| ยื้อภาษีที่ดิน โค้งท้ายอุ้มนายทุน |
| โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๑ |
| เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง ยื้อภาษีที่ดิน โค้งท้ายอุ้มนายทุน ถึงวันนี้ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ก็ยังไม่สามารถผ่านการพิจารณาความเห็นชอบวาระ 2 และ 3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ที่มี วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เป็นประธานได้ขยายเวลา การพิจารณาออกไปอีก 2 เดือน หลังจากก่อนหน้านี้มีการขยายเวลาการพิจารณาออกมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดว่า ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะบังคับใช้ได้ทันกำหนดเดิมปี 2562 จากเดิม ที่เคยคาดว่าจะในปี 2561 ความล่าช้าการพิจารณาของ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะยังมีประเด็นที่ดินที่ได้รับการบรรเทาการเก็บภาษี เช่น ที่ดินที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ของสนามบิน โรงเรียนเอกชน มหาวิทยาลัย สนามกีฬา และ ที่สนามกอล์ฟ ซึ่งเบื้องต้นจะได้ลดการเก็บภาษีถึง 90% อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงคัดค้านการบรรเทาภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะสนามกีฬาบางประเภท โดยเฉพาะสนามกอล์ฟ เนื่องจากเป็นกีฬาของคนที่มีฐานะ แม้ว่าคณะกรรมาธิการจะเห็นว่าสนามกอล์ฟ ก็เหมือนสนามกีฬาประเภทอื่นๆ อีกทั้งสนามกอล์ฟยังถูกเก็บภาษีความฟุ่มเฟือยและภาษีสิ่งแวดล้อมจากฐานการเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ากรรมาธิการมีข้อสรุปแล้ว แต่ก็ได้มีการขยายเวลาการพิจารณาเพิ่มมากขึ้น เป็นการซื้อเวลาให้สังคมยอมรับการ ผ่อนผันดังกล่าว เพราะกลุ่มที่ได้ประโยชน์ล้วนแต่เป็นกลุ่มทุนหรือ เหล่าบรรดาเศรษฐีเป็นหลัก ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการได้ขยายเวลาการพิจารณา โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบให้ลดการยกเว้นเก็บภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท ทำให้มีคนต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 3 หมื่นราย แต่ผู้เสียภาษีคิดเป็นแค่ 1% ของ ผู้ที่มีบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น ส่วนการเก็บภาษีที่ดินเพื่อการเกษตร ยังยกเว้นมูลค่าที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท เหมือนเดิม เนื่องจากรัฐบาลต้องการสนับสนุนการเกษตร การแก้ดังกล่าวเป็นการลดการต่อต้านของผู้เสียภาษีมาแล้วหนึ่งครั้ง หลังจากถูกมองว่าการเว้นภาษีบ้านที่อยู่อาศัยถึง 50 ล้านบาท เป็นการ เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวย ถัดมาจากนั้นคณะกรรมาธิการ ก็ยอมถอยหลังลดแรงต้านการออก พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่การกำหนดเพดานอัตราภาษีลดลง 40% จากมติเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและ ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งประชาชนได้ปรับตัวกับภาษีใหม่ สำหรับอัตราเพดานภาษีใหม่ประกอบด้วยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกษตรกรรมให้ลดจาก 0.2% เหลือ 0.15% ที่อยู่อาศัยลดจาก 0.5% เหลือ 0.3% อื่นๆ ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ลดลงจาก 2% เหลือ 1.2% และที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ทำประโยชน์ ลดจาก 2% เพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทุก 3 ปี แต่สูงสุด ไม่เกิน 5% ให้ลดเหลือ 1.2% เพิ่ม 0.3% ทุก 3 ปี แต่สูงสุดไม่เกิน 3% การลดเพดานอัตราภาษีดังกล่าว ทำให้ผู้เสียภาษีทุกกลุ่มได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนผู้ที่เสียภาษีที่ดินเชิงพาณิชย์ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพราะเพดานใหม่ทำให้ภาษีลดลงไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่ายังสูงกว่ากลุ่มที่ดินเพื่อการเกษตรและอยู่อาศัยก็ตาม นอกจากนี้ อัตราภาษีที่จัดเก็บจริงใน 2 ปี แรกก็จะเป็นอัตราที่ต่ำมาก เพื่อให้ผู้เสียภาษีได้ปรับตัว มีการกำหนดยกเว้นภาษี เช่น