นหน้าที่ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.. 2537 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิด

อย่างไรก็ดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจัดทำ ป้ายเตือนขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนตั้งขวางปากทาง ให้เหลือช่องทางเดินรถเพียงหนึ่งช่องทาง หากนาย ก. มีความระมัดระวังในการขับรถย่อมสังเกตเห็นป้ายเตือน อุบัติเหตุดังกล่าวจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนาย ก. รวมอยู่ด้วย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีผลมาจาก การละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้ องคดีมากกว่าความประมาทเลินเล่อของนาย ก. จึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ในอัตราร้อยละแปดสิบ ของราคาค่าซ่อม ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีไม่อาจใช้ประโยชน์จากรถยนต์พิพาท และค่าเสียหายจากการว่าจ้างรถยนต์ผู้อื่น มาใช้แทน เนื่องจากไม่ได้ใช้รถยนต์ในการขายสินค้า (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 33/2554)

คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาถนนหนทาง ทั้งทางบก ทางน้ำว่าจะต้องเอาใจใส่สอดส่องและซ่อมแซมให้ถนนหนทางอยู่ในสภาพที่ประชาชนผู้สัญจรไปมา สามารถใช้ได้ดีตลอดเวลา และถึงแม้จะได้ดำเนินการเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้นแล้ว ก็ควรที่จะต้อง พินิจพิจารณาว่าเพียงพอที่จะป้องกันมิให้เกิดอันตรายขึ้นหรือไม่ ส่วนผู้ที่ใช้ถนนหนทางสัญจรไปมาก็ควรที่จะใช้ ความระมัดระวัง เพราะที่สุดแล้วหากอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความไม่ระมัดระวังของผู้ใช้ถนนหนทางเองก็ถือเป็น ผู้มีส่วนร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย ครับ!

นายปกครอง