วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566

แนะสูตรเบี้ยสูงวัยถ้วนหน้าจ่ายหัวละพัน

 

แนะสูตรเบี้ยสูงวัยถ้วนหน้าจ่ายหัวละพัน 
มติชน  ฉบับวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖
          ทีดีอาร์ไอชี้คลังพอรับได้ชงรื้อภาษีหารายได้เพิ่มชาวบ้านหวั่นถูกตัดสิทธิ
          ปชช.ทวงเบี้ยสูงอายุขอจ่ายสูตรเดิม กังวลถูกตัดสิทธิ หวั่นไม่ผ่านเกณฑ์คนจน ร้องโปะเพิ่มเงินเป็น 1 พัน 'นักวิชาการ'ชี้ลดเกณฑ์เบี้ยชราขัด รธน.-เลือกปฏิบัติ ซัด มท.นั่งห้องแอร์ร่างระเบียบ-พิสูจน์จนยาก
          ทีดีอาร์ไอชำแหละข้อดี-ด้อย
          เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม จากกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบกระทรวงมหาดไทย (มท.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พ.ศ.2566 โดยมีประเด็นที่เป็นเรื่องการวิจารณ์กรณีเปลี่ยนแปลงเกณฑ์จากถ้วนหน้าไปเป็นอย่างอื่น ซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่หมวด 1 คุณสมบัติของ ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยยังชีพ ข้อ 6 (4) ระบุว่า เป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่ การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด ทั้งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือวันที่ 12 สิงหาคม 2566 นั้น
          นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า กรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก่อนอื่นคือ สิทธิ หรือสวัสดิการต่างๆ นั้น ทำได้สองรูปแบบ คือ 1.รูปแบบถ้วนหน้า และ 2.รูปแบบการเลือกเฉพาะกลุ่มที่อยากช่วยเหลือ ทั้งสอง รูปแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน โดยรูปแบบถ้วนหน้า ข้อดีคือ รัฐบาลหรือคนทำนโยบายไม่ต้องกังวลใจเพราะทุกคนได้สิทธิทันที แต่ปัญหาที่ตามมาคือใช้งบประมาณสูง ส่วนรูปแบบเลือกกลุ่มนั้น ก็หมายความว่าคนที่รัฐบาลจะช่วยนั้นน้อยลง ไม่ใช่ทุกคน เพราะฉะนั้นงบประมาณก็จะลดลงแน่นอน แต่มีข้อด้อยสำคัญ คือ การคัดกรองกลุ่มคน อาทิ ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยแต่กลับไม่ได้รับสิทธิ อาจจะเพราะไปลงทะเบียนไม่ไหว ไม่มีหลักฐานเพียงพอ หรือกรณีที่ถูกคัดออกจากความผิดพลาด อีกด้านคือ ผู้สูงอายุที่มีฐานะแต่หลุดเข้ามาได้รับสิทธิ กรณีแบบนี้เกิดให้เห็นในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว
          จ่ายไม่เกิน1พันเชื่อยังไหว
          นายนณริฏกล่าวว่า จากในทางทฤษฎีเห็นแล้วว่า การช่วยเหลือให้สวัสดิการ มีสองทางเลือกที่สังคมไทยต้องเลือก เพราะทั้งสองเส้นทางต่างมีความท้าทายที่แตกต่างกัน โดยถ้าเลือกแบบถ้วนหน้า คำตอบคือต้องใช้งบประมาณเยอะ ดังนั้นรัฐบาลหน้าต้องหาแหล่งเงินมาอุดหนุนโครงการนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงที่ประเทศจะเกิดวิกฤต อีกเส้นทางคือแบบเฉพาะกลุ่ม โจทย์คือ การแก้ไขปัญหาข้อผิดพลาดการคัดกรอง ทำอย่างไรให้คนที่ควรให้ ได้สิทธิ ส่วนคนที่ไม่ควรให้ต้องถูกคัดออกไป หากพิจารณาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ใช้ในปัจจุบัน เลือกกลุ่ม เฉพาะผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ขึ้นไป ตีเป็นวงเงินที่ใช้ประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี ถามว่าเยอะไหมในทางวิชาการถือว่าพอรับได้ โดยทีดีอาร์ไอได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วิจัยแล้วว่า ต่อให้มีการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อคน ระบบเศรษฐกิจไทยยังรับได้ เพราะใน 1 ปี ใช้เงินราว 1.2 แสนล้านบาท ดังนั้นมาตรการปัจจุบันยังมองว่าไม่มีปัญหาในทางวิชาการ เพราะการคลังประเทศยังรองรับได้
