วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566

บทความพิเศษ: ปรับเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

 

บทความพิเศษ: ปรับเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  
กรุงเทพธุรกิจ  Date 25 August 2023
          ศ.เอื้อมพร พิชัยสนิธ
          ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP)
          คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
          ทางออกงบประมาณหรือเร่งวิกฤติ
          ประเทศไทย มีวิวัฒนาการนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เริ่มจากการให้เฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจน มาเป็นแบบถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2552 ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า ระเบียบที่ออกมานั้นไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่มาของการออกระเบียบใหม่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2566 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2566 เป็นต้นไป
          หลักเกณฑ์ในระเบียบใหม่ที่เป็นประเด็นวิพากษ์ในวงกว้างคือ หนึ่งในคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพจะต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด ซึ่งมีนัยว่าเบี้ยยังชีพจะไม่เป็นแบบถ้วนหน้าอีกต่อไป ดังนั้น ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจะต้องเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าจะออกมาอย่างไร
          ในส่วนของจำนวนผู้ที่จะได้รับผลกระทบในเวลาอันใกล้นี้ หากคำนวณแบบคร่าวๆ จากสถิติของกรมการปกครองล่าสุด จะพบว่า มีประชากรไทยที่อายุ 59 ปีกว่า 9 แสนคน และที่เข้าคิวรอเกษียณในปีถัดไปมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีไปอีก 20 ปีข้างหน้า หลังจากนั้น จึงจะค่อยผ่อนคลายลง
          สมมติว่าเกณฑ์ความยากจนที่ใกล้เคียงกับกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะถูกนำมาใช้ ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมีฐานะยากจน หากหักจำนวนคนจนออกจาก 9 แสนคนที่จะเกษียณในปีนี้ ก็จะมีผู้สูงอายุกว่า 6 แสนคนที่จะไม่มีสิทธิรับเบี้ยยังชีพดังเช่นรุ่นก่อนๆ ซึ่งหากเกณฑ์คุณสมบัติดังกล่าวไม่เหมาะสม กับสภาวะความยากจนที่เป็นอยู่จริง ก็จะทำให้ มีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่มีรายได้ไม่เพียงพอแต่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ เป็นการเร่งวิกฤติปัญหาผู้สูงอายุให้เร็วยิ่งขึ้น
          สำหรับประเด็นเบี้ยยังชีพ หากมองว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงควรได้สำหรับประชาชน ก็ไม่ควรตัดออก แต่หากมองว่าเป็นการสงเคราะห์ เบี้ยยังชีพก็เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาหลายๆ มาตรการ นโยบายการช่วยเหลือสามารถทำได้ทั้งสองฝั่งของสมการ คือฝั่งของการเพิ่มรายได้ ซึ่งรวมถึงเบี้ยยังชีพและฝั่งของการลด ค่าใช้จ่ายซึ่งโดยสุทธิ รายได้ต้องเพียงพอแก่การยังชีพ
          ในความเห็นของผู้เขียน เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือการปรับนโยบายส่วนใหญ่ เป็นการปรับเฉพาะเรื่อง ไม่ได้ดูภาพรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าวิธีการจะเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้สูงวัยควรมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างมี ความสุข มีความเพียงพอที่เป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
          เมื่อพิจารณาถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ระบุไว้ว่า "...บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลยากไร้ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐบาล..." หากสมมติว่าจะใช้เกณฑ์ว่า "ต้องจน" ก็อาจ จะไม่ได้ตอบโจทย์สำคัญว่า ทำอย่างไรให้คนจำนวนมากที่คุณสมบัติอาจจะไม่ตรงกับ เกณฑ์มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย
          ดังนั้น ก่อนจะนำระเบียบดังกล่าวไปปฏิบัติจริง รัฐบาลต้องสามารถอธิบายและพิสูจน์ได้ว่าการช่วยเหลือในด้านอื่น ในภาพรวม สามารถทำให้เกิดความเพียงพอในการดำรงชีพตามสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ หากหลักเกณฑ์ของรัฐบาลไม่ตรงกันกับหลักเกณฑ์ตามความเข้าใจของประชาชนที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ก็อาจจะไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในรัฐธรรมนูญ
          หนึ่งในเหตุผลหลักที่รัฐบาลยกขึ้นมาชี้แจงต่อประชาชน คือข้อจำกัดทาง งบประมาณจากรายจ่ายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องเมื่อมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งนี้ หากเป็นหลักเกณฑ์เดิม รัฐบาลจะต้องจ่ายโดยรวมประมาณ 1.1 แสนล้านบาท สำหรับประชาชนผู้สูงอายุจำนวนกว่า 11 ล้านคน (เฉลี่ยเดือนละประมาณ 800 บาท ต่อคน) แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีข้าราชการบำนาญ ที่มีจำนวนประมาณ 8 แสนคน แต่ ใช้งบประมาณเกิน 3 แสนล้านบาทต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นกว่าบาทต่อคน) และมีการคาดการณ์กันว่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 4 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า
          ในเมื่อรัฐบาลยังมีความสามารถในการหาเงินมาสนับสนุนส่วนนี้ได้ ก็ควรจะมีความสามารถในการหาเงินมาสนับสนุนคนจำนวน 11 ล้านคน ที่ใช้งบประมาณน้อยกว่าได้เช่นกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและข้อกังขาในการใส่ใจดูแลคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันระหว่างข้าราชการซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย กับประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้เสียภาษี
          ในขณะนี้ ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะนำระเบียบใหม่มาใช้ จนกว่าจะได้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดการเร่งวิกฤติปัญหาผู้สูงอายุและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ ในการดูแลประชาชนในภาคส่วนที่แตกต่าง กัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น