ย่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๖๒/๒๕๔๘
ผู้ฟ้องคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.บี.เอส (๑๙๙๐)
ผู้ถูกฟ้องคดี เทศบาลตำบลลาดชะโด ที่ ๑ และนายสำเริง เกษประดิษฐ์ ที่ ๒
กรณีเรื่อง สัญญาทางปกครองที่มีข้อกำหนดให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง - มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
- มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕
- ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยงาน บริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างถนนลูกรัง ในพื้นที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานที่บริเวณที่ก่อสร้างเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีน้ำท่วมขังจนไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งถึงปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว ซึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่าให้ระงับการดำเนินการก่อสร้างไว้จนกว่าระดับน้ำจะลดลงสู่สภาพปกติ และต่อมาได้มีการทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจ้างขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก ๑๒๐ วัน แต่เมื่อถึงกำหนดเริ่มการก่อสร้างผู้ฟ้องคดียังไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ เนื่องจากเกิดมีพายุฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมขัง จนกระทั่งวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีให้เข้าดำเนินการก่อสร้าง แต่มีอุปสรรคเกี่ยวกับพื้นที่แนวถนนบางส่วนไปทับพื้นที่ราษฎรและแนวท่อน้ำประปา ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แก้ไขปัญหาดังกล่าวพร้อมทั้งสงวนสิทธิที่จะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไปอีก ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งว่าพื้นที่ก่อสร้างสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ทำหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกค่าจ้างในงานงวดที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาทำการตรวจรับผลงานภายใน ๓ วันนับแต่วันที่ส่งมอบผลงาน และหลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งว่า การส่งมอบงานงวดที่ ๑ ของ ผู้ฟ้องคดีไม่เรียบร้อย จึงไม่ตรวจรับมอบผลงานในงวดที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งผู้ฟ้องคดียังคงดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาในส่วนที่ไม่เป็นอุปสรรคอย่างต่อเนื่องไปอีก ๓๕ วัน หลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่ทำงานก่อสร้างถนนให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ซึ่งการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวเป็น การกระทำที่มิชอบ และผู้ถูกฟ้องคดียังเร่งรีบทำการประกาศสอบราคาหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทำงานต่อจากผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยสัญญาจ้างและระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นคำให้การ ความว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องนำข้อพิพาทดังกล่าวเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาดตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองจึงเป็นการข้ามขั้นตอนการปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกัน
ศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้าง ซึ่งสัญญาจ้างในข้อ ๒๑.๑ กำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาหนึ่งในสัญญาหลักที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ อันเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ และคดีนี้สามารถ รับฟังได้ตามาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าว ความว่า เมื่อพิจารณาถึงความหมายของข้อสัญญาที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการนั้น หมายความถึง ข้อขัดแย้งอันเป็นอุปสรรคที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ แต่ผลจากการที่ผู้ถูกฟ้องดคีบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติตามสัญญา จึงมิใช่กรณีที่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาด
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวนั้น มิใช่ข้อขัดแย้งอันเป็นอุปสรรคที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ จึงมิใช่ข้อขัดแย้งอันเกิดจากสัญญาที่จะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด และสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนจากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว จึงเป็นข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับ คำฟ้องและให้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการพร้อมทั้งคืนค่าฤชาธรรมเนียมศาล เป็นให้ ศาลปกครองชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลครบถ้วนแล้ว
ปกรณ์/ย่อ/พิมพ์
ผอ.ธนาวัฒน์/ตรวจ
๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น