เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวงงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ฅนเทศบาล
เมนูหลัก
ข่าวท้องถิ่น
ระเบียบบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานการบริหารงานบุคคลพนักงานส่วนท้องถิ่น
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ร.บ.สาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ร.บ.สาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567
วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566
วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566
วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566
วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556
“The Noise” เสียงนี้... ที่ไม่ต้องการ !!
“The Noise”
เสียงนี้... ที่ไม่ต้องการ !!
นานที...จะได้มีโอกาสดูรายการทีวีในวันหยุด... จึงกดรีโมทสำรวจช่องต่างๆ จนกระทั่งมาหยุดที่“The Voice ” รายการประกวดร้องเพลงแนวใหม่ ซึ่งผมจำได้ว่าเคยดูรายการนี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน... กว่าจะได้มีโอกาสมาดูอีกครั้งก็เป็นรอบชิงชนะเลิศเลยครับ…
ระหว่างที่ผมนั่งดูไปเชียร์ไปอย่างสนุกสนาน
อยู่ๆ ก็เกิดเสียงที่ไม่พึงปรารถนาดังขึ้นมาจากบ้านข้างๆ โครมคราม !! ปึงปัง !! แถมด้วยเสียงเจาะสว่าน และเสียงจากเครื่องเจียรไฟฟ้า
…ผมนั่งเอามือกุมขมับ... ทำไมต้องมารบกวนวันหยุดอันแสนมีความสุขของผมด้วย
?? เมื่อตั้งสติได้...ก็คิดได้ว่านานๆ ทีจะมีเสียงดังรบกวนแบบนี้ ไม่เป็นไรครับ จึงหยิบรีโมทมากด เพิ่มเสียง แล้วก็นั่งดูต่อจนจบรายการ...
แม้ว่าความเพลิดเพลินจะลดลงไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ครับ
“เสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ บ้านใกล้เรือนเคียงก็ต้องมีกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” (ผมบ่นกับตัวเอง)
“แล้วเสียงดังขนาดไหน จึงจะถือเป็น “เสียงรบกวน” ที่เกินจะยอมรับได้ละ ?” (เสียงแทรกจากเพื่อนบ้านนามว่าโจอี้ที่มานั่งดูทีวีข้างๆ
ผม ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ! ถามขึ้นมา)ผมตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอาการและตอบกลับไปว่า... เสียงดังที่จัดว่าเป็น “เสียงรบกวน”
หรือ “Noise” ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจของผู้ได้ยินนั้น ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้กำหนดค่าระดับเสียงดังกล่าวเอาไว้ที่ 10 เดซิเบล เอ ดังนั้น หากเสียงดังที่เกินปกติหรือเสียงดังต่อเนื่องยาวนานจนก่อให้เกิดความรำคาญหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ยิน
เช่น เสียงจากเครื่องจักร เครื่องยนต์การก่อสร้าง
เครื่องขยายเสียง ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เครื่องบิน ฯลฯ ซึ่งคำนวณได้ค่าเกินกว่า 10 เดซิเบล เอ ก็จะถือเป็น “เสียงรบกวน” และถือเป็นเหตุรำคาญตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งหน่วยงานผู้มีหน้าที่จะต้องเข้ามาควบคุมดูแลเพื่อระงับหรือป้องกันเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นดังกล่าว
อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองบังคับการตำรวจจราจร
กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานท้องถิ่นต่างๆเป็นต้น
โดยผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น
สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ด้วยการตั้งรูปคดีว่า หน่วยงานผู้มีหน้าที่ละเลยหรือล่าช้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้
อันเป็นคดีปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.
