วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

คำสั่งลงโทษทางวินัย

 ผู้ฟ้องคดี  นางสาวปิยมาภรณ์ เสริมวิทย์ภิญโญ

ผู้ถูกฟ้องคดี  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีร่วมรวม ๔ คน

กรณีเรื่อง  คำสั่งลงโทษทางวินัย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ (มาตรา ๙,มาตร ๗๒) ,ประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๔ (ข้อ ๑๔๔ วรรคหนึ่ง)

 

ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑๒๖/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีจำนวน ๕ % เป็นเวลา ๒ เดือน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดวินัยกรณีไม่ควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบในเรื่องร้องเรียนโครงการเสริมถนนลูกรัง ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๖ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นควรลดโทษเป็นการลงโทษแค่ภาคทัณฑ์ จึงมีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑๕๗/๒๕๔๖ ยกเลิกคำสั่งเดิม และได้มีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑๕๘/๒๕๔๖ ลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ฟ้องคดี นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดียังได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท ตามหนังสือลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๖ คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาทได้ส่งเรื่องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์)พิจารณา ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้พิจารณาแล้วมีมติยืนตามคำสั่งที่ ๑๒๖/๒๕๔๖ ให้ตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีจำนวน ๕ % เป็นเวลา ๒ เดือน และได้นำเสนอต่อคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทในฐานะประธานคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาทได้มีหนังสือ ลับ ที่ มท ๐๘๒๓.๑/๐๒ ถึงนายอำเภอหันคา แจ้งผลการพิจารณาและให้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงูทราบและดำเนินการต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงูที่ ๑๗/๒๕๔๗ ลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีจำนวน ๕% เป็นเวลา ๒ เดือน ต่อมา คณะกรรมการพิจารณาการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการของพนักงานส่วนตำบลได้มีการประชุมเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ มีความเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยังไม่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบวินิจฉัยพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา และมิได้จัดทำบันทึกรายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย) เข้าไว้ในสำนวน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลที่ ๑๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๗ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังต่อไปนี้

๑.เพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงูที่ ๑๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๗

๒.ขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานทางปกครองซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่กระทำการโดยประมาทเลินเล่อไม่กระทำการตามขั้นตอนการสอบสวนตามระเบียบกฎหมาย

๓.ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบคำนึงถึงความยุติธรรม และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทพิจารณาลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามความเหมาะสม

๔.ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทบทวนการเสนอขั้นเงินเดือนของผู้ฟ้องคดีและคืนเงินจำนวน ๕% เป็นเวลา ๒ เดือน ที่ถูกตัดไปตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงูที่ ๑๗/๒๕๔๗ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองชั้นต้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ได้มีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงูที่ ๑๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๗ ลงโทษผู้ฟ้องคดีตามมติของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีฉบับนี้หรือไม่ ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า อำเภอหันคาได้มีหนังสือ ที่ มท ๐๒๘๒.๓/๓๕๗๔ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีให้ถูกต้องเสียใหม่ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้จัดทำบันทึกรายงานการประชุมของคณะกรรมการสอบสวนเข้าไว้ในสำนวน มิได้ระบุให้นำสำนวนสืบสวนข้อเท็จจริงมาใช้เป็นสำนวนการสอบสวน ทั้งในการสอบสวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบวินิจฉัยพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา จึงถือได้ว่าการดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในกรณีของผู้ฟ้องคดีตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ส่วนคำขอที่ให้พิจารณาลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย เป็นมาตรการภายในฝ่ายปกครองโดยเฉพาะ ศาลไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายสั่งการแทนฝ่ายปกครองได้ ศาลจึงไม่อาจมีคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยมีใจความว่า ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทในฐานะประธานกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท ต่อมา คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาทได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๖ ให้ยืนตามคำสั่งเดิมคำสั่งที่ ๑๒๖/๒๕๔๖ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีการลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีตามมติของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท จึงถือได้ว่าการดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในกรณีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว อีกทั้ง คำสั่งลงโทษดังกล่าวก็มีผลใช้บังคับเป็นการตัดเงินเดือนของผู้ฟ้องคดีแล้ว ซึ่งเห็นได้ว่า ความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดีได้เกิดขึ้นแล้ว

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาท เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๔ ข้อ ๑๔๔ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลเพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์พิจารณาทำความเห็น โดยเมื่อคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์พิจารณาทำความเห็น โดยเมื่อคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์มีความเห็นเป็นประการใดให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยัง คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลเพื่อพิจารณาและเมื่อคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลมีมติเป็นประการใดให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นแล้วแจ้งผู้อุทธรณ์ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชัยนาทและคณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาอุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามข้อ ๑๑๔ วรรคหนึ่งของประกาศดังกล่าว โดยคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลได้มีมติยกอุทธรณ์และยืนตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑๒๖/๒๕๔๖ และได้มีหนังสือ ลับที่ มท ๐๘๒๓.๑/๐๒ ถึงนายอำเภอหันคา เพื่อให้ดำเนินการแจ้งมติดังกล่าวไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงูเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สั่งและปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดชัยนาท โดยมีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑๗/๒๕๔๗ ให้ตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีจำนวน ๕% เป็นเวลา ๒ เดือน และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ อันเป็นการทำให้กระบวนการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายตามข้อ ๑๑๔ วรรคหนึ่ง ของประกาศดังกล่าว ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แล้ว ส่วนกรณีผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานทางปกครองซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาลงโทษทางวินัยนั้น เห็นว่า การพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเรื่องการใช้อำนาจทางการบริหารของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการกับผู้ใต้บังคับบัญชาตามควรแก่พฤติการณ์เป็นรายกรณีอันถือเป็นมาตรการภายในฝ่ายปกครองโดยเฉพาะ ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในกรณีนี้ไว้พิจารณาศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในประเด็นนี้ จึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้รับคำฟ้องในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยงู ที่ ๑๗/๒๕๔๗ ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

 

พิศิษฐ์/ย่อ/พิมพ์

๓ พ.ค.๔๘

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น