          เตือน2ปัจจัยเสี่ยงต้องหางบโปะ
          "หากมองไปอนาคต มี 2 ปัจจัยเสี่ยง คือ 1.จำนวนผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีราว 12 ล้านคน แต่ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า จะมีราว 20 ล้านคน ดังนั้น แปลว่าเงินที่ใช้ต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะเพิ่มมาอีก 8 ล้านคน หรืออีก 60-70% งบจึงเพิ่มจาก 1.2 แสนล้านบาท เป็น 2 แสนล้านบาทต่อปี ปัจจัยที่ 2.เรื่องนโยบายพรรคการเมือง เมื่อมีการเลือกตั้งรอบใหม่ มักจะมีนโยบายให้สวัสดิการเพิ่มหลายพรรค ให้เบี้ยคนชราเพิ่มเป็น 3,000 บาทต่อคน ดังนั้น จากที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน ใช้เงินงบเพิ่มมา 3 เท่าแล้ว และหากบวกเพิ่มปัจจัยการเมืองอีก งบที่ต้องใช้คือ 7 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นถ้าจะให้สวัสดิการสูงแบบ 3,000 บาท ใช้วิธีการเลือกเฉพาะกลุ่มจะดีกว่า เพราะตัดผู้สูงอายุออกไปได้ครึ่งหนึ่ง เงินงบจาก 7 แสนล้านบาท ก็เหลือเพียง 3 แสนกว่าล้านบาทต่อปี ช่วยเซฟต้นทุนได้" นายนณริฏกล่าว
          หวั่นสุดทางรัฐขึ้นภาษีลดภาระ
          นายนณริฏกล่าวว่า เป็นเรื่องของอุดมคติทางการเมือง เพราะทางวิชาการสามารถทำได้ทั้งสองทาง ไม่มีปัญหาอะไร โดยถ้าใครเลือกไปทางถ้วนหน้า ก็ต้องไปเก็บภาษีมากขึ้น ต้องเคลียร์กับประชาชนให้ได้ว่าต้องหาเงินมากขึ้น ส่วนถ้าเลือกทางเฉพาะกลุ่ม ต้องจัดการเรื่องฐานข้อมูลดีๆ ให้ได้ ซึ่งทั้งสองทางนี้ปัญหาสำคัญคือ ไม่มีพรรคการเมืองไหนเคย พูดถึงเลย ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกเส้นทางไหน ไม่ควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาได้
          "ถ้าเลือกใช้ระบบถ้วนหน้า แปลว่ารัฐบาลนั้นต้องวางแผนการจัดเก็บภาษี ซึ่งเรื่องภาษีนั้นใช้เวลาออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งถ้ารัฐบาลใหม่มาแล้วยกเลิกเก็บภาษี หรือเลือกเปลี่ยนไปใช้วิธี คัดเลือกคนได้สิทธิเฉพาะกลุ่มสลับไปมา ก็จะทำให้การวิจัยขาดข้อมูลสนับสนุนและผลักดันนโยบาย และจะเกิดวิกฤตได้ หรือถ้าออกเกณฑ์แบบจ่ายเบี้ยถ้วนหน้า แต่ดันไม่เก็บภาษีเพิ่ม ก็จะเสี่ยงเกิดปัญหาทางการเงิน คล้ายๆ กับประเทศในลาติน อเมริกา เพราะจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอดังนั้นอยากให้รัฐบาลใหม่เลือกให้ชัดเจน" นายนณริฏกล่าว
          อสังหาฯจี้รัฐเคลียร์เบี้ยคนแก่
          ส่วน นายวรวุฒิ กาญจนกูล กรรมการกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและประธานบริหารบริษัท ดับบลิวเฮ้าส์ จำกัด กล่าวถึงกรณีเบี้ยผู้สูงอายุว่า เข้าใจรัฐบาลที่ต้องการลดการใช้งบประมาณของประเทศในระยะยาวเนื่องจากผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้สูงอายุ ก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งมองในภาพรวมจะเป็นปัญหาของประเทศในการจัดหางบประมาณมาใช้ทางด้านนี้ในอนาคต แต่การที่จะให้คนจนก็ควรมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเป็นธรรมให้ถึงคนจนอย่างแท้จริง
