วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561

'โคก-หนอง-นาโมเดล' ยกระดับสู่นโยบายรัฐ

'โคก-หนอง-นาโมเดล' ยกระดับสู่นโยบายรัฐ
ไทยโพสต์  ฉบับวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๑

          แนวคิด "โคก หนอง นา" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงการในพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงห่วงใยต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ได้ถูกนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไป ได้รับการผลักดันจากสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ภายใต้โครงการ "พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยของแผ่นดิน" ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด
          และในการก้าวสู่ปีที่ 6 ของการเผยแพร่แนวคิด โคก หนอง นา ดำเนินการภายใต้กิจกรรม "แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี" อันเป็นวิธีการทำการเกษตรเก่าแก่ดั้งเดิมของสังคมไทยมาดำเนินการต่อเนื่อง ด้วยการส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จของผู้นำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม พร้อมขยายผลสำเร็จของโครงการ จากลุ่มน้ำป่าสักสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย สู่การแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน มี 4 กิจกรรมที่ตั้งเป้าไว้ โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มาช่วยขับเคลื่อนและเป็นกำลังหลักอีกแรง
          ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมของคนที่นำแนวทางศาสตร์พระราชาไปลงมือปฏิบัติ ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ นั่นนับเป็นผลสำเร็จของโครงการ ส่วนแนวทางการขับเคลื่อน คือการสร้างและพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีองค์ความรู้เป็น 'คนมีใจ' ที่เมื่อรวมตัวกันก็จะเป็น 'เครือข่ายที่เข้มแข็ง' นำไปสู่การสร้าง 'ศูนย์เรียนรู้' เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติ สร้างคนมีใจต่อไปไม่สิ้นสุด จนบรรลุผล หยุดท่วม-หยุดแล้งอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย ซึ่งโครงการในปัจจุบันได้ขยายผลออกไปถึง 24 ลุ่มน้ำแล้ว
          "ปีนี้มาถึงปีสุดท้ายเฟส 2 ของโครงการ เชื่อมั่นว่าแนวทางพระราชดำริ หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จะแก้ปัญหาโลกได้ และเราสามารถเผยแพร่แนวคิดตามแนวทางศาสตร์พระราชาได้ 6,000 หลุม ใน 24 ลุ่มน้ำ และตั้งใจที่จะขยายต่อไป และจะเริ่มเฟส 3 ต่อไปอีกแน่นอน" อาจารย์ยักษ์กล่าว
          นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่า เชฟรอนให้การสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว เนื่องจากตรงกับแนวคิดการทำโครงการเพื่อสังคมของเรา ที่มุ่งเน้นการสร้างคน องค์ความรู้ และจิตสำนึก ส่วนใหญ่จึงทำกันในระยะยาว โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development และสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติ ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ที่ช่วยสร้างชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นั่นคือการฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า และด้านการส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม ซึ่งพนักงานเราได้เข้าร่วมกิจกรรมในทุกๆ ปีเป็นจำนวนหลายร้อยคน เหนือสิ่งอื่นใดคือความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานต่อไป นับเป็นการสร้างความยั่งยืน ทั้งชาวบ้านและคนเมือง
          ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนฯ กล่าวอีกว่า โดยตามแนวคิดของปีนี้ โครงการจะกระจายตัวจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยนำเสนอผ่าน 'คนต้นแบบ' ที่ใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองจนประสบความสำเร็จ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นต่อๆ ไป
