วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561

รายงานพิเศษ: จ่อแล้ว! ร่างถอดถอนคนท้องถิ่นฉบับใหม่ แม้ 6 กม.เลือกตั้งท้องถิ่นไม่ทันใช้ปีนี้

รายงานพิเศษ: จ่อแล้ว! ร่างถอดถอนคนท้องถิ่นฉบับใหม่ แม้ 6 กม.เลือกตั้งท้องถิ่นไม่ทันใช้ปีนี้
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา  ฉบับวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑ 

          ใหม่ โคราช
          ความคืบหน้าสำหรับ “การเลือกตั้งท้องถิ่น” ยังคงเดินหน้าแบบเงียบๆ แม้สัปดาห์ที่ผ่านมา “นายดิสทัต โหตระกิตย์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ออกมายอมรับว่า มีความก้าวหน้าในการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.., ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.., (อบต.), ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ... (อบจ.), ร่าง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ..., ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ... และ ร่าง พ.ร.บ.บริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ...
          มีความก้าวหน้าอย่างไร ท่านบอกว่า “มีการพิจารณาไปแล้ว 87 มาตรา จาก 130 มาตรา แต่ 80 มาตราดังกล่าวเป็นไปด้วยความยุ่งยาก เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องการกำหนดกระบวนการที่ดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการกำหนดรายละเอียดขั้นตอนและกำหนดข้อห้ามการกระทำต่างๆ ภายในหน่วยเลือกตั้งและบริเวณเลือกตั้งจำนวนมาก
          “คณะกรรมการกฤษฎีกาจะต้องพิจารณาว่า ประเด็นเหล่านี้จะปฏิบัติได้หรือไม่ จะปฏิบัติอย่างไร และมีโทษอะไรที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถเสร็จภายในเดือน เม.ย..ได้ เนื่องจากมีวันหยุดจำนวนมาก”
          ตามความเห็นเดิมของคนในรัฐบาล คือ “ปีหน้า” หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยก “ร่างกฎหมายทั้งหมด” รวมถึงคณะรัฐมนตรี ก็ได้เห็นชอบ อยู่ในขั้นตอน คณะกรรมการกฤษฎีกาอีกรอบ ก่อนจะนำเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบต่อไป
          “คาดว่าการบังคับใช้กฎหมายทั้ง 6 ฉบับคงไม่ทันภายในปีนี้ เพราะต้องใช้เวลารับฟังความเห็นในการแก้กฎหมายในช่วง 1 เดือนที่เหลือ”
          อย่างวันก่อน แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับ ร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 24 เม.ย. 61 กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เสนอขอความเห็นต่อ “มาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น” เนื่องจากมีพฤติกรรมในทางทุจริตหลังจากได้รับมอบหมายจากที่ประชุม ครม.ให้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมเป็นไปได้ถึงข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว โดยเสนอให้มีการแก้ไขเกี่ยวกับการสอบสวนการวินิจฉัย และการสั่งให้สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง
          ครม.รับทราบ เรื่องที่สำคัญๆ เช่น กำหนดให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” มีหน้าที่สอบสวน และวินิจฉัยโดยเร็ว แม้ว่าสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นจะได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และถ้าในขณะที่มีคำสั่งดังกล่าว ผู้นั้นกำลังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นอันเป็นผลจากการเลือกตั้งต่างวาระกันให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งที่กำลังดำรงอยู่ด้วย
          นอกจากนี้ ยังแก้ไขให้สามารถดำเนินการสอบสวนแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ในทุกกรณี แม้ผู้กล่าวหานั้นจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม อีกทั้งถ้าเห็นว่า ผู้ถูกสอบสวนมีพฤติการณ์ตามที่ถูกสอบสวน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอผลการสอบสวน พร้อมความเห็นต่อ รมว.มหาดไทย ภายใน 50 วัน นับแต่วันที่สอบสวนเสร็จ และให้ รมว.มหาดไทย สั่งให้ผู้ถูกสอบสวนพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่า ผู้นั้นจะได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้วหรือไม่ก็ตาม
          โดยในคำสั่งดังกล่าวให้ระบุเหตุผลที่ทำให้พ้นจากตำแหน่งไว้ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ รมว.มหาดไทย มีคำสั่งและให้ถือว่า วันที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว เป็นวันเริ่มรับระยะเวลาต้องห้ามการใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้ง ทั้งนี้ คำสั่งของ รมว.มหาดไทย ตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด
          นอกจากนี้ มท. และ สคก. ยังเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้ง อปท. รวมทั้งกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ให้เพิ่มบทบัญญัติ “การไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในทางทุจริต” เป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในทุกตำแหน่ง อาทิ บุคคลผู้ที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่า คดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
          รวมถึงเสนอเพิ่มบทกำหนดโทษกรณีบุคคล ซึ่งรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่า ตนเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี และ มท.ยังเสนอให้เพิ่มเติมประเด็นที่กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่น ต้องไม่ทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติกรรมฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ไม่จงใจปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมติ ครม. อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
          ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้การดำเนินการ ประกอบด้วย กำหนดให้สำนักไต่สวนการทุจริต ถือเป็นแนวทางปฏิบัติกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ให้ส่งรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลการสอบสวนหรือสำเนาคำสั่งลงโทษให้สำนักงาน ป.ป.ช. ทราบ
          ทั้งนี้ ให้ใช้เฉพาะกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
          รวบรวมข้อมูลรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดหวังผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นทั้งหมด ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณามอบหมายนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตลอดจนส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้ง พร้อมกับให้มีการติดตามผลการดำเนินการดังกล่าว
          พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีบทบัญญัติในการดำเนินการต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งที่ไม่มีโทษ ทางวินัย ให้เพิ่มเติมบทบัญญัติว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิด สามารถดำเนินการทางวินัยหรืออยู่ในบังคับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 234 (1) และมาตรา 235 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และ มีผลทำให้บุคคลดังกล่าวไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก
          ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้ “กระทรวงมหาดไทย” พิจารณาข้อมูลรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น โดยมอบหมายนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการสอบสวนและวินิจฉัยสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพ หรือนำผลการสอบสวนดังกล่าวไปสู่การดำเนินคดีในทางอาญาหรือทางแพ่งต่อไป ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้องและให้รายงานผลการสอบสวนหรือสำเนาคำสั่งลงโทษให้สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบด้วย
          พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 โดยเพิ่มบทบัญญัติ “การไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในทางทุจริต” กำหนดเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในทุกตำแหน่งเช่นเดียวกับการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งต่างๆ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537
          สุดท้ายเสนอ ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาข้อมูลตามรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น นำมาประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
          ทั้งหมด เป็นรายงานที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ “เพื่อดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น” จากพฤติกรรมในทางทุจริต เป็นการให้อำนาจบุคคล สอบสวน การวินิจฉัย และการสั่งให้สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ที่จะนำมาใช้ในเร็วๆ นี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น