2542 และหากผลจากการละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย
ผู้ฟ้องคดีก็อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีละเมิด ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง
(3)แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ได้อีกด้วย
โดยในการวินิจฉัยคดีประเภทนี้ศาลจะพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า
เสียงดังที่เกิดขึ้น นั้น เข้าข่ายเป็นเสียงรบกวน
ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือเกิน 10 เดซิเบล เอ หรือไม่ ? และหากเป็นกรณีเสียงดังที่เกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
ศาลก็จะพิจารณาต่อว่าหน่วยงานผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลในเรื่องนั้นๆได้ละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
? (แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ? ในกรณีที่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่มาด้วย)
เรื่องนี้ผมมีประสบการณ์ตรงจากเฮียสตางค์
เจ้าของกิจการห้องชุดให้เช่าซึ่งเป็นอาคารสูง 7 ชั้นที่เปิดกิจการมานานแล้ว
แต่อยู่ๆ ก็มีคอนโดมิเนียมสูง 27 ชั้น ผุดขึ้น มาอยู่ข้างๆ
ซึ่งนอกจากจะสร้างอาคารผิดแบบแล้ว ยังทำให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในอาคารของเฮียสตางค์ต้องทนรำคาญกับเสียงดังรบกวนที่เกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด
300 แรงม้า และเสียงดังจากเครื่องปรับอากาศของคอนโดมิเนียมดังกล่าวด้วย
เฮียสตางค์ได้เคยร้องเรียนเรื่องนี้ต่อสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานครแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
สุดท้ายจึงต้องนำเรื่องขึ้น สู่ศาลปกครอง
คดีนี้้...
ศาลปกครองได้แต่งตั้ง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น
ซึ่งผลปรากฏว่า ระดับเสียงที่เกิดจากการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 300
แรงม้า ซึ่งตั้ง อยู่ในมุมตึกชั้น ล่างของคอนโดมิเนียม โดยผลจากการตรวจวัดที่อาคารของเฮียสตางค์
ณ บริเวณข้างสระว่ายน้ำ ได้ค่าระดับที่ 14.3 เดซิเบล เอ และบริเวณห้องนอนชั้น
1 ได้ค่าระดับที่ 16.5 เดซิเบล เอ ซึ่งอยู่ในระดับที่ถือเป็นเสียงรบกวนตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
คือเกินกว่า 10 เดซิเบล เอ อันถือเป็นเหตุรำคาญตามกฎหมายสาธารณสุข
ในส่วนของเสียงที่เกิดจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศนั้น ผลจากการตรวจวัดในเวลากลางวัน
ที่บริเวณชั้น 7 ได้ค่าระดับที่ 2.4-5.6 เดซิเบล เอ และในเวลากลางคืน ได้ค่าระดับที่ 4.4-9.1 เดซิเบล เอ ซึ่งยังไม่เข้าข่ายเป็นเสียงรบกวนตามกฎหมาย
โดย พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.
2535 ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจในการห้ามและระงับหรือจัดการกับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุรำคาญจากกลิ่น
แสง เสียง ความร้อน หรือกรณีอื่นใด ที่ทำให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุคคล
โดยในกรณีที่มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นจากสถานที่เอกชนให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารระงับเหตุรำคาญภายในเวลาอันสมควร
และหากเจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคารไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นก็สามารถใช้อำนาจเข้าดำเนินการเพื่อระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ได้ โดยจัดการตามความจำเป็น
และเจ้าของอาคารจะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการระงับเหตุรำคาญนั้น รวมทั้ง หากเหตุรำคาญดังกล่าวอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพหรือกระทบต่อความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออก
คำสั่งห้ามมิให้มีการใช้สถานที่นั้น ทั้ง หมดหรือบางส่วน จนกว่าจะได้มีการแก้ไขหรือระงับเหตุรำคาญนั้น
แล้วก็ได้
ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ สำนักงานเขตมิได้ใช้อำนาจดำเนินการตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนด
ทั้ง ที่ได้มีการร้องเรียนถึงความเดือดร้อนตลอดมา กรณีจึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
ซึ่งข้อโต้แย้งที่ว่าได้มีการออกคำสั่งให้เจ้าของคอนโดมิเนียมระมัดระวังมิให้เกิดเสียงรบกวนแล้วนั้นศาลเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ได้ เนื่องจากสำนักงานเขตยังมีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพิ่มขึ้น ในการเข้าไประงับเหตุรำคาญนอกเหนือจากการออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว
รวมทั้ง
อาจจัดการตามความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้น ได้ แต่ก็มิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด...
