วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เร่งแจกเงินศก.รากหญ้า มัดใจก่อนเลือกตั้ง

เร่งแจกเงินศก.รากหญ้า มัดใจก่อนเลือกตั้ง 
โพสต์ทูเดย์  ฉบับวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑

          เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
          เร่งแจกเงินศก.รากหญ้า มัดใจก่อนเลือกตั้ง
         
          หลังจากที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลัง ไปคิดหามาตรการลดหย่อนภาษีทางอ้อม หรือคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) ให้กับคนจนและคนมีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น โดยให้เร่งสรุปมาตรการให้ได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยเน้นย้ำว่าต้องไม่เป็นมาตรการแจกเงิน เพราะจะทำให้รัฐบาลเป็นเป้าถูกโจมตีทางการเมือง ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ได้
          อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ออกมาเปิดเผยแนวคิดดังกล่าวว่า คลังจะเสนอให้รัฐบาลคืนภาษีแวต 7% ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน กรณีไปซื้อของใช้จ่ายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งต้องซื้อของผ่านบัตรสวัสดิการ
          วิธีการผู้มีรายได้น้อยต้องไปเติมเงินในบัตรสวัสดิการ ซึ่งมีระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว และนำไปรูดซื้อของในร้านค้าต่างๆ ที่มีเครื่องรับรูดบัตร ข้อมูลการซื้อขายดังกล่าวก็จะเชื่อมไปถึงกรมสรรพากร ทำให้รู้ได้ว่าจะได้คืนภาษีแวตเท่าไร โดยคาดว่า ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับคืนภาษีแวต ผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อยเพื่อนำไป ซื้อสินค้าต่อไป หรือเบิกเป็นเงินสด นำออกมาใช้ได้ ยังเป็นเรื่องที่รัฐบาล ยังไม่ได้ข้อสรุป
          รวมถึงเพดานวงเงินซื้อสินค้าที่จะได้รับการคืนภาษีแวต ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเท่ากับมาตรการลดหย่อนภาษีช็อปช่วยชาติ 1.5 หมื่นบาท ที่รัฐบาลดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี
          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินค้า ที่ซื้อและนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ จะเปิดกว้างเพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก เช่น ซื้อเสื้อผ้า ของใช้ รวมถึงโทรศัพท์มือถือก็จะไม่ห้ามเพราะประเทศเข้าสู่ยุคดิจิทัล จะยกเว้นสินค้าอบายมุข สุรา เบียร์ บุหรี่ เท่านั้น
          อภิศักดิ์ ระบุว่า การคืนภาษีแวตให้กับผู้มีรายได้น้อยเหมือนกับลดหย่อนภาษีช็อปปิ้งที่ทำมา 3 ปี ที่ตอนนั้นต้องการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศ เพราะคนไทยฐานะระดับกลางและรวยมีความสามารถใช้จ่าย แต่ไปใช้จ่ายต่างประเทศมากจนขึ้นเป็นอันดับ 2 จากการขอคืนภาษีจากการซื้อสินค้าในประเทศยุโรป
          โดยเมื่อพิจารณาทั้งสองมาตรการจะพบว่า ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แค่ ชื่อของโครงการก็มีความชัดเจน ในตัวอยู่แล้วระหว่างการลดหย่อน ภาษีช็อปช่วยชาติ และการคืนภาษีแวตให้ผู้มีรายได้น้อย
          สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีช็อปช่วยชาติ คนที่ได้ประโยชน์คือคนต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาล โดยนำ รายจ่ายจากการซื้อสินค้ามาเป็นรายจ่ายหักลดหย่อนได้เพิ่มอีกไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ทำให้รายได้สุทธิก่อนไปคิดคำนวณภาษีลดลง และการได้คืนภาษีขึ้นอยู่กับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เสียอยู่หากเสียในอัตราที่ต่ำก็ได้ภาษี ที่ได้ลดหย่อนน้อย หากเสียภาษีในอัตราที่สูงก็จะได้ลดหย่อนมาก
          หากผู้มีเงินได้สุทธิต้องมาคำนวณเสียภาษีอยู่ที่ 1.5-3 แสนบาท ในอัตรา 5% จะได้ลดหย่อนภาษี 750 บาท หากเสียภาษีในอัตราสูงสุด 35% หรือมีรายได้สุทธิที่ต้องมาคำนวณเสียภาษี 5 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับลดหย่อนภาษี 5,250 บาท ซึ่งจะเห็นว่าคนที่ได้รับการลดหย่อนภาษี ต้องเป็นคนที่มีภาระภาษีให้กับรัฐบาล ส่วนคนที่มีรายได้ไม่ถึงต้องเสียภาษี จะไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้เลย นั่นก็คือ คนจนหรือ ผู้มีรายได้น้อย
