วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

มองความจริง....ด้วยหัวใจ: 'ข้าราชการท้องถิ่น'

มองความจริง....ด้วยหัวใจ: 'ข้าราชการท้องถิ่น'
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑

          ชาญยุทธ โคตะนนท์
          การเมืองการปกครองของประเทศไทยเรา ผู้มีอำนาจปฏิบัติจริง คือ "ข้าราชการ" มีอยู่หลายประเภท หลายสังกัดอยู่กับหน่วยงานต่างๆ (หรือกระทรวงต่างๆ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญกำหนด) มีการแบ่งหน้าที่กันปฏิบัติโดยถือว่า "ข้าราชการ" คือ "ผู้ทำงานให้แก่ราชการ" และ"ราชการ" ก็คือ "การงานของประเทศ หรือของพระเจ้าแผ่นดิน" เป็น "ราชกิจ" (งานของพระเจ้าแผ่นดิน) โดยตรงในฐานะพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข คือผู้นำ ผู้กำกับ ผู้ดูแลประเทศ คือ "แผ่นดิน" คือ เป็นเจ้าของแห่งแผ่นดิน(จึงเรียกว่าพระเจ้าแผ่นดิน) ในแว่นแคว้นที่ทรงมี "พระราชอำนาจ" เพียงลำพังผู้เดียว แต่เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรฯ ได้กำหนดแนวทางให้กษัตริย์ ทรงมอบพระราชอำนาจนี้แก่ "คณะรัฐมนตรี" ตามนัยมาตรา3 (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และฉบับอื่นๆ) ในคณะรัฐมนตรี (หรือคณะรัฐบาล) ก็ได้มอบหน้าที่การปฏิบัติต่อให้แก่ข้าราชการในสังกัดกระทรวง(หรือเทียบเท่า)เป็นผู้ปฏิบัติงานจริง อันเป็นงาน "เพื่อประชาชนของประเทศ คือ มาตรา 3" (รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย 2560) กล่าวว่า
          "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ที่เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ...รัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม"
          "ข้าราชการท้องถิ่น" เป็น "ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย" ซึ่งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการงานบ้านเมืองโดยตรง เพื่อ "บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน" แบ่งเป็น 2 กลุ่มงาน (ประเภท)ได้แก่ ข้าราชการที่สังกัดกรมการปกครอง (ปค.) และ ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (กถ.)
          "ข้าราชการ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น"(กถ.) มี 2 ประเภท คือ ข้าราชการประจำกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และข้าราชการการเมือง สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ (1) ผู้บริหารท้องถิ่น(นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด-อบจ., นายกเทศมนตรี-ทม.,นายกองค์การบริหารส่วนตำบล-อบต. ฯลฯ และรวมถึงข้าราชการการเมืองตำแหน่งอื่น ตามที่กำหนด ในกฎหมายการบริหารงานราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เช่น รองนายก,ที่ปรึกษานายก, เลขานุการนายก ฯลฯ)
          จึงเป็นสิ่งที่แปลกจากกระทรวง ทบวง อื่นๆ สำหรับกระทรวงมหาดไทย ที่มีข้าราชการ 2 ประเภท (2 กลุ่ม)ร่วมกันทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกัน จำนวนมาก กระทรวงอื่นๆ อาจจะมีเพียงตัว "รัฐมนตรี และผู้ที่กฎหมายกำหนดว่า ให้มีบุคคลอื่น ร่วมปฏิบัติงานเป็นทีมงาน ของ รัฐมนตรี"(เช่น ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการ, ตำแหน่งเลขานุการ,ตำแหน่งที่ปรึกษา ฯลฯ นั้นไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่เป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง) มีที่มาจากการเมืองได้อำนาจแล้วแต่งตั้งกันขึ้นเอง) การทำงานในองค์กรปกครอง