ภาษีที่อยู่อาศัยในส่วนมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาทแรกไม่เสีย และภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมส่วน ที่เกินไม่ 50 ล้านบาทแรกไม่ต้องเสีย เป็นต้น ยิ่งลงไปดูในรายละเอียดของ ผลการศึกษาจะพบว่า สำหรับอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เกษตรกรรมที่มีบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ 0-50 ล้านบาท ไม่เสียภาษี ในส่วนของเกษตรกรรมที่มีนิติบุคคลเป็นเจ้าของ มูลค่า 0-75 ล้านบาท ก็เสียภาษีเพียง 0.01% เท่านั้น สำหรับที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ ทำประโยชน์ 0-50 ล้านบาท เก็บ 0.3% มูลค่า 50-200 ล้านบาท เก็บ 0.4% มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.5% มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท เก็บ 0.6% และมูลค่าเกิน 5,000 ล้านบาท เก็บ 0.7% ก็ถือว่าลดภาระจากร่างกฎหมายเดิมอย่างมาก นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยังได้เพิ่มเติมบทเฉพาะกาลเพื่อบรรเทาภาระภาษี ให้กับผู้เสียภาษีที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมใน 3 ปีแรก ปีแรก ภาษีเก่าบวก 25% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น ปีที่สอง ภาษีเก่าบวก 50% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น ปีที่สาม ภาษีเก่าบวก 75% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น และปีที่สี่ จะต้องจ่ายเต็มจำนวน ตลอดจนยังอนุญาตให้มีการผ่อนชำระได้ด้วย การผ่อนผันเปิดทางต่อรอง ลดอัตราการเก็บภาษีที่ดินมาหลายครั้ง ส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องการให้กฎหมายนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่กระทรวงการคลังพยายามผลักดันกฎหมายนี้มา 24 ปี 12 รัฐบาล โดยยืนเส้นตายให้มีผลบังคับใช้ในปี 2562 เพราะเป็นกฎหมายที่ส่งผลดีทำให้การเก็บภาษีของไทยเป็นสากลมีการเก็บภาษีจากทรัพย์สินมากขึ้น จากเดิมมีการเก็บภาษีจากทรัพย์แค่การเก็บภาษีมรดกเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มรายได้ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นผู้เก็บภาษี ลดภาระการสนับสนุนจากรัฐบาล คาดว่า อปท.จะเก็บภาษีได้ปีละ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 11-12% ของรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งถือไม่มาก เนื่องจากมีการ ลดเพดานและอัตราการเก็บภาษีลงมาจำนวนมาก รวมถึงการพิจารณายกเว้นการเก็บภาษีของกลุ่มทุนที่แฝงอยู่ในธุรกิจกีฬา ที่ทำให้คณะกรรมาธิการต้องขยายเวลาการพิจารณายาวออกไปถึง 60 วัน หรือ 2 เดือนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การเปิดทางให้เอกชนนายทุนต่อรองการเก็บภาษีที่ดินครั้งนี้ น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าต่อรองไปได้จำนวนมากแล้ว ทำให้การใช้กฎหมายล่าช้า การเก็บภาษีลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิมมาก ซึ่งคาดได้ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากประธานกรรมาธิการออกมาเปิดเผยล่าสุดมากนัก แต่การขยายเวลาออกไปก็เพื่อดูในรายละเอียดของกฎหมาย การหาเหตุผลที่จะตอบกับสังคมในการลดหย่อนภาษีกับนายทุนที่แฝงอยู่ในธุรกิจกีฬา และเป็นการซื้อเวลาให้สังคมค่อยๆ ยอมรับการผ่อนผันดังกล่าวลดการ ต่อต้านการออกกฎหมาย นอกจากนี้ เมื่อดูจากเงื่อนไขเวลาการบริหารงานของรัฐบาล ยังเห็นว่า มีเวลาเหลือมากพอ เพราะกว่าจะ เลือกตั้งใหม่อย่างเร็วสุดก็ต้นปี 2562 การเลื่อนการพิจารณาไปอีก 2 เดือน ก็ยังไม่กระทบกับการพิจารณาของสนช. ในวาระ 2 และ 3 ได้ในกลางปีนี้และให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ปี 2562 |
เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวงงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ฅนเทศบาล
เมนูหลัก
ข่าวท้องถิ่น
ระเบียบบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานการบริหารงานบุคคลพนักงานส่วนท้องถิ่น
วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561
ยื้อภาษีที่ดิน โค้งท้ายอุ้มนายทุน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น