แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ร.บ.สาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ร.บ.สาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สถานที่ตั้งและขนาดพื้นที่สำหรับกระบวนการเผามูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน และแสงสว่าง และการระบายอากาศภายในอาคารที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๖๖

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สถานที่ตั้งสำหรับการฝังกลบอย่างปลอดภัย และมาตรการป้องกัน และแก้ไขเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๖

 




ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การควบคุมคุณภาพและการจัดการสุขลักษณะของการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ในสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. ๒๕๖๖

 



ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ด้านสุขลักษณะและมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือโรคโควิด ๑๙ สำหรับสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๖

 


วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

“The Noise” เสียงนี้... ที่ไม่ต้องการ !!



The Noiseเสียงนี้... ที่ไม่ต้องการ !!

นานที...จะได้มีโอกาสดูรายการทีวีในวันหยุด... จึงกดรีโมทสำรวจช่องต่างๆ จนกระทั่งมาหยุดที่The Voice รายการประกวดร้องเพลงแนวใหม่ ซึ่งผมจำได้ว่าเคยดูรายการนี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน... กว่าจะได้มีโอกาสมาดูอีกครั้งก็เป็นรอบชิงชนะเลิศเลยครับระหว่างที่ผมนั่งดูไปเชียร์ไปอย่างสนุกสนาน อยู่ๆ ก็เกิดเสียงที่ไม่พึงปรารถนาดังขึ้นมาจากบ้านข้างๆ โครมคราม !! ปึงปัง !! แถมด้วยเสียงเจาะสว่าน และเสียงจากเครื่องเจียรไฟฟ้า ผมนั่งเอามือกุมขมับ... ทำไมต้องมารบกวนวันหยุดอันแสนมีความสุขของผมด้วย ?? เมื่อตั้งสติได้...ก็คิดได้ว่านานๆ ทีจะมีเสียงดังรบกวนแบบนี้  ไม่เป็นไรครับ จึงหยิบรีโมทมากด เพิ่มเสียง แล้วก็นั่งดูต่อจนจบรายการ... แม้ว่าความเพลิดเพลินจะลดลงไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ครับ

เสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ บ้านใกล้เรือนเคียงก็ต้องมีกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา(ผมบ่นกับตัวเอง)
แล้วเสียงดังขนาดไหน จึงจะถือเป็น เสียงรบกวนที่เกินจะยอมรับได้ละ ?” (เสียงแทรกจากเพื่อนบ้านนามว่าโจอี้ที่มานั่งดูทีวีข้างๆ ผม ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ! ถามขึ้นมา)ผมตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอาการและตอบกลับไปว่า... เสียงดังที่จัดว่าเป็น เสียงรบกวนหรือ Noise” ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจของผู้ได้ยินนั้น ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้กำหนดค่าระดับเสียงดังกล่าวเอาไว้ที่ 10 เดซิเบล เอ ดังนั้น หากเสียงดังที่เกินปกติหรือเสียงดังต่อเนื่องยาวนานจนก่อให้เกิดความรำคาญหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ยิน เช่น เสียงจากเครื่องจักร เครื่องยนต์การก่อสร้าง เครื่องขยายเสียง ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เครื่องบิน ฯลฯ ซึ่งคำนวณได้ค่าเกินกว่า 10 เดซิเบล เอ ก็จะถือเป็น เสียงรบกวนและถือเป็นเหตุรำคาญตาม พ...การสาธารณสุข พ.. 2535 ซึ่งหน่วยงานผู้มีหน้าที่จะต้องเข้ามาควบคุมดูแลเพื่อระงับหรือป้องกันเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นดังกล่าว อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานท้องถิ่นต่างๆเป็นต้น
โดยผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ด้วยการตั้งรูปคดีว่า หน่วยงานผู้มีหน้าที่ละเลยหรือล่าช้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นคดีปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ...จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.. 2542 และหากผลจากการละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย ผู้ฟ้องคดีก็อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิด ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)แห่ง พ...เดียวกัน ได้อีกด้วย