          "ถ้าถามถึงความมุ่งหวังของโครงการคืออะไร ผมว่าอยากให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทางเลือกรอง แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกหลัก อยากให้คนทำแบบนี้กันเยอะๆ อยากให้แนวคิดนี้มีที่ยืนในสังคม อยากให้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม ที่ใครๆ ก็ทำกัน และหมายถึงเกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ มองว่า 5-6 ปีมานี้โครงการของเราทำได้ขนาดนี้ก็น่าจะเป็นความภาคภูมิใจ เพราะมีคนสนใจอยากทำตามเยอะมาก แต่เราไปให้คำแนะนำ หรือคำปรึกษาไม่ทันกับความต้องการ" ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนฯ กล่าว
          อ.ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 คือ การขยายผลในระดับทวีคูณ หรือแตกตัว เพื่อสร้างคน สร้างครู สร้างเครื่องมือยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิต (บ้าน วัด โรงเรียน) โครงการจึงยังคงดำเนินงานต่อเนื่องด้วยแนวคิด 'แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี' เพื่อชี้ให้เห็นตัวอย่างการ 'แตกตัว' ขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ โดยนำกลยุทธ์การ 'เอามื้อสามัคคี' หรือการลงแขกตามประเพณีดั้งเดิมของคนไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน เพื่อประสานความสามัคคีเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน โดยในปีหน้าที่จะผลักดันให้ไปสู่การขับเคลื่อนในระดับนโยบาย สู่เป้าหมายการขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย
          "หลังจากเราเปิดตัวโครงการเอามื้อสามัคคี ด้วยแนวคิดโคก หนอง นา ปรากฏว่ามีผู้สนใจต้องการที่จะนำโมเดลนี้ไปใช้เยอะมาก จนเราจัดทำให้ไม่ทัน ดังนั้น ในปีนี้เราจึงตั้งใจที่จะยกระดับโครงการไปสู่นโยบายระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบลุ่มน้ำทั้งหมด และให้เป็นที่พึ่งของประชาชน" อ.ไตรภพกล่าว
          ด้าน ผศ.พิเชษ โสวิทยสกุล คณะทำงาน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ปัญหาประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า การขยับขยายโครงการแตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคีในปีนี้ นอกจากจะมี 4 พื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ศาสตร์พระราชาเรายังร่วมมือกับกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในการเผยแพร่แบบมาตรฐาน "โคก หนอง นา โมเดล" ออกไปสู่ประชาชนโดยตรง เบื้องต้นได้มอบแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จำนวนประมาณ 40 แบบให้กับกรมพัฒนาที่ดินไว้แจกจ่ายประชาชน ทั้ง 40 แบบ จะเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับที่ดินขนาดแบบ 3 ไร่ 5 ไร่ หรือ 10-15 ไร่ ที่เป็นโมเดลพื้นที่ขนาดเล็กก็เพราะแนวคิดเรื่อง โคก หนอง นา นั้นที่จริงก็คือ เป็นการแปลงมาจากเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการทำเกษตรในพื้นที่ขนาดจำกัด หรือขนาดเล็ก จะได้ไปขอจากกรมพัฒนาที่ดินได้ แล้วนำไปใช้กับที่ดินของตนเองได้เลย
          "แบบมันเสร็จหมดแล้ว ส่งให้กรมพัฒนาที่ดินแล้ว  ใครที่สนใจอย่าเพิ่งไปทำทั้งขนาด 100 ไร่ เริ่มจาก 3 ไร่ หรือ 5 ไร่ก่อน หยิบไปใช้ได้เลยจากแบบมาตรฐาน ที่เป็นต้นแบบ ที่เราทำไว้ให้ แล้วกรมพัฒนาที่ดินเขาจะทำเรื่องให้มันเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐเลย เราเริ่มที่กรมพัฒนาที่ดินก่อน แต่ที่คุยไว้มี 3 กรม กรมพัฒนาที่ดิน กรม      อุทยานฯ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่ของกรมพัฒนาที่ดิน ออกแบบเสร็จแล้วมีทั้งหมด 40 แปลง" ผศ.พิเชษกล่าว
          พร้อมกับอธิบายอีกว่า การที่แบบมาตรฐานมีเยอะมากถึง 40 แบบก็เพราะที่ดินมันมี 3-4 ขนาด คือ 3 ไร่ 5 ไร่ 10 หรือ 15 ไร่ แต่ละแบบมาตรฐานจะมีรูปทรงที่ดินหลากหลายมาก เช่น บางคนมีที่ดินทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส บางคนสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือมีสัดส่วน 1 ต่อ 2 หรือบางที่ยาวสัดส่วน 1 ต่อ 3 หรือบางคนมีทรงแบบอ้วนๆ 2 ต่อ 3 การออกแบบจึงต้องมี 4 ขนาด และ 4 รูปแบบแปลน ทั้งที่จริงๆ แล้วตั้งใจจะให้มากกว่านี้ แต่เป้าหมายจริงๆ คือจะทำแบบให้ได้ 96 แบบ ซึ่งจะมีพื้นที่แบบแปลงที่ลาดไหล่เขา หรือแปลงที่อยู่ในหุบเขาด้วย แต่เราเริ่มที่ราบก่อนเพราะปัญหาที่ราบเยอะกว่าที่ภูเขา ซึ่งแบบที่ราบที่มอบให้กับกรมพัฒนาที่ดินทำสำเร็จหมดแล้ว และกำลังออกแบบให้กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ซึ่งจะเป็นในส่วนของพื้นที่ขนาดเล็ก 4 ตารางเมตร หรือ 8 ตารางเมตร  หมายรวมถึงพื้นที่คอนโดฯ ทาวน์เฮาส์ เป็นการออกแบบเชิงรั้วกินได้ หรือในพื้นที่ขนาด 100 ตารางวา หรือ 200 ตารางวา ก็จะมีแบบมาตรฐานให้ด้วย
