| มท.1ลั่นยังไม่ปรับใช้ เบี้ยสูงอายุเกณฑ์ใหม่ |
| เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ |
| โซเชียลถล่มแกล้งคนจน แนะตัดงบ'กองทัพ-สว.' "มท.1" ยัน เบี้ยคนชราระเบียบใหม่ยังไม่ใช้ จนกว่าคณะกรรมการผู้สูงอายุไฟเขียว วอน ประชาชนอย่ากังวล ส่วน "จุรินทร์" การันตีไม่มีปรับแก้ ในอนาคตมีแต่เพิ่มให้สอดคล้องค่าครองชีพ ขณะที่ "จุติ" ย้ำชัดได้รับเหมือนเดิม 100% โยนรัฐบาลใหม่เคาะหลักเกณฑ์ จวก วิโรจน์อย่าใช้วาทกรรม ไม่อยากทะเลาะกับการเมือง ด้าน "บิ๊กตู่" ซัดเจ็บ ไม่อยากโต้คนไม่เคยเป็นรัฐบาลแต่ชอบวิจารณ์ ส่วน "ธนกร" แจง รัฐบาลรักษาการไม่ได้วางยารัฐบาลใหม่ ซัด อย่ายกเป็นประเด็นการเมือง ขณะที่ในโซเชียลถล่มยับ แนะ ให้ตรวจสอบคนรวยง่ายกว่าตัดเงินเดือน สว.-ตัดงบกองทัพซื้ออาวุธ บางคนบ่นอุบทำงานเสียภาษีมาหลายสิบปี พอใกล้อายุ 60 ปี โดนปรับเกณฑ์ใหม่ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากต่อ กระแสดราม่าปรับเกณฑ์เบี้ยผู้สูงอายุที่ก่อนหน้านี้เมื่อทุกคนอายุ 60 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเดือนละ 600 บาท พออายุ 70 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80 ปี ได้ 800 บาท จากนั้นตั้งแต่อายุ 90 ปีขึ้นไปได้ 1 พันบาทนั้น มท.1 แจงระเบียบใหม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเกณฑ์เบี้ยผู้สูงอายุ ว่า การจ่ายเดิมทางกรมบัญชีกลางเห็นว่าผู้ที่มีรายได้อื่น ๆ เช่น บำนาญคงจะรับเงินไม่ได้ต้องเรียกคืน และในที่สุดก็มีปัญหา จนรัฐบาลต้องจ่ายเงินคืนให้ จากนั้นมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่ง พม.ได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความ โดยกฤษฎีกาตีความว่าระเบียบที่ออกนี้ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ว่าประชาชนจะต้องมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะผู้ยากไร้รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ฉะนั้นการที่กำหนดว่าจะให้ใครตามระเบียบเดิมไม่ได้แล้ว จึงเป็นที่มาของการออกระเบียบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ โยน กผส.กำหนดเอง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การจะให้นี้ต้องทั่วถึงและเป็นธรรม โดยมีคณะกรรม การผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) เป็นผู้กำหนดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเป็นธรรม ถ้าจะให้ทั่วถึงจ่ายทุกคนก็ได้ หรือจะไปกำหนดกลุ่ม คนที่มีรายได้มากอาจจะไม่ต้องจ่ายก็ได้ซึ่งระเบียบนี้เปิดทางไว้ อย่างไรก็ตามถ้าคณะกรรมการผู้สูงอายุยังไม่กำหนด ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จ่ายแบบเดิมได้ ทั้งผู้ที่ได้รับอยู่แล้วและผู้ที่จะอายุครบ 60 ปีใหม่ สามารถจ่ายตามเกณฑ์เดิมได้ ต่อข้อถามจะรอให้คณะกรรมการ ผู้สูงอายุพิจารณาก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า แล้วแต่คณะกรรมการจะพิจารณาอย่างไร แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีอำนาจที่จะไปทำ เพราะมันคงผูกพันกับรัฐบาลใหม่แล้ว เนื่องจากใช้งบประมาณมาก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้รัฐบาลได้ทำหนทางไว้หมดแล้ว รัฐบาลใหม่มาจะทำอย่างไรสามารถทำได้หมด ดังนั้นตอนนี้ผู้สูงอายุเดิมรับเงินอย่างไรก็รับไปตามเดิม