จึงพิพากษาให้สำนักงานเขตและกรุงเทพมหานครดำเนินการให้คอนโดมิเนียมดังกล่าวระงับเหตุรำคาญอันเกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
รวมทั้งกำหนดวิธีการตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวขึ้นอีก
ทั้งนี้ภายใน 60 วัน (อ.24/2553)
นอกจากนี้ ...ได้มีกรณีผู้นำคดีมาฟ้องศาลปกครอง
เนื่องจากทนเสียงดังรบกวนจากการเปิดให้บริการของสนามฟุตซอลที่อยู่หลังบ้านไม่ไหว ทั้ง เสียงจากเครื่องขยายเสียงและเสียงที่เกิดจากผู้เล่น ทั้ง ในช่วงเวลากลางวันไปจนถึงช่วงเวลากลางคืน แม้จะเป็นเวลาหลัง 21.00 น. อันเป็นเวลาพักผ่อนแล้วก็ตามคดีนี้ศาลปกครองยังไม่ได้พิพากษาตัดสิน แต่ศาลได้กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวโดยมีคำสั่งให้สนามฟุตซอลดังกล่าวเปิดให้บริการได้ถึงเวลา 21.00 น.เท่านั้น จากแต่เดิมที่เคยเปิดบริการถึง
23.00 น. ซึ่งเหตุผลของผู้ประกอบกิจการที่อ้างว่า
ตนได้ลงทุนสร้างสนามด้วยจำนวนเงินสูงถึง 13 ล้านบาท โดยกู้เงินมาก่อสร้างและมีภาระที่ต้องผ่อนชำระกับธนาคารสูงถึงเดือนละ
120,000 บาท การต้องปิดสนามในเวลา 21.00 น.
ย่อมมีผลต่อรายรับของตนอย่างรุนแรงนั้น ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของการลงทุนในการประกอบธุรกิจที่ผู้ลงทุนย่อมมีเสรีภาพและย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้กำไรหรือขาดทุน
อันเป็นเรื่องในทางธุรกิจ แต่ในการดำเนินกิจการนั้นจะต้องไม่เป็นการไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่จะดำรงอยู่อย่างปกติสุขด้วย... ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลที่ศาลไม่อาจรับฟังได้...ผมว่า... ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย
ทั้ง ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเองรวมทั้งผู้ประกอบกิจการต่างๆ ที่อย่านึกถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว
ควรนึกถึงใจเขาใจเราด้วย เพราะไม่มีใครที่อยากจะได้รับความเดือดร้อนรำคาญไม่ว่าจะด้วยเหตุใดๆ
ก็ตาม โดยส่วนตัวผมถือคติที่ว่า “ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว” ฉะนั้น จงอย่าสร้างทุกข์ให้แก่ใครเลยครับ หากไม่อยากเดือดร้อนต้องมาแก้ปัญหาในภายหลัง...
จบเรื่องคดี... ผมกับพี่โจอี้ก็คุยกันต่อด้วยเรื่องกีฬา
ดนตรี ไปจนถึงการเมือง สนทนากันอย่างถูกคอและมีอรรถรสจนถึงขนาดที่คนเดินผ่านไปผ่านมาต้องชะโงกหน้าเข้ามาดู... ผมสองคนหันมาสบตากัน ก็รู้ทันทีว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องแยกย้าย ไม่เช่นนั้น บ้านผมจะกลายเป็นแหล่งกำเนิดเสียงรบกวน
(ชั่วคราว)
ไปเสียเอง...
ว่าแล้วก็ออกไปขอโทษข้างบ้านเสียหน่อย... ซึ่งก็ได้รับคำตอบมาว่า “เสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ บ้านใกล้เรือนเคียงก็ต้องมีกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” ...ผมเดินอมยิ้ม กลับเข้าบ้านด้วยรู้สึกว่าประโยคนี้คุ้นๆ
แฮะ...
ครองธรรม ธรรมรัฐ
วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555
เพิ่มค่าขยะโดยมิชอบ
ศาลปกครอง “คุ้มครอง” ชาวบ้าน กรณีหน่วยงานของรัฐออกประกาศเพิ่มค่าเก็บขยะโดยไม่ชอบ !
เชื่อว่า..หลายท่านอาจเคยประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีในคดีนี้
กรณีหน่วยงานของรัฐปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอย ซึ่งการจะดูว่าการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าว
หน่วยงานของรัฐได้ดาเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ? คดีนี้น่าจะเป็นแนวทางให้ท่านได้ครับ...
