วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สายตรงท้องถิ่น: ใช้ฐานท้องถิ่นเป็นฐานในการปฏิรูปประเทศ

สายตรงท้องถิ่น: ใช้ฐานท้องถิ่นเป็นฐานในการปฏิรูปประเทศ
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑
          ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          "ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ"จะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับกลไกผู้ที่จะนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติเพราะเรามักฝากความหวังไว้ที่กลไกราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ซึ่งก็ไม่ได้เดินไปสู่เป้าหมายให้ประสบผลสำเร็จได้และ "การวางยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ" ปัจจุบัน (2561) ก็เช่นเดียวกัน กลไกหลักในการดำเนินการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติยังรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไป จนอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งขอปัญหาในการเดินหน้าไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพได้
          มีข้อพิจารณาว่ารัฐบาลได้ให้น้ำหนักการพัฒนาประเทศไว้ที่ส่วนกลาง ดูได้จากสัดส่วนงบประมาณรายได้ของรัฐส่วนกลางกับสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่น ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นที่ภายหลังมีการประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ท้องถิ่นได้งบประมาณรายได้ประมาณ ร้อยละ 20 ของสัดส่วนงบประมาณรายได้ของรัฐ และมีการขยับขึ้นมาเป็น ร้อยละ 25 ในปีงบประมาณ 2550 และต่อมาในปี 2557 -2558  ขยับขึ้นเป็นร้อยละ 27 - 28 ส่วนในปัจจุบัน(2560 - 2561) ได้กว่าร้อยละ 28 และในปีงบประมาณ 2562 รายได้ท้องถิ่นจะขยับสัดส่วนงบประมาณรายได้ขึ้นประมาณร้อยละ 29 จึงกล่าวได้ว่า งบประมาณรายได้ของประเทศ ส่วนใหญ่ได้จัดสรรงบประมาณ ไปที่ส่วนกลางและภูมิภาคมากกว่าร้อยละ 70 จึงทำให้เห็นว่าการจัดบริการสาธารณะและการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศตามนโยบายแผนงานและโครงการต่างๆ จึงไปตกอยู่ที่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นจำนวนมาก
          จึงอาจกล่าวได้ว่า "การปฏิรูปประเทศ"ก็ยังได้เดินหน้าไปภายใต้โครงสร้างการรวม
          ศูนย์อำนาจไว้ที่ราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค "ละเลยการให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเป็นกลไกหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ" ทั้งๆ ที่ การรวมศูนย์อำนาจยังคงมีปัญหาสำคัญๆ อยู่สองประการดังนี้
          ประการที่หนึ่ง การดำรงชีวิตอยู่ของประชาชนในสังคมไทย ยังคงมีปัญหาเรื่องตัวเลขความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งคนรวยมีโอกาสครอบครองปัจจัยทรัพยากรเพิ่มขึ้นและการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนบางกลุ่มยังมีปัญหาและยังไม่สามารถพึ่งตนเองและจัดการตนเองได้ ที่สำคัญเห็นว่า "การครอบครองรายได้ คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจนหลายเท่าตัว เช่น กลุ่มคนรวยร้อยละ10 ที่รวยที่สุด มีโอกาสครอบ ครองรายได้สูงถึงร้อยละ 36 ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนจนสุดร้อยละ 10 ถือครองรายได้เพียงร้อย ละ 1.1"
          ประการที่สอง ยังมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล  โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชันจากราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารการตรวจสอบการทุจริต เป็นต้นว่า การช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งที่ส่อถึงการทุจริตคอร์รัปชัน การยักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต การจัดการอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียน รวมทั้งล่าสุดมีการส่อทุจริตโครงการกล้าไม้ หรือแม้กระทั่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด ซึ่งการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตมาจากการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง
          ข้อเสนอการให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ"  อาจทำให้ยุทธศาสตร์ไปสู่เป้าหมายและมีประสิทธิภาพในการนำแผนไปปฏิบัติมากขึ้น และอาจจะทำให้การทุจริตคอร์รัปชันมีแนวโน้มที่จะลดลงได้ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีหน่วยตรวจสอบที่มี สมาชิกสภาท้องถิ่น ประชาสังคม กลุ่ม องค์กรต่างๆ ในชุมชนคอยกำกับดูแล รวมถึงหน่วยกำกับดูแลที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอคอยตรวจสอบ ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายในการตรวจสอบ
          ผมจึงมีข้อเสนอให้ใช้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ" เพราะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้าใจปัญหาและข้อมูลชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งมากกว่าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งในแง่ข้อมูลของประชากรและชุมชนในเชิง Big Data ได้ดีกว่า เช่น มีฐานข้อมูลคนจน คนด้อยโอกาสคนไร้ที่พึ่ง คนพิการ ผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดการทำแผนพัฒนาท้องถิ่น และสามารถแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิต คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างตรงจุด
          ดังนั้น "การปรับโครงสร้างอำนาจในการบริหารราชการ จึงเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศ" โดยเฉพาะการจัดความสัมพันธ์และการปรับโครงสร้างอำนาจหน้าที่ระหว่างราชการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดการกับภารกิจที่ซ้ำซ้อนเพราะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและกำลังคน ซึ่งเห็นว่ามีความจำเป็นต้องถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร และการถ่ายโอนงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการแทนส่วนราชการ
          ประเด็นที่รัฐบาลและส่วนราชการจะต้องพิจารณา นั่นก็คือ "การเพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น"ทั้งในแง่การจัดสรรระบบภาษีอากร ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมให้แก่ท้องถิ่น การจัดระบบการเพิ่มรายได้ของท้องถิ่น ทั้งการจัดให้มีกฎหมายรายได้ท้องถิ่น การจัดให้มีกฎหมายความร่วมมือ (สหการ) ระหว่างท้องถิ่น ส่วนราชการและเอกชน หรือการเปิดให้มีกฎหมายกิจการพาณิชย์ที่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นจัดทำกิจการต่างๆ ได้
          ข้อเสนอให้มีการปฏิรูประบบราชการกับการปฏิรูปท้องถิ่น ต้องกระทำไปพร้อมๆกันเพื่อให้กลไกการนำนโยบาย "ยุทธศาสตร์ชาติ" ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นไปตามเป้าหมายซึ่งมีความจำเป็นต้องร่วมกันกระทำกันอย่างบูรณาการ หรือสร้างความร่วมมือผนึกกำลังกันระหว่างส่วนราชการส่วนกลาง กับส่วนท้องถิ่น แม้ว่าเราจะใช้กลไกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลักก็ตาม แต่เห็นว่าส่วนราชการเองยังมีการแยกส่วนเป็นกรมกองที่ขาดการบูรณาการในการทำงาน จึงทำให้มีความซ้ำซ้อนในภารกิจการปฏิบัติงาน  ทำให้มีการแย่งงบประมาณ แย่งโครงการกันทำ ทำให้ต่างคนต่างทำ ขาดพลังในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาประเทศ
          ดังนั้น "ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ" จึงควรตระหนักและเห็นความสำคัญที่จะต้องมีการเปลี่ยนมุมมองใหม่โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น องค์กรหลักในการพัฒนาประเทศ และเพื่อ เป็นการช่วยแบ่งเบาภารกิจการปฏิรูปประเทศจากส่วนราชการ ผมจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้อง "ปฏิรูปท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาประเทศ" ซึ่งจะเป็นความหวังในการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ไปที่การให้น้ำหนัก "การปฏิรูปประเทศโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เพื่อทำให้ยุทธศาสตร์ชาติไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น