วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

เจาะประเด็นร้อน อปท.: ประเด็นร่าง พรบ.บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ฉบับใหม่ ตอนที่ 17 : การสอบคัดเลือก สายบริหารอำนวยการ ตอน 1


เจาะประเด็นร้อน อปท.: ประเด็นร่าง พรบ.บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ฉบับใหม่ ตอนที่ 17 : การสอบคัดเลือก สายบริหารอำนวยการ ตอน 1
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๑

          ทีมวิชาการสมาคม
          พนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย
          เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561 ณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มี การสอบสายบริหารและอำนวยการข้าราช การส่วนท้องถิ่น มีข้อวิพากษ์ตำนานให้ได้เล่าขานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระแสลบหรือบวกก็คงเป็นแง่มุมให้ได้คิดกัน เพราะคงไม่มีผลไปเปลี่ยนแปลง "มติของ ก.กลาง" ที่ได้รับมอบอำนาจจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบที่ 8/2560 ให้จัดการสอบครั้งนี้ซึ่ง ก.กลาง โดย "คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)" ได้มีการเตรียมการวางแผนมาแล้วเป็นระยะเวลาอย่างยาวนาน เอาเป็นว่าตั้งแต่ก่อนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคนก่อน(ก่อน 1 ตุลาคม 2560) และกว่าการจัดการสอบจะแล้วเสร็จและบรรจุแต่งตั้งได้คงอีกนาน อย่าเกินมิถุนายน 2561 ก็แล้วกัน
          อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งว่า การสอบในครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิสอบทั้งสิ้น 24,436 คน แบ่งเป็นระดับสูง 1,663 คน ระดับกลาง 9,810 คน ระดับต้น 10,913 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 836 คนและผู้อำนวยการสถานศึกษา 1,214 คน โดยแบ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิสอบในรอบเช้า ช่วงเวลา9.00 - 11.30 น. จำนวน 11,473 คน ซึ่งมีผู้เข้าสอบจริง จำนวน 9,870 คน ขาดสอบจำนวน 1,603 คน และสำหรับรอบบ่ายช่วงเวลา 14.00 น. - 16.30 น. มีผู้มีสิทธิเข้าสอบจำนวน 12,963 คน ซึ่งมีผู้เข้าสอบจำนวน 11,055 คน ขาดสอบจำนวน 1,908 คน รวมมีผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 20,925 คน คิดเป็นร้อยละ 85.63 ของผู้มีสิทธิสอบทั้งหมดโดยจะดำเนินการบรรจุครั้งแรกจำนวน9,895 อัตรา ซึ่งบัญชีจะมีอายุ 1 ปี เมื่อสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ผู้สอบจะต้องเข้าสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งต่อไป (สอบสัมภาษณ์) ทั้งนี้ จะประกาศผลผู้มีสิทธิสอบภาคความเหมาะสมภายในวันที่ 1 พฤษภาคม2561 นี้ โดยผู้ที่สอบผ่านจะต้องส่งผลงานที่ประสบความสำเร็จและวิสัยทัศน์ถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2561