          "กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นมีงบที่จะหนุนดำเนินการ ท่านอธิบดีก็เร่งให้ทำเรื่องนี้ ส่วนกรมสุดท้ายที่กำลังคุยอยู่คือกรมอุทยานฯ ซึ่งจะทำในพื้นที่เชิงเขา พื้นที่ป่าที่ต้องฟื้นฟู แต่ของกรมอุทยานฯ มีข้อแม้ว่า เราจะเริ่มในพื้นที่ 10 หรือ 15 ไร่ เพราะพอเป็นพื้นที่ภูเขา พื้นที่ขนาดเล็กมันไม่พอทำเกษตรผลิตได้ จึงต้องเริ่ม 10 ไร่ 15 ไร่ หรือ 20 ไร่"
          ผศ.พิเชษกล่าวอีกว่า การทำแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จะมีการดำเนินการเป็นทางการ และขณะนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อให้รัฐมีส่วนสนับสนุน โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของการขุดบ่อจิ๋วของกรมพัฒนาที่ดิน จึงต้องมีการทำให้ถูกต้องตามระเบียบ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาการตรวจรับ
          "ปัจจุบันการที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถทำเรื่องโคก หนอง นา ได้เต็มที่ เพราะมันยังไม่มีข้อมูลมาตรฐาน มีแต่ข้อมูลว่าต้องขุดสระน้ำเท่านั้นเท่านี้ กว้าง-คูณ-ยาวเท่าไหร่ แค่นั้น เราก็เลยออกแบบให้เป็นมาตรฐาน แต่ในทางอื่นที่ไม่ต้องรอกรมพัฒนาที่ดิน ผมก็แจกแบบไปแล้ว ทางเฟซบุ๊กของผม แต่มีเงื่อนไขว่าคนที่ได้แบบไปแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการอบรม เราจะให้ทำไม่เกิน 3 ไร่ แต่คนที่ผ่านการอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาแล้ว เราจะให้ได้ถึง 15 ไร่ เพราะเราไม่ต้องการให้คนที่ไม่ผ่านการอบรมแล้วไปทำ 15 ไร่ โดยที่ไม่มีความรู้ มันจะสำเร็จยาก ตอนนี้ก็ส่งไม่หวาดไม่ไหว เป็น 40 แบบที่แจกออกไป"
          ผศ.พิเชษบอกอีกว่า โคก หนอง นา โมเดล ได้รับความสนใจมาก เฉพาะเฟซบุ๊กของตนเองมีคนแชร์เรื่องแบบนี้ไปกว่า 600 คน อ่านประมาณกว่า 3 หมื่น แต่ติดปัญหาตรงที่ทีมงานส่งอีเมลแบบมาตรฐานให้ไม่ทัน เนื่องจากการแจกโมเดลจะไม่ได้แจกมั่วๆ ต้องมีการตรวจสอบมีการเช็ก คนที่จะได้แบบต้องติดต่อเข้ามาแจ้งให้รู้ว่าจะทำที่ไหน อะไร ยังไง ถ้าผ่านการอบรมแล้ว อบรมรุ่นไหน ศูนย์ไหน มีความรู้ยังไงบ้าง แต่ถ้าไม่ผ่านการอบรมอย่างน้อยต้องแจ้งเบอร์ติดต่อและสถานที่ที่จะทำ เพื่อที่เราจะได้ติดตามและวางแผนช่วยเขาได้ต่อ สมมุติบางคนทำที่สุรินทร์ เราก็มาดูว่า ที่ดินของเขาอยู่ที่ไหน และพิกัดใกล้ๆ ของเขามีเพื่อนที่ทำด้วยหรือไม่ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไปหาเพื่อน เพราะเขาทำคนเดียวไม่ไหว ส่วนแบบที่แจก เพราะไม่ต้องรอให้กรมพัฒนาที่ดินประกาศ ใช้งบส่วนตัวลงมือทำขุดบ่อไปก่อน ก็ทำได้ หรือถ้าชาวบ้านคนไหนไม่มีเงิน อาจจะต้องรอกรมพัฒนาที่ดินเพื่อใช้งบขุดบ่อจิ๋ว ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินมีงบขุดบ่อจิ๋วปีหนึ่งประมาณ 4-5 พันล้าน เราแค่ปรับงบขุดบ่อจิ๋วมาช่วยทำโคก หนอง นา แทน เรียกว่าเป็นการเปิดกว้างการใช้งบ ไม่ใช่การขุดบ่อจิ๋วอย่างเดียว การทำโคก หนอง นา ก็เหมือนการใช้งบเพื่อทำที่เก็บน้ำเหมือนกัน ซึ่งรัฐจะอุดหนุนให้เลยไม่เกิน 3 ไร่ แต่กรมพัฒนาที่ดินจะเป็นคนลงมือมาขุดให้ ไม่ได้ให้เงินโดยตรง
          "ตอนนี้ท่านอาจารย์ยักษ์ท่านก็เร่งรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินอยู่ ส่วนเราเพิ่งส่งแบบให้เมื่อเดือน มี.ค.เอง  ส่วนกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นน่าจะเร็ว เพราะอธิบดีสนใจมาก และถ้าท้องถิ่นเห็นด้วยจะเร็วกว่ากรมพัฒนาที่ดิน เพราะใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า ดูทั่วประเทศ และเขาไม่ได้สนับสนุนพื้นที่ใหญ่แค่มุมเล็กๆ ถ้าทุกบ้านมีมุมเล็กๆ ทำแบบนี้ เชื่อว่าหมู่บ้านนั้นจะยั่งยืนแน่ เพียงแต่ต้องให้ความรู้และมีอะไรอื่นๆ ให้เขา".

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น