เกมล้มโต๊ะพ.ร.บ.ภาษีที่ดิน วัดใจ'บิ๊กตู่'แก้ความเหลื่อมล้ำ
เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๑
ทีมเศรษฐกิจ
แม้วันนี้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง25 ปี กับ 12 รัฐบาลแล้ว แต่การออกกฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาบังคับใช้ยังไม่มีทีท่าสำเร็จง่าย ๆ เลย แต่อย่างไรก็ดีในครั้งนี้ต้องยอมรับว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถทำได้ใกล้เคียงที่สุด เพราะสามารถผลักดันร่างกฎหมายจนเข้าไปพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ได้แล้ว พร้อมกับตั้งเป้าหมายต้องนำมาใช้ให้ทัน 1 ม.ค. 62
อย่างไรก็ตาม ระยะหลังมานี้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ กลับถูกกระแสถาโถมอย่างหนักว่าให้เลื่อนกฎหมายนี้ออกไปก่อน เพราะขณะนี้เหลือเพียงอีก 6 เดือนเท่านั้นก็จะถึงกำหนดเริ่มใช้ แต่ปรากฏว่าเรื่องยังคงค้างเติ่งในชั้นกรรมาธิการสรุปไม่จบเสียที แถมมีการขยายเวลาการประชุมมาแล้วถึง 7 รอบ รอบละ 2 เดือน ก็เฉลี่ย 1 ปี 2 เดือน ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ ทั้งที่ว่ากันตามจริงแล้วกฎหมายฉบับนี้น่าจะจบไปตั้งแต่ปลายปีก่อน เพราะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ถือเป็นกฎหมายแม่เท่านั้น ไม่ต้องรอกฎหมายลูก และที่สำคัญรัฐบาลก็เคยประกาศไว้ ให้กฎหมายฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญในแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่จะต้องรีบทำให้เสร็จโดยไว
อุดรูรั่วลดความเหลื่อมล้ำ
อีกทั้งหากพิจารณาเนื้อหาในกฎหมายฉบับนี้แล้ว ไม่ใช่ เป็นยาพิษที่รีดภาษีคนมีบ้านเพิ่มอย่างบ้าคลั่ง เพียงแต่ต้องการเขย่าการเก็บภาษีเดิม ๆ ให้เข้าที่ เนื่องจากปกติคนไทยก็ต้องเสียภาษีที่ดินที่อยู่อาศัย ผ่านภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว ซึ่งภาษีทั้ง 2 แบบนี้ยังมีช่องโหว่ให้ภาษีรั่วไหลอยู่ เพราะโดยมากยังใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ แถมยังเป็นอัตราภาษีแบบถดถอย ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ให้เหลือน้อยกว่าเดิม
ประโยชน์ที่ได้รับ คือ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โดยคนมีทรัพย์สินมูลค่าสูงต้องเสียภาษีมากกว่าคนมีทรัพย์สินน้อย ลดปัญหาการคอร์รัปชั่นจากการใช้การดุลพินิจของพนักงานในการประเมินภาษี การเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะทาง อปท.จะเป็นคนเรียกเก็บเอง ที่สำคัญยังกระตุ้นให้มีการนำที่ดินรกร้างไปใช้ประโยชน์ เพราะปัจจุบันมีที่ดินจำนวนมากที่อยู่ในมือนายทุนเศรษฐีที่ดินแต่ไม่ได้ทำอะไร รวมถึงจะช่วยให้รัฐเก็บภาษีจากภาษีคนรวยมีที่ดินเปล่าเยอะ ๆ เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
กระทบเศรษฐี-นายทุน
ต่อมาเมื่อกลางปี 60 ครม.ได้ไฟเขียว รายละเอียดของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกมาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.กลุ่มที่อยู่อาศัย จะยกเว้นไม่เก็บภาษีบ้านหลังหลักที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่หากเกินหรือมีที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 จะต้องเสียภาษี โดยมีเพดานสูงสุดที่ 0.5% 2.กลุ่มที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนดเพดานภาษี 0.2% 3.กลุ่มที่ดินเชิงพาณิชย์เก็บภาษีจากอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรมมีเพดาน 2% และ 4.กลุ่มภาษีจากที่ดินว่างเปล่า ไม่ใช้ประโยชน์ มีเพดานภาษี 5%
เท่ากับว่าคนที่มีบ้านหลังเดียวและราคาไม่แพงซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีนี้ เช่นเดียวกับเกษตรกรที่มีที่ดินไม่ถึง 50 ล้านบาทก็ได้รับการผ่อนปรนด้วย โดยคนที่เสียภาษีจะต้องเป็นระดับเศรษฐีที่มีบ้านหลังแรกเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งประเมินแล้วมีเพียง 9,000 หลังเท่านั้น รวมถึงเกษตรกรที่ร่ำรวยมีที่ดิน 50 ล้านบาทขึ้นไปก็อาจต้องเสียภาษีบ้างแต่ในอัตราที่ไม่สูง
