แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ร.บ.เทศบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ร.บ.เทศบาล แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การรักษาราชการแทนกรณีผู้บริหารท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้

เรื่องเสร็จที่ ๑๐๖๙/๒๕๕๕
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
     เรื่อง    การรักษาราชการแทนกรณีผู้บริหารท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้
       ตามมาตรา ๒๓๙
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
                  
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือ ที่ ลต ๐๖๐๙/๘๘๔๕ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า เนื่องด้วยมาตรา ๒๓๙ วรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำ ร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ขอให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดแล้ว สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ตอบข้อหารือแก่จังหวัดต่างๆ ว่า ในกรณีดังกล่าวรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล แต่งตั้งไว้ย่อมสามารถรักษาราชการแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้ตามลำดับ ที่แต่งตั้งตามมาตรา ๖๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวบางรายหยุดการปฏิบัติ หน้าที่ในทางนิตินัยเท่านั้น แต่ในทางพฤตินัย ยังคงเข้ามาควบคุมดูแลและบริหารงานภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสั่งการหรือชี้นำผ่านรองนายกฯ ที่รักษาราชการแทน ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง เนื่องจากรองนายกฯ ดังกล่าวก็คือ บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่เป็นกลุ่มการเมืองเดียวกันและผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งนอกจากพฤติการณ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีเลือกตั้งในศาลโดยตรง
เนื่องจากคดีเลือกตั้งที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลมีประเด็นที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับข้าราชการ พนักงาน หรือเอกสารหลักฐานต่างๆ ภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นและจำเป็นต้องนำสืบเป็นพยาน แต่พยานเหล่านั้นอยู่ภายใต้อำนาจบริหารของคณะผู้บริหารท้องถิ่นอันได้แก่ นายกฯ รองนายกฯ ที่ปรึกษานายกฯ และเลขานุการนายกฯ          
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วมีความเห็นว่า มาตรา ๒๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ นั้น

                                     
ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๙๐๑/ ๑๖๑๐ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๕ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
หมายความรวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นต้องหยุดสั่งการ หยุดมอบหมายงาน หยุดกำกับดูแล และหยุดกำหนดกรอบนโยบายทั้งหมด  ดังนั้น คำสั่งแต่งตั้งรองนายกฯ เป็นผู้รักษาราชการแทนที่ผู้บริหารท้องถิ่นได้แต่งตั้งไว้ต้องสิ้นสุดลงด้วย รองนายกฯ จึงไม่อาจปฏิบัติราชการได้อีกต่อไปทั้งนี้ ตามมาตรา ๖๐ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔๘ วีสติ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๓๙/๑ แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๘๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งได้บัญญัติหลักการเดียวกันว่าอำนาจหน้าที่ในการสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรองนายกฯ ให้เป็นไปตามที่นายกฯ มอบหมาย  ดังนั้น เมื่อนายกฯ ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รองนายกฯ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจมาอีกทอดหนึ่งก็ย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อีกต่อไปกรณีนี้จึงต้องให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รักษา ราชการแทนตามที่กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดไว้  นอกจากนี้ การที่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวของกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ถ้อยคำว่า "ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่" หมายถึง กรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อันเนื่องจากสาเหตุโดยทั่วไป เช่น ไม่อยู่ หยุดงาน หรือลางาน ไม่รวมไปถึง กรณีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีสภาพบังคับ
ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นหยุดปฏิบัติหน้าที่
สำนัก งานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นว่า การที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น มีผลทำให้อำนาจหน้าที่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นได้มอบอำนาจหรือมอบหมายให้รอง นายกฯ รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติหน้าที่แทนต้องสิ้นสุดไปด้วย  ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๒๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาล อุทธรณ์เพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงขอหารือว่าความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นถูกต้องหรือไม่ ประการใด
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า