          "ผมเห็นยังมีผู้สูงอายุหลายคนที่มีเงิน ก็ไม่ได้ขอรับเงินส่วนนี้ แต่เงื่อนไขใหม่ปีนี้สำหรับผู้ที่อายุ 59 ปี ย่าง 60 ปี ที่จะลงทะเบียนได้ที่ระบุให้ผู้ลงทะเบียนต้องเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ หากเขายังมีรายได้วันนี้แล้วพออายุ 60 ปี ถูกเลิกจ้างทันทีก็จะไม่ได้รับเงินผู้สูงอายุ และคนเหล่านี้เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้หลัง 60 ปีไปแล้ว แบบนี้รัฐบาลต้องหาทางออกให้กับคนกลุ่มนี้ด้วย" นายวรวุฒิกล่าว
          ชี้ลดเกณฑ์เบี้ยชราขัดรธน.
          ขณะที่ นายบรรณ แก้วฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายนิติการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนคร ศรีอยุธยา และนักวิชาการด้านกฎหมายท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ กล่าวถึงกรณี มท.ออกระเบียบฯ กำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะได้รับเบี้ยยังชีพว่าต้องเป็น ผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพว่า ตามมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ 60 กำหนดไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะความในวรรคสามบัญญัติห้ามเลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม เห็นว่าระเบียบดังกล่าวมีลักษณะเลือกปฏิบัติด้วยเหตุขัดต่อมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แม้ให้ กผส.ไปกำหนด แต่เรื่องที่ กผส.กำหนดยังคงผูกพันด้วยเงื่อนไขที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน
          ซัดนั่งห้องแอร์ร่าง-พิสูจน์จนยาก
          "กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาการออกระเบียบเช่นเดียวกับระเบียบหลายฉบับที่เกิดจากเจ้าหน้าที่มท.เป็นผู้ยกร่างระเบียบที่นั่งอยู่ห้องแอร์ในกระทรวง ในกรม ไม่เคยทำงานใน อบต.เทศบาลมาก่อน มองภาพทางปฏิบัติในพื้นที่จริงไม่ได้ว่าการที่จะพิสูจน์ว่าผู้สูงอายุคนใดมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพหรือไม่ โดยทางปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยาก และระเบียบนี้จะไปสร้างปัญหาความขัดแย้ง เกิดการโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นกับผู้สูงอายุ กรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาชี้แจงยกตัวอย่างตัวเองมีบำนาญกว่า 60,000 บาท ไม่ควรจะได้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น แสดงถึงการขาดความรู้แม้แต่ข้อมูลหลักเกณฑ์ในระเบียบฉบับเดิมที่ออกเมื่อปี 2552 ซึ่งความในข้อ 5(3) มีการแก้ไขกำหนดห้ามมิให้จ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้ที่ได้รับบำนาญ ดังนั้นผู้รับบำนาญดังเช่น พล.อ.อนุพงษ์ ตามหลักเกณฑ์เดิมไม่มีสิทธิรับเบี้ยยังชีพอยู่แล้ว" นายบรรณกล่าว
          จี้มท.กลับไปทบทวนระเบียบใหม่
          นายบรรณกล่าวว่า มท.ควรกลับไปทบทวนการออกระเบียบในลักษณะเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมด้วย เป็นการออกระเบียบที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือไม่ หลักเกณฑ์ตามระเบียบฉบับเดิมกำหนดแนวทางเพียงมิให้จ่ายซ้ำซ้อน โดยห้ามจ่ายแก่ผู้รับได้บำนาญหรือรับเงินเดือนค่าตอบแทน รายได้ประจำอย่างอื่นๆ เพียงพอแล้ว สำหรับเรื่องที่ มท.ควรจะแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคือ ควรให้ อบต.หรือเทศบาลแต่ละแห่งมีอิสระในการดูแลผู้สูงอายุ เช่น ให้อำนาจ อบต.หรือเทศบาล ที่มีรายได้เพียงพอ อาจพิจารณาตราข้อบัญญัติจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มเติมหรือนำงบประมาณมาใช้จ่ายเพื่อดูแลผู้สูงอายุได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากระเบียบที่ มท.กำหนดได้