          ส่วนท้องถิ่น มีระเบียบบริหารราชการพิเศษให้มีตำแหน่ง"ข้าราชการการเมือง"(กฎหมายเฉพาะ) ต่างจาก"การปกครองส่วนท้องที่" หรือส่วนภูมิภาค คือจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหาร, อำเภอมีนายอำเภอเป็นผู้บริหาร, ตำบลมีกำนัน เป็นผู้บริหาร, หมู่บ้านมีผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหาร ฯลฯ ตำแหน่งข้าราชการส่วนท้องที่หรือส่วนภูมิภาคดังกล่าว บางตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน นั้นมีที่มาต่างจากตำแหน่งอื่นๆ คือมีที่มาจากประชาชนเป็นผู้สรรหาโดยกระบวนการการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ มีที่มาจากการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการก่อน แล้วต่อมาได้รับการยอมรับ(ตามกฎเกณฑ์ กฎหมาย เกี่ยวข้อง กำหนดเงื่อนไขประกอบ)ข้าราชการคนใดมีคุณสมบัติ ก็จะได้รับการสรรหาและมอบหมายแต่งตั้ง ให้เข้าดำรงตำแหน่ง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อาจจะมาจากข้าราชการที่เคยเป็นนายอำเภอ และนายอำเภออาจจะมาจากปลัดอำเภอ ฯลฯ
          ดูไปแล้วมันก็น่าเวียนหัวอยู่ไม่น้อย...ใช่ไหมครับ? และหากพูดรายละเอียดมากไป มันยืดยาว "ผู้เขียน" ขอรวบรัดตัดตอน มาที่งานบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่ประเทศไทยเราเป็นอยู่เวลานี้ ที่ว่า "ผู้ปฏิบัติงานของท้องถิ่น" มีคนอยู่2 กลุ่มอันนี้เท่ากับว่า "ประชาชนเป็นปลา 2 น้ำ" ก็ยังได้ลองคิดดูว่า มันจะอยู่ในสภาพเป็นอย่างไร?...ประชาชนจะอาศัยพึ่งพาใครได้มากที่สุด ข้าราชการประจำอยู่ในกำกับการดูแลและบังคับบัญชาเบื้องต้นจาก "ปลัดองค์กร"
          แต่ "ปลัดองค์กร" อยู่ภายใต้การกำกับการบริหารงาน โดย "นักการเมือง" ที่มานั่งเป็น "นายก" (พร้อมทีมงาน) จึงเป็นเพียงมีหน้าที่ ทำงาน "สนองนโยบายของนักการเมือง ซึ่งนโยบายนี้ แถลงต่อสภาท้องถิ่นเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบ" โดยที่ "ข้าราชการประจำ" คิดทำขึ้นเอาเองทั้งหมด (แผนงาน, โครงการ, กิจกรรม) ไม่ได้เลย ดังนั้น งานตามภาระหน้าที่ต่างๆ จึงอยู่ในลักษณะ เห็นด้วยก็ต้องทำ ไม่เห็นด้วยก็จำเป็นต้องทำตาม เพราะเป็น "หน้าที่" มันก็เท่ากับ ปลัดองค์กร เปรียบเป็นได้แค่เพียง "คนทำงานอื่นทั่วไปในระนาบผู้ใช้แรงงาน" หากจะใช้สติปัญญาเอง ก็ต้องเพื่อให้ผลงานตามที่นักการเมือง (ท้องถิ่น) เขากะเกณฑ์ให้ปฏิบัติ ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน เอามาผสมกลมกลืนกัน ย่อมยากที่จะเป็นไปโดยเรียบร้อย และไม่เกิดปัญหาไม่เป็นอุปสรรค (ไม่มากก็น้อย)
          จึงมักปรากฏเป็นข่าวเสมอๆ ว่า "การทุจริต คอร์รัปชัน" ในหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้น "คนทำงาน" เป็น "ข้าราชการประจำ" ก็ได้รับความผิดร่วมกับ"นักการเมืองท้องถิ่น" ด้วย เมื่อถูกดำเนินคดีเกิดการทำทุจริต โดยข้าราชการการเมืองเป็นผู้กระทำ
          "ผู้เขียน" มีประสบการณ์ในการเป็น "คณะกรรม การ"อยู่ในท้องถิ่น มีเรื่องพิจารณาโทษการทำทุจริตคอร์รัปชันโดยมีสาเหตุเบื้องต้นมาจาก "นักการเมืองท้องถิ่น" เป็นผู้เอา "โครงการที่เกิดการทุจริต" มาเข้าขอรับการเห็น ชอบผ่าน "สภาท้องถิ่นอนุมัติ" แล้ว "ผู้บริหารท้องถิ่น" ก็เอา"โครงการนี้" ไปมอบแก่ "ข้าราชการประจำ" (ปลัดองค์กรพร้อมคณะ) เป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องปฏิบัติงาน ตามระเบียบราชการด้วยเป็นส่วนใหญ่ มีอันจำเป็นต้องยอมทำตามความต้องการของนักการเมืองท้องถิ่นบ้าง (ก็มี)เพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยง "เท้าช้าง เหยียบมาที่ตัวมด"มดที่ไหนมันจะไม่กลัวตาย ก็เลยหาทางเอาชีวิตรอด ฯลฯเป็นเสียอย่างนี้กันมากที่สุด
