วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

สกู๊ปหน้า 1: PM2.5กับการเมิองตื่นกระจายอำนาจ

 

สกู๊ปหน้า 1: PM2.5กับการเมิองตื่นกระจายอำนาจ   
ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
          "ประเทศญี่ปุ่น" กับ "ประเทศไทย"...เริ่มต้นมาเกือบพร้อมกันแถมญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกอีกด้วย แต่วันนี้ไปไกลกว่าประเทศไทยกี่เท่าแล้ว เพราะนโยบาย..."กระจายอำนาจ" ให้แก่ประชาชนเลือกผู้บริหารและมีอิสระในการบริหารจัดการให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้ตัวชี้วัดที่ตกลงกันไว้
          หลายพรรคการเมืองพุ่งเป้าสนใจร่าง "กฎหมายอากาศสะอาด" ว่ากันตามตรงหลักการของกฎหมายและหน่วยงานที่กำกับดูแลนั้นมีรายละเอียดน่าสนใจมากทีเดียว
          ข้อแรก...ทุกพรรคการเมืองได้สัญญากับประชาชนในช่วงหาเสียงว่าจะออก พ.ร.บ.อากาศสะอาด (Clean Air Act) สู้ฝุ่น PM2.5 ให้เร็วที่สุดหากได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งได้ถูกเรียกร้องจากภาคประชาชนและกลุ่มนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ในการตอบโต้ผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
          ปัญหาใหญ่เรื้อรังที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งในเขต กทม.และทุกภาคของประเทศไทยในช่วงฤดูหนาว โดยจะใช้แม่แบบจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก
          ข้อถัดมา...หลักการของ Clean Air Act (CAA) ในประเทศสหรัฐอเมริกาคืออะไร? อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า คือกำหนดให้อากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับจากรัฐบาล และมีส่วนร่วมในการจัดการให้เกิดอากาศสะอาด
          เริ่มจากกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศจากทุกแหล่งกำเนิด ทั้งแหล่งกำเนิดเก่าและใหม่ ทั้งรถยนต์ สถานประกอบการ โรงงาน การเผาในที่โล่ง เป็นต้น รวมทั้งจะต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศด้วยและกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีของอุปกรณ์ในการควบคุมมลพิษทางอากาศ
          โดยแหล่งกำเนิดที่จะปล่อยมลพิษทางอากาศตั้งแต่ 10 ตันต่อปีขึ้นไปต้องระบุและเสนอเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานในการควบคุมมลพิษทางอากาศจากองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA)
          สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและกลุ่มของแหล่งกำเนิดที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตั้งแต่ 25 ตันต่อปีขึ้นไป เช่น นิคมอุตสาหกรรม ต้องส่งรายละเอียดของอุปกรณ์ในการควบคุมมลพิษทางอากาศให้ EPA เห็นชอบก่อน และต้องรายงานผลการตรวจอากาศที่ปล่องแบบเรียลไทม์ให้ EPA ทราบตลอดเวลาผ่านระบบออนไลน์
          ถัดมา...กำหนดให้แหล่งกำเนิดที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตั้งแต่ 100 ตันต่อปีขึ้นไปหรือปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ตั้งแต่ 50 ตันต่อปีขึ้นไป ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขออนุญาตการปลดปล่อยมลพิษต่อ EPA ก่อนและรายงานผลออนไลน์ โดยคิดค่าธรรมเนียมอย่างน้อยตันละ 800 บาทต่อปี
          กำหนดให้มีระบบการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายอัตราการปล่อยมลพิษทางอากาศระหว่างแหล่งกำเนิดได้ เช่น ระหว่างโรงงานกับโรงงานและกำหนดให้มีการเก็บภาษีการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
          ให้มีการตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณาคดีทางด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นการเฉพาะโดย EPA หรือองค์กรเอกชนที่จดทะเบียนกับ EPA สามารถเป็นตัวแทนของประชาชนในการฟ้องร้องต่อแหล่งกำเนิดได้
          ในกรณีที่เกิดภาวะวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงเช่น PM 2.5 มีค่าสูงมากเมื่อประกาศขอบเขตพื้นที่ของปัญหาและระยะเวลาการแก้ไขที่ชัดเจนแล้ว EPA สามารถมีอำนาจเบ็ดเสร็จแทนหน่วยงานอื่นในการจัดการกับแหล่งกำเนิดมลพิษได้ทั้งหมด
          รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ไม่ใช่แผนเดียวใช้ทั่วประเทศ...กำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมขนาดใหญ่ที่มีมลพิษสูงต้องทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผู้ให้ประกันสามารถมาตรวจสอบสิ่งแวดล้อมของโครงการแทนภาครัฐได้