โดยในการวินิจฉัยคดีประเภทนี้ศาลจะพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า เสียงดังที่เกิดขึ้น นั้น เข้าข่ายเป็นเสียงรบกวน ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือเกิน 10 เดซิเบล เอ หรือไม่ ? และหากเป็นกรณีเสียงดังที่เกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลก็จะพิจารณาต่อว่าหน่วยงานผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลในเรื่องนั้นๆได้ละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ? (แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ? ในกรณีที่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่มาด้วย)

เรื่องนี้ผมมีประสบการณ์ตรงจากเฮียสตางค์ เจ้าของกิจการห้องชุดให้เช่าซึ่งเป็นอาคารสูง 7 ชั้นที่เปิดกิจการมานานแล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีคอนโดมิเนียมสูง 27 ชั้น ผุดขึ้น มาอยู่ข้างๆ ซึ่งนอกจากจะสร้างอาคารผิดแบบแล้ว ยังทำให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในอาคารของเฮียสตางค์ต้องทนรำคาญกับเสียงดังรบกวนที่เกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 300 แรงม้า และเสียงดังจากเครื่องปรับอากาศของคอนโดมิเนียมดังกล่าวด้วย เฮียสตางค์ได้เคยร้องเรียนเรื่องนี้ต่อสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานครแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข สุดท้ายจึงต้องนำเรื่องขึ้น สู่ศาลปกครอง

คดีนี้้... ศาลปกครองได้แต่งตั้ง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น ซึ่งผลปรากฏว่า ระดับเสียงที่เกิดจากการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 300 แรงม้า ซึ่งตั้ง อยู่ในมุมตึกชั้น ล่างของคอนโดมิเนียม โดยผลจากการตรวจวัดที่อาคารของเฮียสตางค์ ณ บริเวณข้างสระว่ายน้ำ ได้ค่าระดับที่ 14.3 เดซิเบล เอ และบริเวณห้องนอนชั้น 1 ได้ค่าระดับที่ 16.5 เดซิเบล เอ ซึ่งอยู่ในระดับที่ถือเป็นเสียงรบกวนตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือเกินกว่า 10 เดซิเบล เอ อันถือเป็นเหตุรำคาญตามกฎหมายสาธารณสุข ในส่วนของเสียงที่เกิดจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศนั้น ผลจากการตรวจวัดในเวลากลางวัน ที่บริเวณชั้น 7 ได้ค่าระดับที่ 2.4-5.6 เดซิเบล เอ และในเวลากลางคืน ได้ค่าระดับที่ 4.4-9.1 เดซิเบล เอ ซึ่งยังไม่เข้าข่ายเป็นเสียงรบกวนตามกฎหมาย

โดย พ...การสาธารณสุข พ.. 2535 ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจในการห้ามและระงับหรือจัดการกับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุรำคาญจากกลิ่น แสง เสียง ความร้อน หรือกรณีอื่นใด ที่ทำให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุคคล โดยในกรณีที่มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นจากสถานที่เอกชนให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารระงับเหตุรำคาญภายในเวลาอันสมควร และหากเจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคารไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นก็สามารถใช้อำนาจเข้าดำเนินการเพื่อระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ได้ โดยจัดการตามความจำเป็น และเจ้าของอาคารจะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการระงับเหตุรำคาญนั้น รวมทั้ง หากเหตุรำคาญดังกล่าวอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพหรือกระทบต่อความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออก
คำสั่งห้ามมิให้มีการใช้สถานที่นั้น ทั้ง หมดหรือบางส่วน จนกว่าจะได้มีการแก้ไขหรือระงับเหตุรำคาญนั้น แล้วก็ได้

ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ สำนักงานเขตมิได้ใช้อำนาจดำเนินการตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนด ทั้ง ที่ได้มีการร้องเรียนถึงความเดือดร้อนตลอดมา กรณีจึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งข้อโต้แย้งที่ว่าได้มีการออกคำสั่งให้เจ้าของคอนโดมิเนียมระมัดระวังมิให้เกิดเสียงรบกวนแล้วนั้นศาลเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ได้ เนื่องจากสำนักงานเขตยังมีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพิ่มขึ้น ในการเข้าไประงับเหตุรำคาญนอกเหนือจากการออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว รวมทั้ง
อาจจัดการตามความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้น ได้ แต่ก็มิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด...

