| เพิ่มเบี้ยคนจนสูงอายุ50-100บ./เดือน |
| มติชน ฉบับวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ |
| เมื่อวันที่
5 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.)
โดย ที่ประชุมเห็นชอบให้สังคมสูงอายุสูงวัย เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ
เพื่อบูรณาการในการทำงานรองรับการเป็นสังคมสูงอายุสมบูรณ์ในปี 2564
ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก ขับเคลื่อนประเด็นเร่งด่วนในปี 2561-2564
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
จะมีการปรับมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุ หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุจะ
กำหนดระยะเวลา 18 ชั่วโมง 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง
เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (อปท.) สามารถดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยจะให้ค่าตอบแทนผู้ดูแล ผู้สูงอายุ อีกทั้งจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพ แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ที่มาลงทะเบียน ตามสวัสดิการแห่งรัฐผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในระยะเวลา 3 เดือน (กรกฎาคม-กันยายน 2561) โดยจะแยกจ่ายออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ให้จ่าย 100 บาทต่อเดือน และผู้สูงอายุที่มี รายได้เกิน 30,000 แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ให้จ่าย 50 บาทต่อเดือน นางธนาภรณ์ พรหมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่จะได้เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ระยะแรกจะจัดสรรให้ 3 เดือนก่อน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 โดยผู้สูงอายุจะต้องนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อลงทะเบียนกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย การกดขั้นต่ำจะได้ 100 บาทขึ้นไป สำหรับผู้ที่ได้รับ 50 บาท/เดือน จะต้องรอสะสมให้ครบ 100 บาทก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางในการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยได้ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ และจากนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อขยายระยะเวลาจัดสรรเพิ่มเติม อธิบดี ผส.กล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินที่จะมาจัดสรรช่วยเหลือผู้สูงอายุดังกล่าวมาจากเงินบำรุงกองทุนผู้สูงจากภาษีสรรพสามิตสินค้าสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 2 แต่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้มีจำนวนเงินภาษีดังกล่าวเข้ากองทุนผู้สูงอายุแล้ว 1,402 ล้านบาท และเงินจากผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแต่บริจาคคืน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมา มีผู้สูงอายุบริจาค 515 ราย จึงอยากเชิญชวนให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้พอเพียงร่วมบริจาคเพื่อนำไปสมทบช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยต่อไป |
เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวงงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ฅนเทศบาล
เมนูหลัก
ข่าวท้องถิ่น
ระเบียบบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานการบริหารงานบุคคลพนักงานส่วนท้องถิ่น
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
เพิ่มเบี้ยคนจนสูงอายุ50-100บ./เดือน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น