          ในบางองค์กรปกครอง (ส่วนท้องถิ่น) "นักการเมือง"สามารถ "ครอบอำนาจได้คลุมทั้งหมด" เพราะว่า "ปลัดองค์กรที่เป็นหัวหน้าบริหารปฏิบัติงาน" เป็นบุคคลที่"นักการเมืองท้องถิ่น" สร้างมากับมือ เช่น ช่วยให้ย้ายมาดำรงตำแหน่ง "องค์กรปกครองแห่งนี้" (เขามีอำนาจ มีบารมี เขาย่อมทำได้อยู่แล้ว) จึงต้องมีระบบการตอบแทนบุญแทนคุณ (ต่างตอบแทน) ระเบียบราชการที่ตรงไปตรงมา มันก็มีบ้าง ที่จะไม่ปกติ เฉไปข้างๆ คูๆ หรือที่เรียกว่า"คอร์รัปชัน" มันจึงงอกงามไสวเป็น "หญ้าระบัดในหน้าฝน" อย่างที่กำลังเป็นอยู่
          บางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น "นักการเมืองท้องถิ่น" กับ "ข้าราชการประจำ" (คือตั้งแต่ปลัดองค์กรลงไปถึงข้าราชการประจำอื่นๆ) "ปีนเกลียวกัน" ไม่ยอมลดราวาศอก "ขิงก็รา ข่าก็แรง" ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีงามและถูกต้องไปทั้งหมด เนื่องจาก ปรากฏว่า "งานเพื่อประชาชนไม่เจริญก้าวหน้า" เนื่องจาก "มันติดขัด ตามขั้นตอนต่างๆ"หยุมหยิมไปหมด ต่างคนต่างสงวนท่าที และถือยศถือศักดิ์งานค้างคาเสียหาย ไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามแผนงานโครงการ
          ดังนั้น หากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเรียบร้อย ราบรื่นดีงาม ถูกต้อง ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มๆ คือ ทุกคนในองค์กร ทั้งข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมือง..."ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" ทุกคนมีคุณธรรมสูง ปฏิบัติหน้าที่การงานโดยยึดธรรม ยึดประโยชน์ส่วนรวม ไม่เอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ก็จะเป็นความงดงาม และสร้างความเจริญ ความสงบสันติสุขแก่ประชาชนทุกๆ คน
          "ผู้เขียน" เห็นใจและอยากเรียกร้องให้บรรดาข้า ราชการส่วนท้องถิ่น (ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง) ร่วมมือสร้างความเข้าใจ "ภาระหน้าที่" ใครมีหน้าที่ก็ปฏิบัติหน้าที่เสียให้ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ละโมบโลภมาก เกินพอดี อยากได้อยากมี นั้นทุกคน มีความอยากหมด ไม่มีใครที่ไม่มีความอยาก (ซึ่งมันเป็นกิเลสกาม) แต่"อยากดี ทำถูกต้อง" นั้นมันเป็น "ความอยากที่เกิดคุณ"แก่ตนเองและผู้อื่น หากอยากชั่ว อยากละโมบ นี้มันผิด.. .เพราะมันทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน บ้านเมืองเสียหาย และตัวเองก็จะถูกทำโทษ ตามกรรมที่ตัวเองได้ทำไป
          ครับ...กำลังมีข่าวว่า "การเลือกตั้งท้องถิ่น" ที่เดิมเคยคาดหวังกันว่า จะเกิดก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.
          และ การสรรหา ส.ว. (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์2562) นั้นอาจจะถูกเลื่อนไป อยู่หลังการเลือกตั้งใหญ่ (การเลือกตั้งส.ส.) เพราะว่า กฎหมายประกอบ (พ.ร.ป.) ยังไม่เสร็จเรียบร้อยพร้อมทุกฉบับ ก็ยังกำหนดไม่ได้ว่า จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เมื่อไหร่? คนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น อาจจะคิดว่า "การเมืองท้องถิ่น" จะมีผลต่อการเมืองระดับชาติค่อนข้างแน่ คือ ถ้ามีฐานคะแนนเสียงระดับท้องถิ่นดี ก็เท่ากับการเมืองระดับชาติ ก็จะแน่นปึ้กตามด้วย เป็นอย่างนี้หรือเปล่า...? ไม่ทราบครับ จึงคิดจะเลื่อนเลือกตั้งท้องถิ่นไปอยู่หลังเลือกตั้งใหญ่ (เลือกตั้ง ส.ส.) ก็ลองใช้ปัญญาตรองดูนะครับ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น