วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

อธิบดีสถ.แจงผู้สูงอายุรับเบี้ยยังชีพมีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อธิบดีสถ.แจงผู้สูงอายุรับเบี้ยยังชีพมีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
พิมพ์ไทย  ฉบับวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๑

          นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดเผยว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งยังมีความสับสนกรณีที่ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยนั้นจะถือว่าเป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐและทำให้ขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามข้อ 6 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 หรือไม่ ตนขอชี้แจงว่าสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุเป็นรายเดือนนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11 (11) และนายกรัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนให้แก่ผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้วางหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 โดยข้อ 6 (4) กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ว่าไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญเบี้ยหวัดบำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ ฯลฯ ซึ่งสิทธิของผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพดังกล่าว จะสิ้นสุดลงเมื่อเข้าเงื่อนไขกรณีใดกรณีหนึ่งตามข้อ 14 ของระเบียบนี้นั่นคือ 1.ตาย 2.ขาดคุณสมบัติตามข้อ 6 และ 3.แจ้งสละสิทธิการขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นหนังสือต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
          สำหรับกรณีที่มีการจัดให้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ก็เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยให้การช่วยเหลือเป็นบัตรสวัสดิการนำไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นหรือก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่ถูกกำหนดไว้ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโดยสารรถโดยสารประจำทางและรถไฟตามที่กำหนดเท่านั้น ส่วนกรณีการรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามที่กฎหมายกำหนดเป็นเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมของผู้สูงอายุนั้นซึ่งประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น มิได้มีลักษณะเช่นเดียวกับลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดังนั้น การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงมิใช่ลักษณะต้องห้ามในการมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามข้อ 6 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 ซึ่งขณะนี้กรมฯ ได้มีหนังสือแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับทราบและถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันเรียบร้อยแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น