          สถานการณ์การสอบที่อลหม่าน
          ลองมาดูข้อสังเกตตามกระแสกัน มีข้อสังเกตที่น่าทึ่งมาก ๆ ถือเป็นประสบการณ์การสอบของผู้เข้าสอบที่ไม่เหมือนใคร และไม่น่าจะมีใครเหมือน ด้วยปริมาณจำนวนผู้เข้าสอบที่มากกว่าสนามสอบใดๆ เอาเป็นว่าน้องๆ สนาม "สอบแข่งขัน" สนามหนึ่งก็ได้ขอเล่าเรื่องฝากไว้เป็นหน้าประวัติศาสตร์
          (1) เรื่องสถานที่สอบถือว่าสุดยอดสมบูรณ์ แต่การให้ท้องถิ่นมาสอบที่เดียวกันซึ่งไม่เคย ไม่รู้จัก จึงต้องมาเป็นหมู่คณะ หรือบางคนมีสามีภรรยาเป็นผู้ติดตาม จึงทำให้การจราจรในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ติดขัด วิ่งหาห้องสอบกันแทบไม่ทัน หรือบางคนมาตั้งแต่เช้าจนเป็นลม (2) ปัญหาการจราจรกรุงเทพและปริมณฑลทำให้ผู้สอบต้องพยายามหาที่พักใกล้เคียงเพื่อให้ทันสอบปัญหารถ ปัญหาที่จอดระทำให้การบริหารเวลาแบบจวนเจียน กว่าจะได้ถึงห้องสอบบางคนต้องเป็นลม (3) การจัดการสอบห้ามอุปกรณ์ส่วนตัว ยา อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องประดับ พระเครื่อง เงิน ธนบัตร ฯลฯ  ทำให้มีปัญหาในการฝากสิ่งของ และการติดต่อสื่อสารกัน (4) เรื่องข้อสอบอัตนัย ปรนัย มีข้อโต้แย้งเรื่องมาตรฐานในตำแหน่งที่สอบ แต่ปรากฏว่าไม่มี รวมถึงตำแหน่งต่างๆ ในระดับเดียวกัน เพราะเป็นการใช้ข้อสอบชุดเดียวกันของ อบต. อบจ. เทศบาล เพราะภารกิจหน้าที่ อปท. ที่แตกต่างกัน (5) การสอบเช่นนี้ด้วยวิธีการเช่นนี้ มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ถูกทาง ปัญหาคืออะไรต้องแก้ที่ปัญหา ที่จริงปัญหาคือ"ระบบอุปถัมภ์" หรือการให้ "อำนาจนักการเมืองแบบสิทธิขาดมาก" (ล้นฟ้า) หรือการ "ขาดการถ่วงดุลอำนาจ" เพื่อคุณธรรมก็ต้องแก้ไขกันตรงนั้น เป็นต้น (6) ควรมีการทบทวนพิจารณารูปแบบวิธีการในการสอบใหม่ เช่น การสอบรูปแบบนี้ใช้เหมาะสำหรับการเปลี่ยนสายงาน ส่วนความก้าวหน้าในสายงานโดยเฉพาะสายงานบริหารอำนวยการฯ ควรหาวิธีอื่น เหล่านี้เป็นเพียงความเห็นหนึ่ง ที่จะสะท้อนออกมาเพื่อช่วยกันหาแนวทางแก้ไขในโอกาสต่อไป
          สรุปภาพรวมในประเด็นต่างๆ
          ในเรื่อง (1) การถูกควบคุมเข้มการจัดแบบแถวทหาร คงไม่ทำให้เกิดความอึดอัด ใดเพราะคนสอบได้ถอดหัวโขนออกไว้ ณ ที่ทำงานแล้ว ความสะดวกสบายถูกจำกัดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ความหงุดหงิดก็มีบ้าง เช่นการทำข้อเขียนไม่ได้เรียบร้อยสมบูรณ์  เพราะมัวไปเพ่งอ่านทบทวนข้อสอบปรนัยจนเลยกินเวลาการสอบข้อเขียนไป บางคนอาจมีปัญหาสุขภาพ หรือต้องเข้าห้องน้ำบ่อย อาจเป็นอุปสรรคบ้าง ตลอดจนลายมือที่อ่านยากเพราะเร่งรีบในการเขียนที่คนตรวจคงอ่านลำบาก ซึ่งอาจเกิดความกังวลใจเรื่องกรรมการตรวจข้อสอบบ้าง