จึงพิพากษาให้สำนักงานเขตและกรุงเทพมหานครดำเนินการให้คอนโดมิเนียมดังกล่าวระงับเหตุรำคาญอันเกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดวิธีการตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวขึ้นอีก ทั้งนี้ภายใน 60 วัน (.24/2553)

นอกจากนี้ ...ได้มีกรณีผู้นำคดีมาฟ้องศาลปกครอง เนื่องจากทนเสียงดังรบกวนจากการเปิดให้บริการของสนามฟุตซอลที่อยู่หลังบ้านไม่ไหว ทั้ง เสียงจากเครื่องขยายเสียงและเสียงที่เกิดจากผู้เล่น ทั้ง ในช่วงเวลากลางวันไปจนถึงช่วงเวลากลางคืน แม้จะเป็นเวลาหลัง 21.00 . อันเป็นเวลาพักผ่อนแล้วก็ตามคดีนี้ศาลปกครองยังไม่ได้พิพากษาตัดสิน แต่ศาลได้กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวโดยมีคำสั่งให้สนามฟุตซอลดังกล่าวเปิดให้บริการได้ถึงเวลา 21.00 .เท่านั้น จากแต่เดิมที่เคยเปิดบริการถึง 23.00 . ซึ่งเหตุผลของผู้ประกอบกิจการที่อ้างว่า ตนได้ลงทุนสร้างสนามด้วยจำนวนเงินสูงถึง 13 ล้านบาท โดยกู้เงินมาก่อสร้างและมีภาระที่ต้องผ่อนชำระกับธนาคารสูงถึงเดือนละ 120,000 บาท การต้องปิดสนามในเวลา 21.00 . ย่อมมีผลต่อรายรับของตนอย่างรุนแรงนั้น ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของการลงทุนในการประกอบธุรกิจที่ผู้ลงทุนย่อมมีเสรีภาพและย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้กำไรหรือขาดทุน อันเป็นเรื่องในทางธุรกิจ แต่ในการดำเนินกิจการนั้นจะต้องไม่เป็นการไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่จะดำรงอยู่อย่างปกติสุขด้วย... ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลที่ศาลไม่อาจรับฟังได้...ผมว่า... ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้ง ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเองรวมทั้งผู้ประกอบกิจการต่างๆ ที่อย่านึกถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว ควรนึกถึงใจเขาใจเราด้วย เพราะไม่มีใครที่อยากจะได้รับความเดือดร้อนรำคาญไม่ว่าจะด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม โดยส่วนตัวผมถือคติที่ว่า ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวฉะนั้น จงอย่าสร้างทุกข์ให้แก่ใครเลยครับ หากไม่อยากเดือดร้อนต้องมาแก้ปัญหาในภายหลัง...

จบเรื่องคดี... ผมกับพี่โจอี้ก็คุยกันต่อด้วยเรื่องกีฬา ดนตรี ไปจนถึงการเมือง สนทนากันอย่างถูกคอและมีอรรถรสจนถึงขนาดที่คนเดินผ่านไปผ่านมาต้องชะโงกหน้าเข้ามาดู... ผมสองคนหันมาสบตากัน ก็รู้ทันทีว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องแยกย้าย ไม่เช่นนั้น บ้านผมจะกลายเป็นแหล่งกำเนิดเสียงรบกวน (ชั่วคราว) ไปเสียเอง...
ว่าแล้วก็ออกไปขอโทษข้างบ้านเสียหน่อย... ซึ่งก็ได้รับคำตอบมาว่า เสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ บ้านใกล้เรือนเคียงก็ต้องมีกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา...ผมเดินอมยิ้ม กลับเข้าบ้านด้วยรู้สึกว่าประโยคนี้คุ้นๆ แฮะ...

ครองธรรม ธรรมรัฐ

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

เพิ่มค่าขยะโดยมิชอบ


ศาลปกครอง คุ้มครองชาวบ้าน กรณีหน่วยงานของรัฐออกประกาศเพิ่มค่าเก็บขยะโดยไม่ชอบ

เชื่อว่า..หลายท่านอาจเคยประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ กรณีหน่วยงานของรัฐปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอย ซึ่งการจะดูว่าการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าว หน่วยงานของรัฐได้ดาเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ? คดีนี้น่าจะเป็นแนวทางให้ท่านได้ครับ... 