ยอมถอยแต่ไม่ยอมเลิก
แต่กลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบมากสุด คือคนที่มีที่ดินเปล่าและไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนายทุน เศรษฐีที่ดินที่กว้านซื้อเก็บไว้เก็งกำไรก็จะถูกภาษีใหม่เล่นงานเยอะเป็นพิเศษ โดยมีเพดานภาษีสูงถึง 5% หรือคิดง่าย ๆ ถ้ามีที่ดินมูลค่า 1,000 ล้านบาท ปีหนึ่งก็ต้องเสียภาษี 50 ล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์ก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงเช่นกัน
อย่างไรก็ตามหลังประกาศเพดานภาษีนี้ออกมา ก็ได้ถูกแรงต้านอย่างมากจากกลุ่มเศรษฐีที่ดิน ซึ่งคนกลุ่มนี้พอไม่พอใจแล้วก็มีเสียงดัง มีอำนาจต่อรองสูง เพราะจากเดิมเค้าไม่เคยเสียหรือเสียน้อยก็ต้องมาเสียเยอะ ทำให้การประชุมของชั้นกรรมาธิการวิสามัญต้องยอมถอย ลดเพดานภาษีจากมติ ครม.ลง 40% เพื่อให้ตัวกฎหมายฉบับนี้เดินต่อไปได้ ส่งผลให้เพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกษตรกรรมลดจาก 0.2% เหลือ 0.15% ที่อยู่อาศัยจาก 0.5% เหลือ 0.3% ที่ดินเชิงพาณิชย์ลดจาก 2% ลดเหลือ 1.2% และที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ทำประโยชน์ เปลี่ยนแปลงจากเพดาน 2% และเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทุก 3 ปี แต่สูงสุดไม่เกิน 5% ให้ลดเหลือ 1.2% เพิ่ม 0.3% ทุก 3 ปี แต่สูงสุดไม่เกิน 3% นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นให้มีบัญชีภาษีแนบท้าย 2 ปีแรก เพื่อแบ่งเบาภาระแก่ผู้เสียภาษีพร้อมกับให้ผู้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ใน 3 ปีแรก ให้เสียภาษีเพียงบางส่วนเท่านั้น และค่อยจ่ายเต็ม 100% ในช่วงปีที่ 4 รวมถึงหากใครไม่มีปัญญาจ่ายจริง ๆ ก็เปิดให้ผ่อนชำระภาษีได้อีก
ลดคงยังไม่พอต้องล้ม
ดังนั้น หากกฎหมายภาษีที่ดินออกมาบังคับใช้แบบนี้จริง จะถือเป็นการเสียภาษีที่ถูกมาก ๆ ไม่แตกต่างจากภาษีปัจจุบันที่จ่ายเลย เพราะต้องการลดแรงต้านจากคนรวยและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ปรับตัว เช่น หากเป็นที่ดินเกษตรกรรมของบุคคลธรรมดาที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ก็เสียภาษีส่วนเกินเพิ่มล้านละ 100 บาทต่อปี หรือถ้าเป็นที่ดินเกษตรกรรมนิติบุคคลจะเสีย 1 ล้านแรกแค่ 100 บาท ขณะที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับพักอาศัย ก็เสียภาษีในส่วนเกิน อัตราล้านละ 200 บาทต่อปีเท่านั้น
อย่างไรก็ดีแม้ภาครัฐจะยอมร่นล้นกันสุด ๆ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เพียงพอ เพราะกลุ่มคนที่มีที่ดินมากกลับไม่ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ได้ผุดได้เกิดเลย ขณะที่ในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ก็ส่ง ตัวแทนยื่นหนังสือให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่ต้องการให้เป็นภาระกับประชาชน มีความเป็นธรรมทำให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องยอมรับได้ในทางปฏิบัติ และการใช้กฎหมายต้องไม่ใช่การใช้ดุลพินิจ และกฎหมายไม่ควรซับซ้อนจนทำให้ผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจ
โอกาสแท้งมีสูง
ข้อเสนอจาก กกร. เมื่อผนวกกับประเด็นเก่าที่ค้างพิจารณาอยู่ 4 เรื่อง อาทิ เรื่องความชัดเจนของที่ดินที่ไม่ประเมินทุนทรัพย์ เช่น เขื่อน ท่าเรือ การออกอนุบัญญัติเพื่อคุมแนวทางการออกกฎหมายลูก การเชื่อมโยงข้อมูลของกรมที่ดิน กรมธนารักษ์ ก็ส่งผลให้การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญที่คาดจะจบตั้งแต่เดือนพ.ค. ต้องขยายยืดเยื้อออกไปเป็นเดือน ก.ค. 61 แทน การพิจารณายิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งเท่ากับทำให้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ มีโอกาสแท้งยิ่งขึ้น เพราะจะเหลือเพียง 5 เดือนเท่านั้นก่อนบังคับใช้ แต่เรื่องกลับ ยังไม่เข้า สนช.วาระ 2 และ 3 เลย รวมถึงหากกฎหมายผ่านจริง ก็ต้องรอการออกกฎหมายลูกตามมาอีก ดังนั้นถ้าสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ยังไม่จบ กฎหมายภาษีที่ดินก็แทบปิดประตู ใช้ไม่ทันแน่นอน
