วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2566

ราชการแนวหน้า: การเสียสิทธิรับบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น

 

ราชการแนวหน้า: การเสียสิทธิรับบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น   
แนวหน้า  ฉบับวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๖
          โดย...ปฏิรูป
          1. ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกล่าวถึงสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญหลายประการ โดยเฉพาะมาตรา 50 ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อราชการส่วนท้องถิ่นใดได้รับเรื่องราวขอรับบำเหน็จบำนาญแล้ว ให้รีบตรวจสอบและนำส่งให้ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 30 วัน (สามสิบวัน) นับแต่วันรับ และให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดรับพิจารณาสั่งภายใน 21 วัน (ยี่สิบเอ็ด) นับแต่วันรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ความล่าช้าเป็นเพราะความผิดของผู้ขอหรือราชการส่วนท้องถิ่นเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี
          2.ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่ข้าราชการผู้มีสิทธิได้บำเหน็จ บำนาญ จะต้องดำเนินการขอรับบำเหน็จหรือบำนาญตามสิทธิของตนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้
          3.ขณะเดียวกัน ก็ยังมีกรณีที่ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเสียสิทธิรับบำนาญอีก รวมตลอดถึงทายาทของข้าราชการส่วนท้องถิ่นรายดังกล่าวด้วย เราจะขอนำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังเป็นอุทาหรณ์ฝากไว้เป็นเครื่องเตือนสติเพื่อนข้าราชการ พนักงาน รวมตลอดถึงทายาทด้วยจะได้รับทราบไว้
          4.เราจะเริ่มกันถึงกรณีข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะมีกรณีเหตุที่ทำให้เสียสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ ประการใดบ้างครับ
          5. ประการแรก คือ ถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยเรื่องที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตรงนี้มาตรา 52 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้
              1) ต้องมีกรณีหรือต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
              2) ผู้นี้ต้องถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยเรื่องที่กระทำผิดวินัยนั้น
              3) ให้ "คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น" พิจารณาวินิจฉัยว่า ถ้าผู้นั้นไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน จะต้องได้รับโทษถึงไล่ออกหรือไม่
              4) ถ้า (คณะกรรมการฯ) เห็นว่าผู้นั้นจะต้องได้รับโทษถึงไล่ออก
              5) ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามมาตรา 47
          6.ตามมาตรา 52 นี้ส่งผลกระทบต่อทายาท ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่จะเสียการรับบำเหน็จ ตกทอด เนื่องมาจากสาเหตุที่ข้าราชการผู้นั้น เสียสิทธิ ในการรับบำเหน็จบำนาญตามมาตรา 52 ดังกล่าว
          7.ส่วนอีกกรณี คือถึงแก่ความตายก่อนมีคดีหรือก่อนคดีถึงที่สุด ตรงนี้มาตรา 53 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้
             1) หากผู้ซึ่งได้รับบำนาญปกติ หรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ หรือได้รับบำนาญพิเศษเพราะ เหตุทุพพลภาพ
             2) กระทำความผิดอาญา ซึ่งไม่ใช่ความผิดในลักษณะฐานลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือ
             3) ถูกฟ้องว่า เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
             4) ถ้าผู้นั้นถึงแก่ความตายก่อนมีคดี หรือก่อนคดีถึงที่สุด
             5) ให้คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาวินิจฉัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นกระทำความผิดจริง และกฎหมายนั้นกำหนดโทษจำคุกไว้อย่างสูงเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว
            6) ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำนาญตามมาตรา 48
          8. อีกส่วน คือ มาตรา 54 เป็นบทตัดสิทธิทายาทไม่ให้ได้รับบำนาญ ตามมาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 47 และมาตรา 48 ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
              1) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำหรือพยายามกระทำให้เจ้าบำนาญหรือ ผู้ที่จะก่อให้เกิดสิทธิรับบำนาญแก่ตนถึงตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
              2) ทายาทตามมาตรา 43 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ได้เจตนากระทำหรือพยายามกระทำให้ทายาทด้วยกันถึงตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือ
              3) ผู้ใดฟ้อง เจ้าบำนาญหรือผู้ที่จะก่อให้เกิดสิทธิรับบำนาญแก่ตน หาว่าทำความผิดโทษ ประหารชีวิต และตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึง ที่สุดว่า มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือนำพยานเท็จ
          9.สิ่งที่บอกเล่ามาเป็นเรื่องของการเสียสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญครับ สำหรับข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่รวมข้าราชการกรุงเทพมหานคร ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น