วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รัฐยอมสูญ2.3แสนล้านแลกยืดเก็บแวต7%ต่อ1ปี

รัฐยอมสูญ2.3แสนล้านแลกยืดเก็บแวต7%ต่อ1ปี 
กรุงเทพธุรกิจ  ฉบับวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐

          กรุงเทพธุรกิจ ครม.ไฟเขียวยืดเก็บแวต7% ออกไปอีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย.61 ยอมรับรัฐสูญรายได้ 2.3 แสนล้านต่อปีช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนสร้างความเชื่อมั่น การประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชนนายกฯ ย้ำไม่มีแนวคิดเพิ่มแวตเป็น 10% ระบุประเทศยังไม่มีความพร้อม ประชาชนยังมีรายได้ต่ำนักเศรษฐศาสตร์ หนุนคงแวต 7% หวั่นปรับขึ้นฉุดการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (15 ส.ค.) มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่อัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี จากเดิม ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะเพิ่มแวต เป็น 10% เพราะประเทศยังไม่พร้อม เนื่องจากรายได้ ประชาชนยังต่ำ
          "รัฐบาลพยายามหาวิธีการที่จะทาอย่างไรไม่ต้องใช้วิธีการเพิ่มภาษีแวต ผมไม่เคยคิดที่จะไปเพิ่มแวต ถ้าเป็นไปตามกฎหมายก็ต้อง 10% แต่ก็ขึ้นไม่ได้อยู่ดี วันนี้อนุมัติให้เก็บแวต7% ต่อไปอีก เพราะบ้านเรายังไม่พร้อม รายได้ยังแย่อยู่" นายกรัฐมนตรี กล่าว
          สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พยายามหาวิธีการที่ให้ตรงกับความต้องการประชาชนโดยไม่ไปรบกวนงบกลางมากจนเกินไปที่ประชุม ครม.จึงเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (การขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 6.3% (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2560-30 ก.ย.2561
          ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นกลไกทางเศรษฐกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนให้สามารถมีกำลังซื้อ ในการจับจ่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนาดใหญ่สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง อันจะทำให้การบริโภคและการลงทุนของประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงต่อไป
          รัฐยอมสูญ2.3แสนล้านแลกคงแวต
          ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ออกไปอีก 1 ปีโดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 6.3% (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2560-30 ก.ย.2561
          ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงการคลังประเมินภาพรวมเศรษฐกิจแล้ว หากปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมให้ชะลอตัว ทั้งการบริโภค การลงทุน ดังนั้นเพื่อช่วยดูแลกำลังซื้อของประชาชนขณะนี้ และการสร้างความเชื่อมั่นกับภาคเอกชน การจัดทำแผนธุรกิจ จึงคงภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% ต่อไปอีก แม้กระทบต่อรายได้รัฐบาลสูงถึง 232,600 ล้านบาทต่อปี
          นักเศรษฐศาสตร์ หนุนคงแวต 7%
          นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การคงแวต 7% ถือว่าเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งจะเอื้อต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย และช่วยประคับประคองไม่ให้แย่ลงไปมากกว่าเดิม เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในแง่ของกำลังซื้อและภาคธุรกิจเองยังไม่แข็งแรงมากนัก
          ขณะที่ การขาดดุลงบประมาณ ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ ไม่จำเป็นเร่งด่วนต่อการพิจารณาขึ้นแวตสำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังคงจีดีพีเติบโต 3.4% ซึ่งการปรับประมาณการขึ้นกับปัจจัยในต่างประเทศเป็นหลัก
          นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย มองว่า คงแวต 7% ยังจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ยังเปราะบาง มีความเสี่ยงหนี้เสียในขณะนี้ และช่วยสนับสนุนการบริโภคให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะราคาสินค้าเกษตรในครึ่งปีหลัง เริ่มไม่ค่อยมีเสถียรภาพขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดเช่น ยางและปาล์ม ปรับลดลงจากครึ่งแรกของปีที่ราคาปรับดีขึ้น
          สำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังคงจีดีพีเติบโต3.3% แต่ทบทวนประมาณการอีกรอบเดือนก.ย.นี้ ยังรอดูการลงทุนภาคเอกชน หากมีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นก็มีโอกาสปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นตาม
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าไทยเริ่มบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มนับจากปี 2535 โดยใช้ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดอัตราไว้ที่ 10% และได้ตราพระราชกฤษฎีกาลดภาษีลงเหลือ 6.3% บวกจ่ายให้ท้องถิ่นอีก 0.7% จึงประกาศบังคับใช้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2535 โดยกระทรวงการคลังมอบให้กรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บ
          อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2540 เป็นครั้งแรกที่ไทยเริ่มบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 10% เนื่องจาก เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) จึงเสนอให้ไทยขึ้นแวตเป็น 10%แต่เนื่องจากช่วงปลายปี 2540 เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก รัฐบาลจึงประกาศการปรับลดภาษีจาก 10% เป็น 7% และ ได้ใช้อัตราดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้ตราพระราชกฤษฎีกาลดภาษีดังกล่าวมาต่อเนื่อง หากไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาลดภาษี จะทำให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มปรับขึ้นเป็น 10%

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น