ผู้สูงอายุใหม่สามารถรับได้ตามเกณฑ์เดิม ตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ต่อข้อถามตอนนี้ประชาชนยังไม่ต้องกังวลใจในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า ไม่ต้องกังวล ถ้าตนมองในตอนนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์ทั่วถึงตามรัฐธรรมนูญ เป็นธรรม และมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต หนทางเราเตรียมไว้ให้แล้ว ออกทางไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ "จุรินทร์" ยันรับตามเดิม ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ยังไม่ได้มีการกำหนดนโยบายปรับลดเงินเบี้ยผู้สูงอายุใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งจาก 600-1,000 บาท ยังไม่มีนโยบายที่จะไปเปลี่ยนแปลง มีเพียงการศึกษาจะทำอย่างไร จะเพิ่มเบี้ย ผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพเศรษฐกิจได้มากขึ้น ยืนยันว่า มติที่จะไปดำเนินการ ไม่มีการลดเบี้ยหรือลดจำนวน ผู้สูงอายุ ตนในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นรัฐบาลที่เริ่มต้นเบี้ย ผู้สูงอายุแห่งชาติจาก 200 บาทต่อเดือน และพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน โวไม่ลดแต่เพิ่มขึ้น นายจุรินทร์ ระบุว่า เรายืนยันว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเรื่องจำเป็น และมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุมีเงินได้ในการยังชีพ ในอนาคตถ้าสามารถเพิ่มเงินได้ เพื่อสอดคล้อง กับภาวะเศรษฐกิจและงบประมาณแผ่นดิน ควรพิจารณาดำเนินการทันที ยืนยันว่าในรัฐบาลรักษาการชุดนี้ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน แปลงเรื่องการกำหนดเกณฑ์รับเบี้ยผู้สูงอายุ ส่วนที่มีความกังวลในการตีความเรื่องของความจนนั้น อันนั้นเป็นส่วนที่เขาจะต้องนิยามไปตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในหน่วยนโยบายยังไม่มีนโยบายที่จะไปทำอย่างนั้น บิ๊กตู่ชี้เตรียมสู่อนาคต ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ชี้แจงไปแล้ว เป็นไปตามหลักเกณฑ์หลักการ ที่มาจากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ข้อสำคัญประเด็นดังกล่าว อาจยังไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ทั้งนี้คนที่เคยได้รับอยู่แล้วยังได้รับเหมือนเดิม วันนี้เป็นการเตรียมสู่อนาคต ว่าจะใช้งบประมาณอย่างไรให้เพียงพอในวันข้างหน้า เป็นเรื่องของรัฐบาลหน้าสามารถดำเนินการได้ต่อไป ถ้ามีเม็ดเงินงบประมาณที่เพียงพอ ดังนั้นเราต้องมาดูว่า มีเงินมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นอย่าไปฟังหลาย ๆ อย่างมาจากคนที่ไม่เคยทำ และไม่เคยเป็นรัฐบาลแล้วนำมาพูด ไม่อยากจะมาตอบโต้ตรงนี้ พม.การันตีเหมือนเดิม ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้โยนมายัง พม. ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยทำตามระเบียบและตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนตาม และต้องรอคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กำหนดเกณฑ์ ตนขอชี้แจงว่าขณะนี้ทุกคนที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ยังได้รับเหมือนเดิมทุกประการ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่มีใครตกหล่น เพราะมีบทเฉพาะกาลอยู่ รวมถึงต้องรอการพิจารณาของ กผส. ขณะเดียวกันเป็นแนวทางเลือกตามมารยาทแล้วอยู่ที่รัฐบาลใหม่ว่าให้ทำอย่างไร แต่มีความกังวลเช่นกัน ว่าเวลาให้ต้องคำนึงถึงกลุ่มอื่นของสังคม ด้วย ซึ่งมีเด็ก 21 ล้านคน คนพิการ 3 ล้านคน ผู้สูงอายุ 11 ล้านคน โยน รบ.