ผู้ฟ้องคดีเป็นชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในเขตเทศบาลแห่งหนึ่ง
ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองความว่า ตนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคาสั่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยจ่ายเดือนละ
12 บาท เป็นเดือนละ 30 บาท ตั้งแต่วันที่
1 ตุลาคม 2547 เพื่อให้เป็นไปตามประกาศเทศบาล
เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ซึ่งได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยใหม่
โดยกรณีที่มีปริมาณขยะวันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร ชนิดบ้านอยู่อาศัย
เดือนละ 20 บาท กรณีวันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร แต่ไม่เกิน 40 ลิตร ชนิดร้านค้า เดือนละ
30 บาท
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าประกาศของเทศบาลข้างต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากเป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าอัตราเดิมถึง 150 เปอร์เซ็นต์ และปลัดเทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ผู้รับมอบอำนาจจากนายกเทศมนตรีไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยตามที่เทศบัญญัติ
เรื่อง การกาจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2545
กำหนดไว้ได้ โดยเทศบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอัตราค่าเก็บขยะมูลฝอยประจาเดือน...ประเภทอาคารหรือเคหะ วันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร ชนิดบ้านอยู่อาศัย
เดือนละ 8 บาท อาคารพาณิชย์ชนิดอยู่อาศัย เดือนละ 8 บาท และชนิดร้านค้า เดือนละ 12 บาท ...
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกประกาศเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยให้ต่างไปจากที่เทศบัญญัติกำหนดไว้
โดยไม่ได้มีการแก้ไขเทศบัญญัติฉบับเดิมเสียก่อน จึงเป็นการกระทาโดยปราศจากอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงต่อศาลว่า
เหตุที่ต้องออกประกาศปรับเปลี่ยนค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมนานถึง 18 ปีแล้ว โดยที่ไม่ได้มีการปรับเพิ่มแต่อย่างใด
เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันที่ราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
ค่าเช่าสถานที่ในการกำจัดขยะมูลฝอย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว
ซึ่งการออกประกาศข้างต้นผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามอำนาจหน้าที่แล้ว เนื่องจากเทศบัญญัติ
เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2545 ได้กำหนดให้นายกเทศมนตรีมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกระเบียบ
ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้ ฉะนั้น การที่เทศบาลออกประกาศปรับค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยใหม่จึงถือเป็นการออกกฎ
ข้อบังคับ ประกาศ เพื่อปฏิบัติตามเทศบัญญัติดังกล่าวนั่นเอง
คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า
ประกาศเทศบาล เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
?
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 (มาตรา
18 และมาตรา 20) บัญญัติให้ราชการส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยภายในเขตพื้นที่ของตน
โดยมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยได้แต่ไม่เกินอัตราตามที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย
และอัตราค่าธรรมเนียมอื่นๆ พ.ศ. 2545 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสาธารณสุข
พ.ศ. 2535 ประกอบกับมาตรา 60
(2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496
ตราเทศบัญญัติเรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2545 ขึ้นโดยได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยไม่เกินอัตราค่าธรรมเนียมท้ายกฎกระทรวงข้างต้น
เทศบัญญัติดังกล่าวจึงออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
แต่เนื่องจากอำนาจในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอยนั้น
กฎหมายสาธารณสุขกำหนดให้เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยต้องตราเป็นเทศบัญญัติ ดังนั้นเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่
1 ได้ออกเพียงประกาศเทศบาลเพื่อปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว
จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกประกาศโดยปราศจากอำนาจ
และเป็นการกระทำที่ก้าวล่วงเข้าไปในอำนาจของสภาเทศบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สาหรับการกระทำนั้น
อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่มีสภาพความร้ายแรงถึงระดับที่ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่
ไม่เคยมีอยู่เลย
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้เพิกถอนประกาศเทศบาล
เรื่อง การปรับอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่
1 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
(คดีหมายเลขแดงที่
อ.526/2554)
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า
การดำเนินการใดๆ ในทางปกครอง จะต้องตรวจสอบข้อกฎหมายที่ให้อำนาจอย่างรอบคอบเสียก่อน
หากกฎหมายให้อำนาจไว้เช่นใด ก็จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ถ้า “ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ฝ่ายปกครองก็ไม่มีอำนาจ”
ครับ !
นายปกครอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)