          ข้อสามในอเมริกาจะใช้หลัก Check & Balance คือตั้งหน่วยงาน US.EPA ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี มีอำนาจตาม พ.ร.บ.อากาศสะอาดทั้งหมดในการให้อนุญาตการปล่อยมลพิษทางอากาศจากทุกแหล่งกำเนิดและทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบ รับเรื่องร้องเรียน ออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขรวมทั้งฟ้องร้องต่อศาลแทนประชาชนได้
          โดยหน่วยงานอนุญาตอื่นๆ จะทำหน้าที่เพียงส่งเสริมสนับสนุนให้โครงการทำให้ถูกกฎหมายเท่านั้น แต่ EPA จะทำหน้าที่กำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมแทน นอกจากนี้ EPA จะทำหน้าที่ออกระเบียบและให้ความช่วยเหลือแก่จังหวัดต่างๆ ในการวางแผนจัดการมลพิษในแต่ละพื้นที่ซึ่งปัญหาแตกต่างกันไป
          หน้าที่สำคัญคือ "Protect human and Environmental health" ดังนั้น งานดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและอนามัยสิ่งแวดล้อมจะถูกรวบมาไว้ที่ "EPA" ทั้งหมด
          ข้อสี่...สำหรับประเทศไทยควรแก้ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมและควรเปลี่ยนกรมควบคุมมลพิษไปเป็นกรมพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เหมือนกับ "US.EPA"
          "เมื่อเกิดวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อไหร่สามารถเสนอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องมารอหน่วยงานอนุญาตหรือหน่วยงานเจ้าของโครงการเหมือนทุกวันนี้..."
          ช่วงเวลานี้อุณหภูมิการเมืองกำลังระอุร้อน อาจารย์สนธิ บอกอีกว่าการกระจายอำนาจสู่พื้นที่เป็นรากเหง้าของการพัฒนาที่ยั่งยืน...ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
          "การจัดการปัญหาต่างๆของประเทศรวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะต้องเน้นการกระจายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเอง โดยต้องได้มาตรฐานตามตัวชี้วัดที่ได้สัญญากันไว้กับรัฐบาลกลาง"
          ขณะที่ราชการส่วนกลางต้องทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กำกับดูแลในภาพรวมและสนับสนุนการทำงานของส่วนท้องถิ่น แต่ประเทศไทยกลับทำตรงกันข้าม อาทิ
          "ประเทศญี่ปุ่น" ถือเป็นต้นแบบของการจัดการปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมชั้นนำของโลก มีประชากร 130 ล้านคน มี 12 กระทรวง มีข้าราชการ 3.5 ล้านคน โดยส่วนกลางมีแค่ 5 แสนคน
          แต่ส่วน "ท้องถิ่น" หรือ "เมือง" มีเจ้าหน้าที่ถึง 3 ล้านคน...กระจายความรับผิดชอบให้แต่ละเมืองแข่งขันพัฒนากันด้วยศักยภาพของเจ้าหน้าที่และประชาชนในเมืองนั้น โดยรับนโยบายจากรัฐบาลส่วนกลาง
          แต่วิธีคิดและวิธีการบริหารจัดการเป็นเรื่องของเมืองให้ทำได้อย่างอิสระเป้าหมายคือตัวชี้วัดที่สัญญากันไว้ จะทำให้เกิดการแข่งขันกันเพื่อให้เมืองของตนเป็นแชมเปียนของประเทศในด้านต่างๆ
          ดังนั้น ความคิดใหม่ๆของแต่ละเมืองจะเกิดขึ้นทุกวัน โดยมีประชาชนในเมืองร่วมคิดร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหากับผู้บริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
          ส่วน "ประเทศไทย" มีประชากร 65 ล้านคน มี 22 กระทรวง มีข้าราชการ 2.4 ล้านคน แต่อยู่ส่วนกลางและภูมิภาคถึง 2 ล้านคน ส่วนท้องถิ่นมีเจ้าหน้าที่เพียง 4 แสนคน ผู้บริหารจังหวัดมาจากการแต่งตั้งจากรัฐบาลกลาง ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง แต่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมการปกครอง
          "...การวางนโยบายและแนวทางปฏิบัติสั่งตรงมาจากรัฐบาลส่วนกลาง โดยมีผู้ว่าฯจังหวัดลงมาควบคุมท้องถิ่นอีกที ดังนั้น ท้องถิ่นจึงมีไว้เพื่อทำงาน ทุกแห่งทำงานเหมือนกันหมด เช่น เก็บขยะ ดูแลตลาด เก็บภาษี จัดงานประเพณี เป็นต้น...ไม่ต้องคิดมาก กระทรวงต่างๆรวบอำนาจการจัดการไว้ทั้งหมด"
          เช่น การดูแลป่าไม้หรือดับไฟป่าต้องมาจากกระทรวงทรัพย์ฯเท่านั้น การจะสร้างโรงงาน ต้องมาจากกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ของท้องถิ่นแต่ไม่มีสิทธิ์ดำเนินการได้เต็มที่เพราะไม่มีอำนาจ
          "ประเทศญี่ปุ่น" กับ "ประเทศไทย"...เริ่มต้นมาเกือบพร้อมกัน แถมญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกอีกด้วย แต่วันนี้ไปไกลกว่าประเทศไทยกี่เท่าแล้ว เพราะนโยบาย..."กระจายอำนาจ" ให้แก่ประชาชนเลือกผู้บริหารและมีอิสระในการบริหารจัดการให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้ตัวชี้วัดที่ตกลงกันไว้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น