ใหม่เคาะเอง รมว.พม. ระบุว่า ผู้สูงอายุที่แสดงสิทธิ 11 ล้านคน รับอยู่ 89,000 ล้านบาท มีคนที่จนจริง ๆ 4 ล้านคน ต้องถามว่าคนที่เป็นรัฐบาลมีงบประมาณที่จำกัด จะเอาเงินไปช่วยคนที่จนที่สุดของประเทศก่อนหรือไม่เท่านั้นเอง หากรัฐบาลใหม่มาและบอกว่าพร้อมที่จะให้เงินเดือนละ 3,000 บาท ต้องไปเก็บภาษีมาให้ได้ปีละ 720,000 ล้านบาท ปัจจุบันกระทรวง พม.ได้รับงบประมาณ 8,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นคุณต้องไปหางบประมาณมาอีก 9 เท่า ยืนยันว่าไม่ได้วางกรอบหรือเงื่อนไขระยะเวลา โดยให้ กผส. สรุปหลักเกณฑ์ซึ่งเป็นหน้าที่ของ รมว.คลัง, นายกฯ คนใหม่ และ ครม.ชุดใหม่ เป็นคนเลือกว่าจะให้อย่างไร ต่อข้อถามจะออกหลักเกณฑ์ได้ช่วงไหน นายจุติ ตอบว่า อยู่ที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตัดสินและส่งให้รัฐบาลใหม่ ต่อข้อถามจะให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไร เพราะหลายคนกังวลจะถูกตัดเบี้ยผู้สูงอายุ นายจุติ ตอบว่า วันนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าผู้สูงอายุยังได้รับเบี้ยยังชีพเหมือนเดิมไม่สะดุด งบประมาณ จะเอาไว้แล้ว งบประมาณปี 2566 จะจบ เดือน ก.ย.นี้ และงบประมาณปี 2567 เพิ่มเป็น 110,000 ล้านบาท เพราะจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซัดวิโรจน์ใช้วาทกรรม ต่อข้อถามกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่าเป็นการลักไก่ ช่วงรัฐบาลรักษาการ นายจุติ ตอบว่า วาทกรรมก็พูดได้ แต่ว่ามันอยู่ที่สามัญสำนึก จิตสำนึก ตนไม่ทะเลาะกับการเมือง อยากฝากทุกคน ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ความสะใจไม่ได้ให้อะไรใครซักคนเดียว การเลือกตั้งจบไปแล้วตั้ง 2 เดือนให้คนไทยรักกันดีกว่า ขอร้อง ต่อข้อถามการกำหนดการปรับหลักเกณฑ์ของผู้มีรายได้น้อยจะวัดอย่างไร นายจุติ ตอบว่า ต้องไปดูที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ระบุว่าผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอนั้นจะตัดที่เท่าไร จะตัดที่ตัวเลขหรือเส้นแบ่งความยากจน สิ่งที่นักการเมืองทุกคนไม่เคยพูด ให้ประชาชนรับทราบว่าประเทศที่เจริญแล้ว อาทิ ออสเตรเลีย เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เขามีการพิสูจน์สิทธิ คือมี การวัดว่าใครที่มีความลำบากจริง รายได้ไม่พอจริง รัฐควรจะไปช่วยเหลือ ดังนั้นจะให้กระจายทุกกลุ่มหรือไม่ หรือจะให้เฉพาะกลุ่ม คนเป็นรัฐบาลต้องมองให้ถ้วน ตนคิดว่าขอให้คิดถึงความเป็นมนุษย์ อย่าคิดถึงคะแนนเสียง รัฐสวัสดิการมีแต่เสีย นายจุติ เปิดเผยต่อว่า อยากให้ แยกให้ออกว่านโยบายพรรคการเมือง กับนโยบายของรัฐบาลและโครงสร้างของประเทศ โครงสร้างการคลัง ประเทศไทย ไม่ได้เผื่อไว้ หรือออกแบบมาเพื่อเป็นรัฐสวัสดิการ ดังนั้นหากต้องเปลี่ยนระบบเป็นระบบรัฐสวัสดิการ ต้องมีคนรับผิดชอบ วันนี้มีผู้ยื่นเสียภาษี 11 ล้านคน เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคน ดังนั้นต้องขยายฐานภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ของต่างประเทศเขาอยู่ที่ 