          ดังนั้น สำหรับมาตรการคืนภาษีแวตให้กับผู้มีรายได้น้อย จึงไม่ต่างอะไรกับที่รัฐบาลแจกเงินให้คนจน ทางอ้อม เพราะคนกลุ่มที่มีรายได้ ไม่ถึงขั้นต้องเสียภาษีอยู่ แต่ยังได้รับคืนภาษีแวตจากการซื้อสินค้า หากรัฐบาลให้วงเงินเท่ากับช็อปช่วยชาติ 1.5 หมื่นบาท เท่ากับว่าผู้มีรายได้จะได้คืนหรือได้แจกเงินคนละ 1,050 บาท
          ที่สำคัญการคืนภาษีแวตให้กับ ผู้มีรายได้น้อยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ต้องมีการแก้ไขกฎหมายจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลแก้ปัญหาคือ รัฐบาลจะตั้งเงินงบประมาณมาใช้คืนกรมสรรพากรเท่ากับมูลค่าภาษีแวตที่ต้องจ่ายคืนให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ามาตรการนี้เป็นการแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยนั่นเอง
          ทั้งนี้ หากคำนวณว่าผู้มีรายได้น้อยแจกคืนเงินภาษีแวตคนละ 1,050 บาท จากผู้ที่มาลงทะเบียนทั้งหมด 11.4 ล้านคน รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณชดเชยให้กรมสรรพากรประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะถือเป็นการให้โบนัสของขวัญปีใหม่กับผู้มีรายได้น้อย มัดใจก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า
          นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการ ไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่ม ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และ ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียน ได้ในปี 2560 กับ 11 หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย ที่เป็นแม่งานโครงการ ไทยนิยม ยั่งยืน โดยจะให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวมาลงทะเบียนรับสวัสดิการจากรัฐได้จนถึง วันที่ 31 ก.ค. 2561
          ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่สำรวจกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวถึง 4 รอบ มีการทำประชาสังคมยืนยันตัวตนและข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นมีผู้เข้าข่ายลงทะเบียนเพิ่มเติม 1.1 ล้านคน แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 2.6 แสนคน ผู้พิการ 9.1 หมื่นคน ผู้ป่วยติดเตียง 2.1 หมื่นคน และผู้ที่พลาด
          การลงทะเบียนรอบแรก 6.8 แสนคน หลังจากนี้กระทรวงการคลังจะตรวจสอบคุณสมบัติซึ่งใช้เกณฑ์เดียวกันกับ ผู้ลงทะเบียนเมื่อปี 2560 เมื่อคุณสมบัติผ่านก็จะให้กรมบัญชีกลาง ทำบัตรสวัสดิการแจก คาดว่าจะแจก ได้ก่อนเดือน ต.ค. 2561 เพื่อทำให้คนกลุ่มนี้นอกจากได้สิทธิจากสวัสดิการปกติแล้ว ยังจะได้รับสิทธิคืนภาษีแวต ที่รัฐบาลจะออกมาให้ใช้สิทธิในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้พร้อมกันไปด้วย
          จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามเร่งหาช่องแจกเงินให้กับคนจนผู้มีรายได้น้อยให้ได้มากที่สุด และดูแยบยลไม่ให้เหมือนเป็นการแจกเงินเปล่า หรือ การแจกเงินผ่านเช็คช่วยชาติเหมือน ที่รัฐบาลก่อนหน้าทำมา เพื่อเป็นการ มัดใจเศรษฐกิจฐานรากกว่า 11-13 ล้านคน ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่
          ก่อนหน้านี้ ในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 11.4 ล้านคน เฟส 1 มีการใช้จ่ายผ่านบัตรถึงปัจจุบัน 3.1 หมื่นล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการช่วยเหลือเฟส 2 มีผู้สนใจฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 4.1 ล้านคน ซึ่งจะทำให้พ้นจากการเป็นคนยากจน หรือผู้มีรายได้น้อยได้ในอนาคต คนกลุ่มนี้จะได้รับวงเงินเพื่อซื้อของร้าน ธงฟ้าเพิ่มอีกคนละ 100-200 บาทไปจนถึงสิ้นปี เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแจกเงินให้กับคนจนของรัฐบาล
          นอกจากนี้ รัฐบาลยังสั่งให้กระทรวงการคลังช่วยแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรจำนวน 30 ล้านคน คาดว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ลดดอกเบี้ย ลดการผ่อนชำระ เพื่อให้เกษตรกรมีเงินเหลือในกระเป๋าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งหมดของมาตรการรากหญ้าที่รัฐบาลเร่งดำเนินการก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการแจกเงินให้คนจนแบบอ้อมๆ มัดใจก่อน เลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น