วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

คอลัมน์ หมายเหตุประชาชน: 'พิษสุนัขบ้า' แมวก็เป็นได้

คอลัมน์ หมายเหตุประชาชน: 'พิษสุนัขบ้า' แมวก็เป็นได้
เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

          ทีมเดลินิวส์ 38
          article@dailynews.co.th

          แม้จะมีชื่อว่า "โรคพิษสุนัขบ้า" แต่ไม่ใช่แค่สุนัขเท่านั้นที่เป็นโรคนี้ได้ แมวก็สามารถเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เหมือนกัน ดังนั้นควรพาแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าด้วยเหมือนกัน
          โรคพิษสุนัขบ้านั้นเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต โดยที่เชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า จะเข้าสู่ร่างกายคนหรือสัตว์ทางบาดแผลที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดโดยตรง หรือน้ำลายสัตว์ไปสัมผัสบริเวณบาด แผลที่ฉีกขาดที่ผิวหนังหรือตามเยื่อเมือกต่าง ๆ ของร่างกายเช่น เยื่อเมือกบริเวณปาก ตา จมูก เป็นต้น
          วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการพาสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และหากถูกสุนัขหรือแมวกัดหรือข่วน ก็ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการฉีดวัคซีน เพื่อตรวจดูว่าจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่
          ปีนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้วหลายราย ทำให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้ากันมากขึ้น และเพื่อทำให้สามารถระบุชนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ต้องควบคุมทุกชนิด ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์หรือ ซากสัตว์เว้นแต่ได้รับอนุญาต และสัตวแพทย์สามารถสั่งดำเนินการกับสัตว์ป่วยหรือสงสัยว่าป่วยหรือสงสัยว่าเป็นพาหะของโรคระบาดได้ทันที กรมปศุสัตว์ จึงได้ประกาศเขตโรคระบาดเพื่อกำหนดพื้นที่ควบคุมในระยะ 5 กิโลเมตร รอบจุดเกิด
          โดยนับตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 61   กรมปศุสัตว์ได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวไปแล้ว จำนวน 49 จังหวัด และลดลงเหลือ 39 จังหวัดในปัจจุบัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ นครราชสีมา ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อุดรธานี เชียงราย ตาก ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล ระนอง พิจิตร สมุทรสาคร ชัยภูมิ เพชรบุรี พะเยา นครพนม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และปทุมธานี
          นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นลงพื้นที่ฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวทั่วประเทศ ตั้งเป้าไว้ที่ 8.24 ล้านตัว และได้ดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้ว ตั้งแต่เดือนต.ค. 60 ถึงวันที่ 15 เม.ย. 61 รวมทั้งสิ้น 4,046,533 ตัว โดยการฉีดวัคซีนรอบ จุดเกิดโรคในรัศมี 5 กม.ได้ 100% แล้ว และคาดว่าในช่วงรณรงค์ (มี.ค.-พ.ค.) จะฉีดวัคซีนได้ 80% ของสุนัข-แมวทั่วประเทศ
          กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นยังได้ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมวแล้ว 7.3 ล้านตัว โดยยอดที่สำรวจสุนัข แมวในปีที่ผ่านมามีประมาณ 10 ล้านตัว
          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะปลอดภัย  ถ้ามีบาดแผลจากการถูกกัดหรือข่วน ของสุนัขและแมว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนที่มีข้อสงสัย สามารถโทรฯ สอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
          ในช่วงหน้าร้อนนี้ นอกจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ยังมีโรคอื่น ๆ ที่คนเลี้ยงแมวควรใส่ใจ ทีมสัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งมีทั้ง สพญ.พนิดา เดชมณีธรชัย, สพญ. ประพาฬรัตน์ ศุภสิทธิจันทร์, สพญ.ปิยวรรณ ภู่ระหงษ์ และ สพญ.ศรัญญา ประพิตรภา ร่วมกันให้ข้อมูลในงานเปิดคลินิกแมว ว่า โรคยอดฮิตของสัตว์เลี้ยงในหน้าร้อน อาทิ เชื้อรา เนื่องจากการอาบน้ำ แต่เป่าขนไม่แห้ง และโรคยอดฮิตในขณะนี้ คือ พิษสุนัขบ้า ซึ่งแมวสามารถเป็นได้ 100% แต่ที่เรียกว่าพิษสุนัขบ้า เป็นเพราะสามารถเห็นในสุนัขชัดเจนกว่า ในแมวดูอาการยาก ซึ่งเจ้าของสามารถสังเกตพฤติกรรมได้จาก พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ไม่กินข้าว ซึม มีอาการกลัวสิ่งรอบข้างอย่างผิดปกติ เช่น กลัวแสง เป็นต้น
          การฉีดวัคซีนให้กับแมว  แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ วัคซีนที่จำเป็นต้องฉีด จำพวกไข้หัดหวัดแมว และพิษสุนัขบ้า ให้ฉีดตอนอายุ 2 เดือน แต่กรณีลูกแมวกำพร้าไม่ได้ดูดนมแม่แนะนำที่อายุ 1 เดือนครึ่ง แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ เมื่อครบ 3 เข็ม ให้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า 2 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ และกระตุ้นตอนอายุ 1 ปี หลักจากนั้นฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าทุกปี กลุ่มที่ 2 คือ วัคซีนที่ฉีดตามสภาวะการเลี้ยงและสภาวะแมว เช่น ถ้าเลี้ยงกึ่งปล่อย กลางวันออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็ควรทำวัคซีนลูคีเมียด้วย
          นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว เจ้าของควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง และต้องหยอดเห็บหมัด ทุก 1 เดือน เพื่อป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ เพราะประเทศไทยมียุงทุกฤดู, ทุก 3 เดือน ควรถ่ายพยาธิเพื่อสุขภาพที่ดี และตรวจเลือดเป็นประจำทุกปี เพราะ 1 ปีมนุษย์เท่ากับ 7 ปีสัตว์เลี้ยง ดังนั้นเราควรป้องกันก่อนตรวจพบทีหลัง เพื่อให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับเราไปได้นาน ๆ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น