22% ของไทยเราอยู่ที่ 7% ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเขาอยู่ที่ 39% แต่เราอยู่ที่ 20-22% ส่วนภาษีท้องที่เขาอยู่ที่ 12% เราอยู่ที่ 0.5-1% เพราะฉะนั้นต้องมาถามว่าคนไทยพร้อมหรือยัง คุยกันทั้งประเทศ นักการเมืองพรรคการเมืองก็ต้องฟัง ทั่ว ทุกกลุ่ม ธนกรแจงไม่เคยวางยา ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐ มนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องอยู่กับโลกความเป็นจริง ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ รมว.มหาดไทย ชี้แจงชัดเจนว่าเป็นระเบียบ ส่วนเงื่อนไขต่าง ๆ ต้องรอระเบียบจากคณะกรรมการ อีกชุดในการพิจารณา ทั้งนี้คิดว่าเป็นการปรับเพื่อแก้ปัญหาแบบพุ่งเป้าเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้ให้นโยบายไว้ย้ำว่าความเป็นธรรมต้องมีและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น คนรวยอายุ 80 ปี ควรจะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุหรือไม่ ฉะนั้นอย่าเอาเรื่องแบบนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อบิดเบือนให้ประชาชนตกใจและไม่เข้าใจ ต่อข้อถามเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นการวางยารัฐบาลใหม่ นายธนกร ตอบว่า ไม่ใช่การวางยา ตนคิดว่าเป็นการพูดบิดเบือน และให้ร้ายรัฐบาลรักษาการมากกว่า และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ ความจริงแล้วเป็นอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่ โซเชียลถล่มรัฐเละ ขณะที่กระแสในโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปรับเกณฑ์เบี้ยคน ชรากันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่ถล่มรัฐบาลรักษาการยับ โดยแนะให้ไปตรวจสอบคนรวยที่รับเงินผู้สูงอายุ ง่ายกว่า มาตรวจสอบคนจนเพราะมีหลายล้านคน บางรายโวยว่าทำงานเอกชนเสียภาษีมานานหลายสิบปี พออายุ 60 ปีหวังจะได้เงินคนแก่กลับได้ยากได้เย็น หรือแนะนำให้ตัด เงินเดือนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และงบประมาณกองทัพในเรื่องการจัดซื้ออาวุธ หรือบางคนสอบถามตอนอายุ 60 ปี ยังมี เงินเก็บใช้จ่ายทำให้ไม่เข้าเกณฑ์รับเงินเบี้ยผู้สูงอายุ หากต่อไปอีก 5 ปี เงินเก็บหมดจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย แล้วเกณฑ์คนจนอยู่ตรงไหน ชาวบ้านวอนอย่าปรับ เช่นเดียวกับ น.ส.อุดม วงศาเนา อายุ 59 ปี แม่ค้าตลาดสดเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกกังวลกลัวจะไม่ได้เพราะปีหน้าจะได้รับเบี้ยแล้ว ถ้ามีการปรับใหม่กลัวจะไม่ถูกพิจารณา เพราะว่าเกณฑ์ใหม่จะมีการพิจารณาผู้มีรายได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการยังชีพเกณฑ์นี้จะเชื่อถือได้ยังไง ขนาดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ตนยังไม่ได้รับการพิจารณาเลย และไม่ได้ รับสวัสดิการอะไรที่รัฐบาลออกมา คนจนจริง ๆ จะไม่ค่อยได้รับการพิจารณา แม่ของตนเป็นคนหาเช้ากินค่ำขายของเลี้ยงชีพ มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่จะได้รับบัตรสวัสดิ การแห่งรัฐยังไม่ได้สิทธิเลย จึงไม่มีความมั่นใจเกณฑ์ที่จะนำมาปรับใช้ใหม่ เพราะถึงเบี้ยจะไม่มากแต่ถ้าได้มาจะช่วยบรรเทาได้บ้างเล็กน้อย. |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น