แม้ก่อนหน้านั้นได้มีประกาศกำหนดกรอบข้อสอบไว้แล้ว ก็ตามก่อนวันสอบมีผู้สอบหลายคนสมัครเข้ารับการติวข้อสอบจากบรรดาอดีตบุคลากรท้องถิ่นผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คงได้แนวคิดแนว ข้อสอบบ้างตามความขยันและภูมิความรู้ที่มี ของผู้สอบแต่ละคน อีกทั้งความรู้มุมมองและแง่มุมที่ได้จากการติว อาจนำไปใช้ในการทำงานด้วย เป็นการความเพิ่มความมั่นใจในการสอบ และก็มั่นใจในโอกาสที่เปิด สอบครั้งนี้ว่า จะมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมเหมือนเช่นเดิมที่ส่วนกลางได้ดำเนินการเมื่อ ครั้งปี 2542 -2546 (2) สำหรับผู้สอบสายบริหารอำนวยการที่ไม่เคยผ่านระบบสอบส่วนกลางมาก่อนก็คงภูมิใจเถิดที่ได้สอบใน ส่วนกลางอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรารู้ว่า  แท้ที่จริงนั้นตำแหน่งและอำนาจมิใช่เป็นสมบัติของเรา แต่มันเป็นขององค์กร(อปท.) เพราะเมื่อเราย้ายตำแหน่งไปคนอื่นเขาก็มาใช้แทน เราต่างหากที่จะต้องสวมตำแหน่ง(แต่งตั้ง) และทำหน้าที่บทบาทในตำแหน่งนั้น เพื่อสร้างประโยชน์สร้างคุณค่าให้แก่องค์กร และประชาชน ได้อย่างสมบูรณ์เป็นธรรมถูก ต้องคุ้มค่าได้อย่างไรต่างหาก (3) ปัญหาการจราจรในการไปสอบการเข้าห้องน้ำ หรือข้อจำกัดในความสะดวกใดๆ เป็นสภาพปัญหาที่ย่อมมีเป็นธรรมดาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการการวางแผนตนเองของผู้เข้าสอบเป็นสำคัญ เป็นหน้าที่ในการปรับตนเองให้เข้ากับริบท มิใช่ให้บริบทปรับให้มาหาตนเอง
          ยุทธการน้ำเก่าไล่น้ำใหม่
          ในการสอบสายบริหารและอำนวยการระยะแรกอาจยังไม่เห็นผลเพราะบุคลากรคนเดิม ที่มาจากระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่ในระบบฉะนั้น คงต้องสอบสายบริหารฯ ไปอีกสักระยะหนึ่ง หรืออีกอย่างต่ำ 5 ปี จนกว่าจะมีบุคลากรคนในระบบใหม่ หรือ "คนจากระบบคุณธรรม" ที่ใช้ความรู้ความสามารถในการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยหวังว่าคนจากระบบใหม่นี้จะเข้าไปมีอำนาจในการตัดสินใจและบริการงานฝ่ายประจำของอปท. ได้อย่างเต็มกำลัง และ หวังว่าต่อไปว่า "การทุจริตการบริหารงานบุคคล อปท."(ที่หมายรวมถึงระบบอุป ถัมภ์ด้วย) คงลดลงไม่ยากเหมือนเช่นทุกวันนี้แต่ก็หวังว่าให้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงใน "บุคลากรท้องถิ่น" อปท. ขนาดกลางไปก่อนโดยเฉพาะในสายบริหารฯ สำหรับ อปท.ที่เป็นเมืองใหญ่เช่น ทม. ทน.