'บิ๊กตู่'ไม่ขวางขรก.โชว์ทรัพย์ เลขาปปท.ลั่น3สัปดาห์จบมติชน ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 256
จี้ทหารเปิดบช.ทรัพย์สิน
นายศรีสุวรรณ
จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
กล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลเตรียมให้ข้าราชการทุกคนยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน
เพื่อป้องกันการทุจริตว่า เห็นด้วยหากตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน
ของข้าราชการทุกคน
แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานมีประสิทธิภาพรองรับเรื่องนี้ได้หรือไม่
ยังมีปัญหา เนื่องจากปัจจุบันข้าราชการในระดับจังหวัดกับเจ้าหน้าที่
ป.ป.ช.จังหวัดบางพื้นที่จะมีความคุ้นเคยใกล้ชิดกัน อาจทำให้เกิดการลักลั่น
เลือกปฏิบัติ
เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะผู้ที่สนิทชิดเชื้อเป็นกรณีพิเศษจากสังคมในระบบอุปถัมภ์หรือรุ่นพี่รุ่นน้องจากสถาบันการศึกษา
การมีคอนเน็กชั่นหรือสานสัมพันธ์จากการอบรมหลักสูตรพิเศษในระดับประเทศ
"ดังนั้น
การยื่นบัญชีของข้าราชการนอกจากจะยื่น
ป.ป.ช.แล้วจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้องค์กรภาคประชาชนมีกระบวนการตรวจสอบว่าบัญชียื่นตรงกับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ในพื้นที่นั้นๆ
หรือไม่ เพราะข้าราชการบางคนเงินเดือนไม่มาก ไม่มีมรดกตกทอด
แต่มีฐานะร่ำรวยน่าสงสัย หากจะไปยื่นให้เฉพาะ
ป.ป.ช.ดูเพียงหน่วยงานเดียวแล้วเก็บเรื่องเงียบคงไร้ประโยชน์
ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
แต่การเปิดเผยบัญชีต่อสาธารณะจะทำให้ข้าราชการมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้นถ้าเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร่วมชี้เป้าหรือเบาะแสการทุจริตก็จะเป็นประโยชน์ในการจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เนื่องจากปัจจุบัน ป.ป.ช.จังหวัดมีบุคลากรจำกัด
คงไม่สามรถสอดส่องดูแลหรือตรวจสอบได้ทัน
เพราะต้องยอมรับในแต่ละจังหวัดมีข้าราชการจำนวนมาก
นอกจากนั้นควรมีการตรวจประจำเป็นรายปีหรือในรอบ 3 เดือน" นายศรีสุวรรณกล่าว
'องอาจ'เห็นด้วยแสดงทรัพย์สิน
นายองอาจ
คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้ควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนให้แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า
เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
เพราะเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงราชการ
การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐ
และข้าราชการควรทำตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเข้าทำงานและควรแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุกๆ
4-5 ปี เพื่อแสดงว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยแค่ไหนอย่างไร
ในกรณีที่ถูกร้องเรียนว่าข้าราชการ
คนใดร่ำรวยผิดปกติ
จะได้นำข้อมูลที่แจ้งไว้มาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ การให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเรื่องดีที่จะป้องกันการทุจริตได้ระดับหนึ่ง
เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ทุจริตที่สำคัญ 3
ฝ่ายอันประกอบด้วย 1.ฝ่ายการเมือง 2.ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ
3.ฝ่ายนักธุรกิจเอกชน เมื่อฝ่ายข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ถูกตรวจสอบมากขึ้น
ก็จะทำให้การทุจริตยากมากขึ้น
ขอฝากให้นายกรัฐมนตรีเร่งทำเรื่องนี้เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
เสริมสร้างมาตรการขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทยให้ได้ผลมากขึ้น
ป.ป.ท.เผยนายกฯไม่ขัดยื่นบช.
เมื่อวันที่
13 สิงหาคม นายประยงค์ ปรียาจิตต์
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)
เปิดเผยถึงแนวคิดการให้ข้าราชการทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
(ก.พ.) เพื่อป้องกันการทุจริตว่า เป็นแนวคิดของทาง
ก.พ.ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่เห็นว่าข้าราชการทุกคนควรยื่นบัญชีทรัพย์สินให้
ก.พ.ทราบตั้งแต่วันรับรายงานตัวเข้ามาเป็นข้าราชการทันที
และเมื่อมีการเลื่อนตำแหน่งหรือเปลี่ยนหน่วยงานก็ต้องมายื่นให้
ก.พ.ใหม่อีกครั้งเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
ทั้งมรดกตกทอดและทรัพย์สินที่ได้มา
เมื่อเรามีข้อมูลส่วนนี้ข้าราชการก็จะมีความยั้งคิดยั้งทำเนื่องจากต้องคำนึงว่าภาครัฐมีข้อมูลอยู่
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ดำริว่าไม่ได้ขัดอะไร
แต่ขอให้ดูขั้นตอนทุกอย่างให้รอบคอบ รัดกุม
รวมถึงต้องให้คิดถึงเจ้าหน้ารัฐหลายๆ กลุ่ม
และได้สั่งการให้ไปดูโมเดลจากต่างประเทศว่ามีประเทศไหนที่ทำบ้าง
จะได้ไปศึกษาผลดีผลเสียดู จากนั้นตนในฐานะเลขาฯ ศอตช.ก็จะประสานไปยัง
ก.พ.เพื่อดำเนินการต่อไป
ยันไม่ยุ่งเหมือนขรก.ระดับสูง
เมื่อถามว่า
จะทำให้ข้าราชการเกิดความยุ่งยากในการยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่
นายประยงค์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ยุ่งยาก
เพราะไม่เหมือนกับข้าราชการระดับสูงที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) และจะให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.)
ไปคิดระบบที่เสถียรมารองรับด้วย โดยให้ข้าราชการใหม่ที่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
ก.พ.7 อยู่แล้วกรอกบัญชีทรัพย์สินเพิ่มไปอีกเท่านั้นเอง
ทั้งนี้เราจะเห็นประโยชน์ชัดเจนต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้วเกิดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากเดิมผิดปกติก็จะหาต้นตอได้ไม่ยาก
โดยภายในสัปดาห์หน้าจะสรุปข้อสั่งการและมติที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ
(คตช.) ส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)
ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป และคาดว่าจะเรียบร้อยภายใน 3
สัปดาห์ จากนั้นจะแจ้งทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม
นายกฯไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเพราะต้องทำอย่างรอบคอบ
เพราะรัฐบาลต้องการทำให้ระบบป้องกันการทุจริตกลับมาเข้มแข็ง
ไม่อยากให้มีช่องว่างในการทุจริตอีก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น