          'ชาวบ้าน'กังวลถูกตัดสิทธิ
          ที่ จ.มหาสารคาม น.ส.ธนารัตน์ อรุณโน แม่ค้าขายปลาทูในตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคาม กล่าวว่า หากเป็นคนหาเช้ากินค่ำค่อนข้างลำบาก ไม่รู้ว่าจะเอาเกณฑ์อะไรมาวัดการเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือรายได้น้อย อยากให้ภาครัฐตรวจสอบข้าราชการบำนาญที่รับเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อนมากกว่า ส่วนเกณฑ์ผู้สูงอายุแบบใหม่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน อยากให้รัฐคงการจ่ายเหมือนเดิม เพราะถือเป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ การขายของแต่ละวันมีรายได้ไม่แน่นอน หากได้เงินผู้สูงอายุมา อย่างน้อยๆ ได้นำมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้บ้าง
          ที่ จ.ขอนแก่น นางกรุณา อุปเสน อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135/313 หมู่บ้านเอื้ออาทรเมืองเก่า ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาได้รับสิทธิเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแล้ว แต่ยังรู้สึกกังวลใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก เพราะทุกวันนี้ข้าวของขายยาก อย่างน้อยเงินส่วนนี้แม้จะน้อยนิดเดือนละ 600 บาท ยังนำมาช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ไม่เห็นด้วยกับหากมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ อย่าเปลี่ยนเงินคนแก่เลย เพราะต่อไปคนแก่เหล่านี้จะหาเงินจากที่อื่นไม่ได้แล้ว
          นายด่วน สินสุพรรณ์ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 401 หมู่ 3 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกกังวลอย่างมากหากไม่ได้รับเงินผู้สูงอายุ เพราะตนกำลังอายุ 60 ปี หวังว่าจะได้เงินส่วนมาไว้จุนเจือครอบครัว ปัจจุบันทำอาชีพค้าขายและไม่มีรายได้อื่น ต้องการเงินตัวนี้มาดำรงชีวิตในวัยชรา อยากให้รัฐบาลทบทวน ต้องการให้ใช้เกณฑ์คุณสมบัติเดิม อย่าทำกับคนจนแบบนี้ เพราะคนไม่มีจะกินยังต้องดิ้นรน อยู่ได้เพราะเงินยังชีพ
          แม่ค้าหวั่นไม่ผ่านเกณฑ์คนจน
          น.ส.อุดม วงศาเนา อายุ 59 ปี แม่ค้าตลาด สดเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกกังวลหลัง มีข่าวการปรับเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุใหม่กลัวว่าจะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปีหน้า ขนาดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน ยังไม่ได้รับการพิจารณา ไม่เคย ได้รับสวัสดิการอะไรที่รัฐบาลออกมาช่วงก่อนหน้านี้ คนจนจริงๆ ไม่ค่อยได้รับการพิจารณาทั้งที่เป็นคนหาเช้า กินค่ำขายของเลี้ยงชีพ จึงไม่มั่นใจว่าเกณฑ์ที่จะนำมาปรับใช้ใหม่สำหรับการรับเบี้ยผู้สูงอายุ จะผ่านเกณฑ์ หรือไม่ ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารให้ช่วยใส่ใจผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อยากให้ตรวจสิทธิผู้สูงอายุให้ดี บางคนมีเงินเยอะแต่ยังได้เบี้ยส่วนคน จนจริงๆ กลับไม่ได้สิทธิ และอยากให้ปรับเงินเพิ่มขึ้นอีกน่าจะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนได้มาก
          ร้องรบ.ให้เพิ่มเงินเป็น1พันบาท