การที่มาตรา ๒๓๙[๑] วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งในคดีเลือกตั้งของผู้ บริหารท้องถิ่นไว้พิจารณาแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมี คำสั่งยกคำร้องนั้น มิได้หมายความว่า การปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้หรือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้ บริหารท้องถิ่นจะมีผลทำให้คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ นั้นได้เคยออกคำสั่งไว้ต้องเสีย
หรือถูกยกเลิกไปด้วย
เมื่อกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบัญญัติให้ผู้บริหารท้องถิ่นอาจแต่งตั้งรองผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือในการบริหารราชการตามที่ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายได้ 
 เช่น มาตรา ๕๘/๓[๒] แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗
และเมื่อใดที่ผู้บริหารท้องถิ่นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ กฎหมายได้บัญญัติให้
รองผู้บริหารท้องถิ่น
ตามลำดับที่ผู้บริหารท้องถิ่นจัดหรือแต่งตั้งไว้เป็นผู้รักษาราชการแทน เช่น มาตรา ๖๐ วรรคสาม
[๓]   แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือมาตรา ๓๙/๑ วรรคสอง[๔]แห่ง พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งคำว่า "ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้" หมายถึง กรณีใดๆ ที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น เจ็บป่วย หรือเดินทางไปต่างประเทศ และย่อมหมายความรวมถึงกรณีที่กฎหมายห้ามมิให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าการที่รองผู้บริหารท้องถิ่นเข้ามาเป็นผู้รักษาราชการแทนนั้น มิได้เกิดจากการแต่งตั้งของผู้บริหารท้องถิ่น หากแต่เป็นไปโดยผลของกฎหมาย ส่วนความในกฎหมายที่ว่า "ที่ผู้บริหารท้องถิ่นจัด (หรือแต่งตั้ง) ไว้"[๕] นั้น  มีความหมายถึงการจัดลำดับที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าหรือที่ได้แต่งตั้งไว้ก่อนหน้านั้น มิใช่เป็นการแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน หากแต่เป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หรือจัดลำดับในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เพราะตามหลักแห่งการรักษาราชการแทนผู้ใดนั้น ผู้นั้นไม่มีอำนาจแต่งตั้งได้เอง ผู้มีอำนาจเหนือผู้ดำรงตำแหน่งเท่านั้นจึงจะมีอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลมารักษาราชการแทนได้  ซึ่งต่างจากการแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการแทน อันเป็นกรณีที่เจ้าของอำนาจเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลใดมาช่วยปฏิบัติราชการแทนตนได้  ดังนั้น เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้โดยผลของมาตรา ๒๓๙[๖] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ย่อมมีผลให้ผู้นั้นต้องหยุดดำเนินการใดๆ ในตำแหน่งนับแต่นั้นเป็นต้นไป โดยมิได้กระทบถึงการใดที่ได้กระทำไปก่อนหน้านั้น  นอกจากนี้ การที่มาตรา ๒๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้นั้น ก็เป็นการห้ามเฉพาะตัว มิได้มีผลไปถึงบุคคลอื่นซึ่งยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้ว่าบุคคลอื่นดังกล่าวจะอยู่ในฐานะผู้ช่วยเหลือปฏิบัติงานของผู้ที่ถูกห้ามปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม
                                                      (นายอัชพร  จารุจินดา)
                                                เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
             กันยายน ๒๕๕๕


[๑] มาตรา ๒๓๙  ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด
ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้น จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งใดหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพ
ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง                                         
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ มิให้นับบุคคลดังกล่าวเข้าในจำนวนรวมของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี
ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นด้วยโดยอนุโลม โดยการยื่นคำร้องต่อศาลตามวรรคสองให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
[๒]มาตรา ๕๘/๓  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอาจแต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งมิ ใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ช่วยเหลือในการบริหารราชการของ องค์การบริหารส่วนตำบลตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมายได้ไม่เกินสอง คน และอาจแต่งตั้งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคนหนึ่งซึ่งมิได้เป็น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
[๓]มาตรา ๖๐  ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ องค์การบริหารส่วนตำบล
อำนาจหน้าที่ในการสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมาย
ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามลำดับที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งไว้เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีรองนายก องค์การบริหารส่วนตำบลหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้รักษาราชการแทน
ฯลฯ                                                       ฯลฯ
[๔]มาตรา ๓๙/๑ อำนาจหน้าที่ในการสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรองนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ให้เป็นไปตามที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมอบหมาย
ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามลำดับที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดไว้เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน
ฯลฯ                                                       ฯลฯ
[๕]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๓ และ ๔, ข้างต้น
[๖]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑, ข้างต้น

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อนุมัติให้จัดประชุม ... ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ?

อนุมัติให้จัดประชุม ... ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ?