ส่วนข้อเสนอที่อยากเลื่อนไปใช้ปี 63 แทนก็มั่นใจได้ว่า เป็นแค่เกมยื้อไว้ เพราะถ้ายอมเลื่อนจริงก็จะแทบหมายถึงการล้มกฎหมายนี้ไปโดยปริยาย เพราะหลังจากนี้ปี 62-63 เป็นช่วงเวลาสุกดิบฤดูกาลเลือกตั้งพอดี ซึ่งเป็นธรรมดาที่รัฐบาลจะไม่กล้าออกกฎหมายที่กระทบกระเทือนต่อฐานเสียง โดยเฉพาะนายทุน ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการกำหนดเสียงของรัฐบาล หรือหากรอให้ผ่านการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่ ก็คงเกิดยากอีก เพราะรัฐบาลใหม่จะมีทั้งนักการเมือง นายทุนเข้ามาแบบเต็มตัว จึงไม่ออกกฎหมายอะไรที่กระทบต่อตัวเองอยู่แล้ว ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสสุดท้ายจริง ๆ ที่จะชี้ชะตาของกฎหมายภาษีที่ดินฯ ในไทย
เท่ากับว่าการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่จะพิสูจน์ความจริงใจของ นายกฯ ประยุทธ์ และรัฐบาลชุดนี้ว่าตั้งใจปฏิรูปประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำอย่างที่เคยประกาศไว้หรือไม่ เพราะหัวใจของกฎหมายนี้คือสร้างความเป็นธรรมให้สังคม คนรวยต้องเสียภาษีมากกว่าคนจน หากทำไม่สำเร็จก็จะไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลยุค อื่น ๆ ที่ตกเป็นเบี้ยล่างนายทุนเสมอมา.
คลังยันไม่เลื่อนใช้ปี 62
"วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ" รมช.คลัง และประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บอกว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการยังไม่ได้มีการเลื่อนใช้กฎหมายภาษีที่ดินไปปี 63 อย่างที่เป็นข่าว และยังคงเป้าหมายใช้เดิมในปี 62 แต่ยอมรับว่ายังมีรายละเอียดของกฎหมายในหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทำให้ต้องขยายเวลาการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาหลายครั้ง เนื่องจากตอนนี้ฐานภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าเช่า รายได้ ที่จะเป็นฐานในการประเมินเก็บภาษีในเชิงพาณิชย์ รวมถึงราคาประเมินก็มีความแตกต่างกัน เช่น ราคาประเมินอาคารของรัฐวิสาหกิจ กับราคาประเมินของอาคารเอกชน ก็มีความแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการยกเว้นหรือบรรเทาภาระภาษีให้กับที่ดินบางประเภท โดยเฉพาะที่ดินของรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่บริเวณเขื่อนทั้งหมดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ที่ดินของการท่าเรือ บริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีที่ดินที่ใช้และไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ ทำให้ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
เอกชนท้วงชาวบ้านรู้น้อย
"อธิป พีชานนท์" ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือให้ประธาน สนช. พิจารณาข้อเสนอแนะต่อร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาอยู่ เพื่อให้กฎหมายออก มาใช้อย่างมีประโยชน์ และไม่สร้างภาระให้กับประชาชน โดยเป็นการเสนอตามหลักการ 3 ประเด็นหลัก 1. กฎหมายฉบับนี้ต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน 2. กฎหมายนี้ต้องออกมาอย่างเป็นธรรม ทำให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ยอมรับได้ในทางปฏิบัติ และ 3. การบังคับใช้กฎหมายต้องไม่ใช่การใช้ดุลพินิจ และกฎหมายไม่ควรซับซ้อนจนทำให้ผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจ
"กฎหมายฉบับนี้ยกร่างขึ้น โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ทาง กกร. อยากให้ สนช.ได้สร้างความเข้าใจต่อประชาชน และผู้เกี่ยวข้องให้มีความรู้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มากกว่านี้ อาจจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจ ก่อนที่กฎหมายจะออกมาบังคับใช้ เพราะที่ผ่านมามีประชาชนและผู้เกี่ยวข้องไม่เข้าใจร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มากถึง 3 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น