ผู้ฟ้องคดีเป็นชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในเขตเทศบาลแห่งหนึ่ง ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองความว่า ตนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคาสั่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยจ่ายเดือนละ 12 บาท เป็นเดือนละ 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 เพื่อให้เป็นไปตามประกาศเทศบาล เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ซึ่งได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยใหม่ โดยกรณีที่มีปริมาณขยะวันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร ชนิดบ้านอยู่อาศัย เดือนละ 20 บาท กรณีวันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร แต่ไม่เกิน 40 ลิตร ชนิดร้านค้า เดือนละ 30 บาท
 
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าประกาศของเทศบาลข้างต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าอัตราเดิมถึง 150 เปอร์เซ็นต์ และปลัดเทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ผู้รับมอบอำนาจจากนายกเทศมนตรีไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามที่เทศบัญญัติ เรื่อง การกาจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.. 2545 กำหนดไว้ได้ โดยเทศบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอัตราค่าเก็บขยะมูลฝอยประจาเดือน...ประเภทอาคารหรือเคหะ วันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร ชนิดบ้านอยู่อาศัย เดือนละ 8 บาท อาคารพาณิชย์ชนิดอยู่อาศัย เดือนละ 8 บาท และชนิดร้านค้า เดือนละ 12 บาท ... 

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกประกาศเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยให้ต่างไปจากที่เทศบัญญัติกำหนดไว้ โดยไม่ได้มีการแก้ไขเทศบัญญัติฉบับเดิมเสียก่อน จึงเป็นการกระทาโดยปราศจากอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี
 
ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงต่อศาลว่า เหตุที่ต้องออกประกาศปรับเปลี่ยนค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมนานถึง 18 ปีแล้ว โดยที่ไม่ได้มีการปรับเพิ่มแต่อย่างใด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันที่ราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าสถานที่ในการกำจัดขยะมูลฝอย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว ซึ่งการออกประกาศข้างต้นผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามอำนาจหน้าที่แล้ว เนื่องจากเทศบัญญัติ เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.. 2545 ได้กำหนดให้นายกเทศมนตรีมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้ ฉะนั้น การที่เทศบาลออกประกาศปรับค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยใหม่จึงถือเป็นการออกกฎ ข้อบังคับ ประกาศ เพื่อปฏิบัติตามเทศบัญญัติดังกล่าวนั่นเอง 

คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ประกาศเทศบาล เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ..2535 (มาตรา 18 และมาตรา 20) บัญญัติให้ราชการส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยภายในเขตพื้นที่ของตน โดยมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยได้แต่ไม่เกินอัตราตามที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย และอัตราค่าธรรมเนียมอื่นๆ พ.. 2545 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.. 2535 ประกอบกับมาตรา 60 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.. 2496 ตราเทศบัญญัติเรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.. 2545 ขึ้นโดยได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยไม่เกินอัตราค่าธรรมเนียมท้ายกฎกระทรวงข้างต้น เทศบัญญัติดังกล่าวจึงออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
 
แต่เนื่องจากอำนาจในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยนั้น กฎหมายสาธารณสุขกำหนดให้เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยต้องตราเป็นเทศบัญญัติ ดังนั้นเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกเพียงประกาศเทศบาลเพื่อปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกประกาศโดยปราศจากอำนาจ และเป็นการกระทำที่ก้าวล่วงเข้าไปในอำนาจของสภาเทศบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สาหรับการกระทำนั้น อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่มีสภาพความร้ายแรงถึงระดับที่ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ ไม่เคยมีอยู่เลย
 
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้เพิกถอนประกาศเทศบาล เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ (คดีหมายเลขแดงที่ อ.526/2554) 

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า การดำเนินการใดๆ ในทางปกครอง จะต้องตรวจสอบข้อกฎหมายที่ให้อำนาจอย่างรอบคอบเสียก่อน หากกฎหมายให้อำนาจไว้เช่นใด ก็จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ถ้า ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ฝ่ายปกครองก็ไม่มีอำนาจครับ !
นายปกครอง