นางสาววชิราภรณ์ คงกัลป์ พนักงานคดีปกครองปฏิบัติการ

กลุ่มเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการและวารสาร

สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานศาลปกครอง

พระราชบัญญัติเทศบาล พ.. ๒๔๙๖ มาตรา ๔๘ จตุทศ ได้บัญญัติให้ นายกเทศมนตรีรองนายกเทศมนตรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี และเลขานุการนายกเทศมนตรี ต้องไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ... () เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่เทศบาลนั้นเป็นคู่สัญญา หรือในกิจการที่กระทำให้แก่เทศบาลนั้น หรือที่เทศบาลนั้นจะกระทำหากนายกเทศมนตรีได้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี (ตามมาตรา ๔๘ ปัญจทศ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน)

แต่ด้วยเหตุที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.. ๒๔๙๖ ไม่ได้ให้ความหมายของการกระทำในลักษณะของการเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญาไว้ การวินิจฉัยจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของพฤติการณ์ในแต่ละกรณีประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักอย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาวางแนวทางการวินิจฉัยไว้หลายคดี ซึ่งหน่วยงานของรัฐหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปเทียบเคียงหรือปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ดังเช่นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี และได้คะแนนลำดับสองรองจากนาง ป. ได้ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้ว่าราชการจังหวัด) กล่าวหานาง ป. ว่า ในขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี(ในวาระที่ผ่านมา) มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่เข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาหรือกิจการที่เทศบาลกระทำกับบริษัท อ. จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ประกอบกิจการโรงแรม อ. ซึ่งแม้นาง ป. จะลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทแล้วแต่ได้ให้สามีและบุตรดำเนินการแทน โดยในการประชุม สัมมนาตามโครงการต่างๆ ของเทศบาลได้จัดที่โรงแรมดังกล่าว

ผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อร้องเรียนซึ่งสรุปผลการสอบสวนว่า เทศบาลได้ทำสัญญากับโรงแรม อ. ซึ่งมีนาง ด. บุตรของนาง ป. เป็นกรรมการมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท อ. จำกัด และไม่ปรากฏว่านาง ป. เป็นผู้ถือหุ้นหรือมีอำนาจบริหารจัดการบริษัท อ. จำกัด และมิได้มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดๆที่แสดงว่านาง ป. ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการหรือดำเนินการอย่างใด เพื่อให้เทศบาลทำสัญญากับโรงแรม อ. ในการจัดประชุมสัมมนา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำวินิจฉัยว่า นาง ป. ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่เทศบาลกระทำกับโรงแรม อ.

ผู้ฟ้ องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีหากนาง ป. เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว

ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของบริษัท อ. จำกัด และความเกี่ยวพันระหว่างบริษัท อ. จำกัดและนาง ป. ว่า

นาง ป. เป็นผู้เริ่มก่อการและจัดตั้งบริษัท อ. จำกัด และบริหารกิจการของบริษัท อ. จำกัด และธุรกิจโรงแรม อ. มาโดยตลอดก่อนที่จะโอนหุ้นทั้งหมดให้บุตร ต่อมาบริษัท อ. จำกัด ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากธนาคารให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยมีข้อกำหนดให้โอนหลักทรัพย์จำนองเป็นที่ดินรวม ๑๗ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม อ. ชำระหนี้ธนาคาร โดยธนาคารให้สิทธิแก่ลูกหนี้ซื้อคืนหลักทรัพย์ภายใน ๕ ปี และกรรมสิทธิ์ในโรงแรม อ. ได้โอนเป็นของธนาคาร แต่ธนาคารให้สิทธิกับบริษัท อ. จำกัด เช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม อ. ได้ภายในกำหนดระยะเวลา บริษัท อ. จำกัด จึงสามารถประกอบกิจการโรงแรม อ. ภายในขอบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทได้ นาง ด. บุตรของนาง ป. ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทนบริษัทจึงมีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท อ. จำกัด และโรงแรม อ. ภายใต้เงื่อนไขตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว

การที่นาง ป. ขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอนุมัติโครงการประชุมสัมมนาต่างๆ ของเทศบาลให้จัดขึ้นที่โรงแรม อ. โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นจะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่เทศบาลนั้นเป็นคู่สัญญาหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ว่าบริษัท อ. จำกัด จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นโดยมีกรรมการเป็นผู้แทนนิติบุคคล ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๑๔๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และนาง ด. ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทต่างก็เป็นบุตรของนาง ป. แม้นาง ป. และสามีจะไม่มีหุ้นอยู่ในบริษัทแล้ว แต่โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรบิดามารดาย่อมต้องให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลบุตรของตนอยู่เสมอแม้บุตรจะบรรลุนิติภาวะหรือมีครอบครัวแล้วก็ตามส่วนบุตรก็มีหน้าที่ทางศีลธรรมจรรยาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และเมื่อพิจารณาถึงภาระหนี้สินตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก ประกอบกับการที่นาง ป. เป็นผู้เริ่มก่อการและจัดตั้งบริษัท อ. จำกัดและบริหารกิจการของบริษัทและบริหารธุรกิจโรงแรม อ. ก่อนที่จะโอนหุ้นให้แก่บุตร ย่อมไม่อาจยอมให้นาง ด.บุตรของตนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทต้องเดือดร้อนเสียหาย อีกทั้งทรัพย์สินของบริษัท อ. จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอาจจะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลภายนอกตลอดไปหากผู้บริหารบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้ทั้งหมด และการผิดนัดชำระหนี้ตามเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีผลให้ธนาคารมีสิทธิเลิกสัญญาดังกล่าวได้ ดังนั้น นาง ป. จึงต้องให้ความช่วยเหลือแก่บริษัท อ. จำกัด และโรงแรม อ.ทางอ้อม เพื่อให้กิจการมีรายได้มากขึ้นหรือเพียงพอที่จะปลดเปลื้องภาระหนี้สินทั้งหมดและซื้อหลักทรัพย์จำนองรวมทั้งธุรกิจโรงแรม อ. คืนจากธนาคารก่อนครบกำหนดเวลาซื้อคืนภายใน ๕ ปี ด้วยวิธีการพิจารณาอนุมัติโครงการประชุมสัมมนาต่างๆ ของเทศบาลให้จัดขึ้นที่โรงแรม อ. ดังกล่าวเมื่อการอนุมัติได้กระทำในขณะนาง ป. ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี และนาง ป. ก็เลือกที่จะจัดประชุมสัมมนาที่โรงแรม อ. จึงเป็นการใช้อำนาจในการพิจารณาเลือกสถานที่จัดประชุมสัมมนา โดยมีเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท อ. จำกัด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอที่จะปลดเปลื้องภาระหนี้สินมิให้ผิดสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคาร และสามารถซื้อหลักทรัพย์จำนองรวมทั้งธุรกิจโรงแรม อ. คืนจากธนาคารก่อนครบกำหนดเวลาซื้อคืน

นาง ป. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยทางอ้อมในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญากับโรงแรม อ. (มาตรา ๔๘จตุทศ วรรคหนึ่ง () แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.. ๒๔๙๖) อันเป็นผลให้นาง ป. ต้องตกเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี (มาตรา ๔๕ (๑๗) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.. ๒๕๔๕ ประกอบมาตรา ๔๘ เบญจ () แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.. ๒๔๙๖) และต้องพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ เบญจ และกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๔๘ จตุทศ (ตามมาตรา ๔๘ ปัญจทศ วรรคหนึ่ง () และ () แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.. ๒๔๙๖)พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๕๐๙/๒๕๕๔)

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดี ไม่เพียงแต่เฉพาะข้าราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้นที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการใช้อำนาจของตนไปในทางที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แม้การกระทำดังกล่าวจะมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการโดยตรงก็ตาม ที่สุดแล้วก็ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดทางวินัยทั้งสิ้น และโดยเฉพาะข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหารดังเช่นนายกเทศมนตรีย่อมจะต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า การเข้าไปมีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญา แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคู่สัญญาโดยตรงในฐานะเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่หากการกระทำนั้นมีลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กิจการที่บุคคลใกล้ชิดในครอบครัวควบคุมดูแล ย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียอันจะเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวต้องพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีและต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

เสียภาษีโรงเรือน แทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง


เสียภาษีโรงเรือน แทนเจ้าของกรรมสิทธิ์
ไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง

จัดทำโดย นายนิรัญ อินดร พนักงานคดีปกครองชำนาญการ
กลุ่มเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการและวารสาร
สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานศาลปกครอง

           สมาชิกสภาเทศบาลถือเป็นกลุ่มบุคคลที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนนั้นๆ ให้เดินหน้าพัฒนาต่อไปได้ ด้วยเทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชนภายในท้องถิ่นตน ซึ่งบุคคลจะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลนั้น มาตรา ๒๐ () แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ว่าจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลที่สมัครเป็นเวลาติดต่อกันจนถึงวันสมัครไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือได้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ให้กับเทศบาลนั้นในปีที่สมัครหรือในปีก่อนที่สมัครหนึ่งปี ซึ่งตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้บัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี
         กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลโดยแสดงหลักฐานการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนเจ้าของบ้านในฐานะผู้เช่าตามสัญญาเช่าบ้านและสัญญาซื้อขายบ้าน (โดยไม่รวมที่ดินด้วย) มาแสดงจะถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ () แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ หรือไม่ ? คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๒๔/๒๕๕๔ ได้วินิจฉัย ในเรื่องนี้ ดังนี้
          ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกสภาเทศบาล แต่มีผู้ร้องเรียนว่าผู้ฟ้องคดีใช้หลักฐานการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่มีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อให้ได้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและได้รับเลือกตั้ง ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (นายอำเภอ) ได้สอบสวนข้อเท็จจริง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ได้วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาซื้อขายบ้านมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์บ้านยังไม่โอนไปเป็นของผู้ฟ้องคดี ถือว่าผู้ฟ้องคดีได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนเจ้าของบ้าน ผู้ฟ้องคดี ไม่มีคุณสมบัติสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล จึงมีคำสั่งให้สมาชิกภาพสมาชิก สภาเทศบาลของผู้ฟ้องคดีสิ้นสุดลง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและเป็นธรรม เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เช่าบ้านซึ่งต้องเสียภาษีตามข้อตกลงในสัญญาเช่า และการทำสัญญาซื้อขายมีเจตนาซื้อขายเฉพาะบ้านไม่รวมกับที่ดิน จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากสมาชิกภาพสมาชิกสภาเทศบาล
           ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ในขณะสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ฟ้องคดีมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาล การที่ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐานการเสียภาษีตามใบเสร็จภาษีโรงเรือนและที่ดินของบ้านเลขที่ ๓๙๗ มาเป็นหลักฐานประกอบการสมัครรับเลือกตั้ง โดยอ้างว่าได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านกับนาง ก. เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยสัญญาระบุว่าซื้อขายบ้านซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินที่มีโฉนดและผู้ขายยินยอมให้ผู้ซื้ออยู่ต่อไปจนกว่าจะแจ้งให้รื้อถอน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเฉพาะตัวบ้านในลักษณะที่ยังคงสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์อยู่บนที่ดินของผู้ขาย และผู้ขายยินยอมให้บ้านยังคงสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ต่อไปจนกว่าผู้ขายจะมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนออกไปภายในระยะเวลาไม่เกิน ๑๐ ปี จึงเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๕๖
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาซื้อขายจึงเป็น โมฆะ กรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวยังคงเป็นของนาง ก. มิได้โอนไปเป็นของผู้ฟ้องคดีแต่ประการใด และโดยที่ มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ บัญญัติว่า ค่าภาษีนั้น ท่านให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสีย จึงเป็นกรณีที่กฎหมายได้กำหนดตัวผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือน และที่ดินไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษี มิใช่ผู้ใดจะเสียภาษีโรงเรือน และที่ดินก็ได้ แม้กฎหมายจะมิได้ห้ามให้ผู้อื่นซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเข้าเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แทนเจ้าของโรงเรือนและที่ดิน แต่ผู้เสียภาษีแทนผู้อื่นย่อมไม่อาจได้รับสิทธิใดๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ดังนั้น การเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการ เสียภาษีแทนนาง ก. เจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย จึงไม่มีผลให้ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามนัยมาตรา ๒๐ () แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาเทศบาลของผู้ฟ้องคดี สิ้นสุดลงเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ () แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.. ๒๔๙๖ แก้ไข เพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) .. ๒๕๔๖ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
          จากคำพิพากษาดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดี เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ ที่สำคัญ คือ สัญญาซื้อขายบ้านในลักษณะที่ยังคงเป็น อสังหาริมทรัพย์อยู่บนที่ดินของผู้ขายต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ หากมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็น โมฆะ และเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ การที่ผู้เช่าบ้านได้เสียภาษีโรงเรือน และที่ดินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้ให้เช่าหรือกรณีที่ผู้ซื้อบ้านซึ่งได้มีการทำสัญญาซื้อขาย กับเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายเข้าเสียภาษี โรงเรือนและที่ดิน ย่อมถือเป็นการเสียภาษีแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่อาจรับสิทธิใดๆ ที่กฎหมาย กำหนดให้สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ผู้เสียภาษีแทนดังกล่าวจึงไม่สามารถนาหลักฐานการ เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เป็นการเสียภาษีแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์มาเป็นหลักฐานประกอบการสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้