          ด้าน นายไชยา ยอดระบำ อายุ 58 ปี พ่อค้า กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะตนอยู่ในกลุ่มคนชั้นกลางต้องได้รับการพิจารณาผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว เพราะไม่มีเงินฝากในบัญชีเกินเกณฑ์ที่กำหนด จึงไม่กังวล ตอนนี้เป็นแค่การพูดเท่านั้น ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่ม เงิน 600 บาทในแต่ละเดือนไม่พอใช้แน่นอน แต่มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้รอแต่เงินเบี้ยผู้สูงอายุอย่างเดียว เบี้ยยังชีพเป็นเพียงรายได้เสริมจากทางภาครัฐให้มา
          นายสมัย แสนวงค์ อายุ 67 ปี กล่าวว่า รู้สึกกังวลว่าจะถูกตัดเบี้ยยังชีพ เพราะอาจถูกมองว่ามีรายได้จากการค้าขาย ปัจจุบันตนได้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท อยากให้ปรับขึ้นอีกเป็นเดือนละ 1,000 บาท เพราะเงิน 600 บาท ใช้ไม่กี่วันก็หมดแล้ว อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาพิจารณาเบี้ยผู้สูงอายุตามเดิม และอยากให้ผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพทุกคน
          ร้านก๋วยเตี๋ยวหนุนรบ.คุมจ่ายเงิน
          ส่วนนายประพันธ์ ฉลวยธนาพร เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอเมืองสงขลา กล่าวว่า ส่วนของตนเองนั้นเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐจ่ายในภาพกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข และจ่ายเป็นขั้นบันได ผู้สูงอายุที่มีบำเหน็จและบำนาญก็ไม่ควรรับ คนที่มีฐานะดี ไม่ควรที่จะได้รับเงินในส่วนนี้ เพื่อที่จะได้นำงบประมาณไปแบ่งให้กับผู้ที่มีฐานะยากจน ลำบาก จะได้นำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า สิ่งหนึ่งในการพิจารณาของ อปท.แต่ละพื้นที่ ควรจะมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน เพราะอาจจะไม่เป็นธรรมขึ้น ฝากท้องถิ่นให้พิจารณาด้วยความยุติธรรมจะให้ผู้มีรายได้น้อยรับเงินส่วนนี้ ส่วนคนรายได้สูงไม่ควรรับการสงเคราะห์จากรัฐ เพราะมีรายได้ที่สามารถดูแลตนเองได้อยู่แล้ว
          ส.แรงงานจี้กลับไปใช้อันเดิม
          ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. เข้ายื่นหนังสือ เรื่อง ขอคัดค้านการหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับใหม่ และขอให้ทบทวนยกเลิก ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีตัวแทนรับหนังสือ
          นายสาวิทย์กล่าวว่า มท.ได้ออกระเบียบวิธีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุใหม่ จากนี้ไปผู้สูงอายุที่จะได้รับต้องแสดงตนพิสูจน์สิทธิว่า จนจริงถึงจะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหากปรากฏว่ามีรายได้ก็จะไม่ได้รับ ซึ่งการเพิ่มคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุดังกล่าวนี้จะทำลายหลักการรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า จะตอกย้ำระบบรัฐสงเคราะห์ที่เลือกให้เฉพาะคนจน หรือคนอนาถา กฎระเบียบดังกล่าวเป็นการทำให้สวัสดิการผู้สูงอายุในไทย ถอยหลังไปจากปี 2552 ขณะนั้นเป็นการปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ จากเดิมใช้ระบบพิสูจน์ความจน มาใช้ ระบบถ้วนหน้า การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหลักสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และแน่นอนว่าจะต้องเกิดปัญหาตามมาอีกมากมายในอนาคต ดังนั้น ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวน ยกเลิก หลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับใหม่แล้วกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมแบบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น