คงยากเพราะในบริบทปัจจุบันตลอดเวลากว่า 18 ปีระบบการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นทั้งหมด ส่วนใหญ่ (คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยละ 60-70 หรือกว่านี้) ได้ถูกวางขุมกำลังไว้ด้วยระบบอุปถัมภ์หมดแล้วจากนักการเมืองรุ่นก่อน ไม่ว่าตำแหน่งปลัดรองปลัด หัวหน้าส่วนฯ ลงมาถึงเจ้าหน้าที่สายผู้ปฏิบัติ จึงเป็นไปได้ลำบากที่ผู้สอบด้วยระบบคุณธรรมเข้าไปชุดนี้จะไปชำระล้างระบบเดิม เพราะนายก อปท. รวมเครือญาติบริวารและพวกพ้องยังอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงสังเกตได้ง่ายมากว่า ตำแหน่งสายบริหารและอำนวยการฯ ในอปท. ขนาดใหญ่ "ไม่มีตำแหน่งว่าง" และ"อปท. ไม่รายงานตำแหน่งว่างเพื่อรับการสรรหาจาก กสถ." เพราะระบบ การบริหารงานบุคคลเขาได้วางกำลังไว้หมด แล้วนั่นเอง
          การล็อกสเปกบุคคล
          จะว่าไปการวางหมากตัวบุคลากรท้องถิ่นแต่เดิมนั้นผูกติดกับราชการส่วนภูมิภาคมาก เพราะ อปท. ต้องอยู่ในกำกับของจังหวัดและอำเภอนั่นเอง เมื่อก่อนอาจพบว่า นายอำเภอ ท้องถิ่นอำเภอ ปลัด อปท.และ นายกอปท. อยู่ที่ไหนก็จะ "หน้าเดิมๆ" คู่กันมาตลอดคนอื่นไม่เอา นี่ไงคือสโลแกนที่ว่า "นายอำเภออยู่ที่ไหน ก็เป็นนายอำเภออยู่ดี คือนายอำเภอจะย้ายไปไหนก็ได้ง่ายกว่า แต่หากเป็นท้องถิ่น นายกคนนี้ ปลัดท้องถิ่นก็ต้องคนนี้"ซึ่ง "แตกต่างกัน" เป็นที่มาของความยากด้วยต้นทุนราคาแพงของ อปท.
          นึกถึงการทุจริต หากยังมีการเลือกตัวบุคลไปแต่งตั้งได้ยิ่งซ้ำร้ายไปใหญ่
          มีกรณีศึกษาตัวอย่างของจริงว่า อปท.เขตเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีตำแหน่งนักบริหารงาน อปท. หรือ หัวหน้าส่วนฯ"ว่างลง"แต่เดิมมาหากไม่มีการ "สอบ"(คัดเลือกหรือสอบคัดเลือก) ก็จะมีการวางกำลังกัน โดยไปหาคนที่รู้จักหรือเป็นพวกพ้องย้ายมาทำงานหรือเรียกว่ามา "รักษาการ" ไม่ว่าตนเองจะมีคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่ครบก็ตาม เพื่อหวังรอการเข้าสู่ "ตำแหน่งบริหารอำนวยการฯ" ที่หวังไว้เพราะ อปท.จัดสอบเอง ท่านพอจะมองเห็นอะไรใช่ไหมนี่เป็นตัวอย่างการเข้าช่องทางของระบบอุปถัมภ์ที่มีมาก่อนอย่างยาวนานแล้ว
          เท้าความหลัง การสอบตำแหน่งบริหารในอปท.เกิดใหม่
          ช่วงการเกิดใหม่ของเทศบาลที่เปลี่ยนแปลงฐานะมาจากสุขาภิบาลตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ทำให้ต้องมีการสรรหาบุคลากรเพื่อดำรงตำแหน่ง "ปลัดเทศบาล"เป็นจำนวนมาก มีการเปิดโอกาสให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและผู้มีประสบการณ์ท้องถิ่น2 ปี ทุกคนได้เข้ามาสอบคัดเลือก เป็นการสอบโดย "เวทีการสอบคัดเลือกจากส่วนกลาง" กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  เพื่อแต่งตั้งเป็นปลัดเทศบาลระดับ 3-4-5-6 ในปี2542 สนามสอบ ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและหลังจากนั้นก็มีการสอบโดยเวทีส่วนกลางอีกเป็นระลอกหลายครั้ง ในปี 2543 -2546 จนกระทั่งเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคลใหม่ที่อยู่ในอำนาจของ "ก.จังหวัด" ที่มีระบบประเมิน ผ่าน ก.