วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

เดินหน้าชน: เทรนด์'ท้องถิ่น'


เดินหน้าชน: เทรนด์'ท้องถิ่น'
มติชน  ฉบับวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๑

          เสกสรรค์  กิตติทวีสิน
          นับจากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2561  เดินจะครบวาระการบริหารงานขององค์กรปกครองหน้าชนส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งหมด 7,852 แห่ง เท่ากับทั้งหมด จะทำหน้าที่ด้วยลมหายใจเพียวๆ ของ คสช.เท่านั้น ที่ใช้มาตรา 44 ในการตั้งรักษาการ ตั้งแต่ อบจ. เทศบาล อบต. เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร โดยแบ่งเป็น อบจ. 76 แห่ง ที่คาดว่าจะได้คืนสิทธิการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสนามแรกของยุค คสช. ที่เหลือค่อยๆ เลือกตั้งกันไป เพื่อลดความหนาแน่นของการจัดเลือกตั้งที่ไม่สามารถจัดในคราวเดียวกันได้ เป็นเทศบาลทั้งหมด 2,441 แห่ง แยกซอยเป็นเทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 178 แห่ง เทศบาลตำบล 2,233 แห่ง และลงมาเป็น อบต. 5,333 แห่ง ที่เหลือเป็น กทม.กับเมืองพัทยา
          ขณะที่โรดแมปใหญ่เริ่มยืดออกไป จากที่จะตั้งเต็นท์คูหาเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 ทุกอย่างก็เริ่มแขวนอยู่บนการคาดเดา เคยมีการปักหมุดเมื่อต้นปีว่า อาจจะเห็นธงเลือกตั้ง อปท.ในช่วงมิถุนายน หรือกรกฎาคม และสิงหาคมของปีนี้ โดยมีคำให้สัมภาษณ์ของทั้ง 2 รองนายกรัฐมนตรี ที่พูดในเวลาใกล้เคียงกันขณะนั้นว่า จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นในปีนี้ ท่ามกลางปมการแก้กฎหมายท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ ที่ยังอยู่บนสายพาน
          ในแง่ความรู้สึกของประชาชนยกเว้น กทม.ที่คุ้นเคยกับการกาบัตรกับช่วงที่ต้องอยู่นิ่งๆ เวลานี้ สามารถเปรียบเทียบภาพในอดีตกับปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นว่า ระหว่างบ้านเมืองที่มีนักการเมืองท้องถิ่น กับการตั้งคนมารักษาการ ยุคไหนดีกว่ากัน
          เมื่อก่อนประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแอบนินทา เพราะล้วนมาจากการเลือกของเสียงสวรรค์ทั้งสิ้น หากมัวแต่กินดะและขี้เกียจทำงาน หรือทำงานไม่เป็น มีสิทธิถูกเขี่ยพ้นไปจากท้องถิ่น แตกต่างกับคนที่นั่งรักษาการเป็นข้าราชการ ชาวบ้านไม่คุ้นเหมือนเข้าไม่ถึง มองตาก็แล้ว ก็ไม่เคยรู้ใจว่าคิดอะไรอยู่ คนรักษาการไม่ต้องเดือดร้อนอะไร ทำตามหน้าที่ ไร้แรงเสียดทาน ชาวบ้านได้แต่ซุบซิบกัน
          ขณะที่บรรยากาศล่าสุด มีเรื่องการไล่ดูดของนักการเมือง การตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมทั้งเทรนด์นักการเมืองรุ่นใหม่กำลังมาแรงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในส่วนของท้องถิ่นเวลานี้ก็เริ่มมีแล้วเช่นกัน นอกจากนักการเมืองระดับชาติเริ่มหลีกกับกฎกติกาหยุมหยิมรอบตัว ส่วนหนึ่งเตรียมแต่งตัวลงสู้สนามการเมืองท้องถิ่นที่ไม่มีกลไกซับซ้อน เลือกตั้งตรงจากประชาชน ไม่ต้องลุ้นกับระบบคัดตัวแบบไพรมารี ยังมีนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมอาจจะเริ่มน่าเบื่อ รวมถึงอีกหลายคนที่ติดล็อก ม.44 ไม่แน่ใจว่าจะมีใครรอดได้ไปต่อหรือต้องไปสู้คดีทุจริต ทำให้นักการเมืองสนามใหญ่เกิดช่อง "ลุ้น" แต่ที่น่าสนใจ เทรนด์คนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัลในท้องถิ่นกำลังเข้ามาตามเงื่อนไขของร่างกฎหมายท้องถิ่นที่ปรับแก้ไขสเปกผู้สมัครให้ทันสมัยขึ้น
          ในอดีตเคยมีให้เห็นแล้วว่า นักการเมืองท้องถิ่นที่ใช้สมองและความรู้ความสามารถทำให้บ้านเมืองเจริญเติบโตได้ดี เป็นโมเดลไม่ตกยุคแต่หายาก ไม่ว่าจะเป็นแบบของ "พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ" หรือ "นายกอ๋า" นายกเทศมนตรีนครยะลา คนรุ่นใหม่กระโดดลงเล่นการเมืองท้องถิ่นเมื่อปี 2545 จาก ส.จ.ก่อนผันตัวชิงนายกนครยะลามาได้ หรือแบบของ "นิพนธ์ คนขยัน" นายก อบจ.บึงกาฬคนแรกในปี 2554 เป็นอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยที่คิดไม่เหมือน ส.ส.ขณะนั้น ขอลงสนามเล็กที่ถนัดกว่า ตั้งกลุ่มเพื่อไทบึงกาฬสู้จนชนะตัวแทนพรรคใหญ่
          สรุปกันตามหน้าตักได้ว่า สนามการเมืองท้องถิ่นจากนี้ไป นอกจากนักการเมืองใหญ่ที่ขอย่อสนามเล็ก ยังมีนักการเมืองท้องถิ่นขาประจำที่คร่ำหวอดในพื้นที่ และนักการเมืองรุ่นใหม่ที่จะได้เห็นในหลายจังหวัด
          ส่วนคำว่า "ชาวบ้าน" ที่เรียกกันติดปาก ทุกวันนี้ต้องเหมารวมถึงประชาชนรุ่นใหม่จนถึงรุ่นกลางที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางการศึกษาที่สูงขึ้นตามและมีมากขึ้น ก็พร้อมเปิดกว้างรับฟังคนรุ่นใหม่ ส่วนชาวบ้าน "รุ่นเก่า" สัมผัสตำนานการเมืองท้องถิ่นและการเมืองใหญ่มาหลายรูปแบบ ก็พร้อมให้โอกาสเหมือนที่เคยให้กันมาในอดีต
          สนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีเกิดขึ้น จึงเป็นการ "วัดใจ" ประชาชนที่มีคนละ 1 เสียงจะชอบเทรนด์ไหนกันแน่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น