จังหวัดโดยไม่ต้องสอบได้ เหมือนหลาย ๆ คนที่เข้าสู่ตำแหน่งสายบริหาร อำนวยการ หรืออื่นๆ โดยการประเมิน (ไม่ต้องสอบ) แต่การสอบที่ส่วนกลางทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้สอบมีความมั่นใจมากกว่า เพราะบรรยากาศช่วงนั้นระบบอุปถัมภ์สูง จึงมีปลัด อปท. หัวหน้ากองหรือ ผอ.กองหลายคนต้องผิดหวังพลาดตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือเสียโอกาสเลื่อนระดับเพราะฝ่ายบริหารได้คัดเลือกบุคคลอื่นนอกอปท. มาดำรงตำแหน่งนั่งแทรกแทนคนเก่าที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง การสอบคัดเลือกที่ส่วนกลางจึงเป็นเปิดโอกาสให้ข้าราชการท้องถิ่นที่มีความรู้ความสามารถตามระบบคุณธรรมได้มีโอกาสมีช่องทางในการเติบโตก้าวหน้าในตำแหน่ง ด้วยความมั่นใจ และความภูมิใจเชื่อมั่นในระบบคุณธรรม การสอบคัดเลือกในรอบนี้ก็เช่นกัน หากข้าราชการส่วนท้องถิ่นคนใดมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการเข้าสอบบรรยากาศการสอบก็คงเหมือนการสอบที่เคยสอบในครั้งก่อนที่ผ่านมาเหมือนเดิม
          การแต่งตั้งจากบัญชีผู้สอบได้
          มีข้อสงสัยว่าการแต่งตั้งจะใช้ผลสอบจากกรรมการสอบอย่างไร จะใช้ผลสอบปรนัย และอัตนัย จะเรียงลำดับคะแนนลำดับที่ หรือ ใช้คะแนนผลสัมภาษณ์ เรียงลำดับขึ้นบัญชี เพราะการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์เป็นประเด็นปัญหาหลักที่ต้องมาดำเนินการสอบคัดเลือกโดยส่วนกลางปัญหาเรื่องตำแหน่งที่ว่าง ก็มีปัญหาในบางรายตำแหน่ง ที่ไม่มีจำนวนผู้สมัครสอบ นอกจากนี้การสรรหาภายใน 150 วันนับตั้งแต่ตำแหน่งว่าง ยังคงเป็นหน้าที่ของนายก อปท.โดยมติเห็นชอบ ก.จังหวัด ฉะนั้น จึงทำให้การ "สอบคัดเลือก" ในครั้งนี้ด้อยราคาไปถนัดใจ การแต่งตั้งในตำแหน่งที่ว่างตามลำดับก็ยังไม่เห็นทางที่ชัดเจน เพราะมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งว่างที่อยู่ในเมืองใหญ่หรือ อปท.ใหญ่จนหมดสิ้นแล้ว ตำแหน่งที่เหลืออยู่ ก็จะเป็นตำแหน่งใน อปท. ที่เล็ก ๆอยู่ไกลๆ ไกลปืนเที่ยง สามจังหวัดชายแดนใต้ที่คนไม่อยากไป เป็นต้น จึงเหมือนว่า เป็นการปลอบประโลมใจคนที่ไม่มีเส้นสายได้ดีใจในสิ่งที่ตนได้เข้าสอบ
          การสอบสายนักบริหารอำนวยการครั้งนี้ถือว่า บรรยากาศโดยรวมมีความคึกคักมาก ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี แต่ที่น่าคิดและเป็นห่วงก็คือ เรื่องความสุจริตและเป็นธรรม ความโปร่งใส เพราะมีกระแส ข่าวการทุจริตจ่ายเงินในวงจำกัด และเมื่อพิจารณาจากมาตรการต่างๆ ที่ กสถ. ได้ดำเนินการสอบครั้งนี้แล้ว การทุจริตการสอบจะยากมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม "ข้อสอบรั่ว" หรือการเปิดโผ "ข้อสอบเฉพาะ" อาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในระหว่างผู้เข้าสอบได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น