วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

บทความพิเศษ: การจัดการศึกษาท้องถิ่น ตอนที่ 10: บทสรุปการปฏิรูปการศึกษา

บทความพิเศษ: การจัดการศึกษาท้องถิ่น ตอนที่ 10: บทสรุปการปฏิรูปการศึกษา 
สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐

          ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย
          ร่ายยาวเรื่องการการปฏิรูปการศึกษาไทยมาหลายบท ยิ่งเขียนยิ่งเยอะคราวนี้คงขอปิดท้ายแค่นี้ก่อน การมาทบทวนเรื่องราวเก่าเบื้องหลังอาจทำให้
          หูตาสว่างขึ้นบ้าง แม้ "การปฏิรูปการศึกษา" จะเกิดมาแล้วสองระลอกใหญ่ในห้วงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ก็ตาม ในหลายเรื่องเป็นเรื่องเก่าซ้ำซากที่ต้องมาต่อระลอกที่สามในห้วงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ด้วยต้นทุนที่สูงมากทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
          พัฒนาการทางประวัติศาสตร์การจัดการศึกษาไทย 3 ยุค   ได้แก่
         (1) การศึกษาไทยสมัยโบราณ (พ.ศ.1781-2411) ยังไม่มีโรงเรียนแก่เด็กไทยในสมัยนั้นสามารถหาความรู้ได้จากที่บ้าน สำนักสงฆ์
          (2) การศึกษาสมัยปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2412-2475) ผลจากการเข้ามาของชาวตะวันตกและการเปิดประเทศค้าขายกับตะวันตกนำไปสู่การเปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
          (3)การศึกษาสมัยปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ (พ.ศ.2475-ปัจจุบัน) การศึกษา
          มีความสำคัญมากขึ้น พัฒนาคนให้เข้าใจระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายปกครอง มีแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2475 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 มี พ.ร.บ. ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งมีการปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการใหม่แบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ
          (1) สภาการศึกษา
          (2) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          (3) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
          (4) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
มีการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ 15 ปี พ.ศ.2545-2559 และ มีแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2552-2559 แห่งชาติ พ.ศ.2545-2559 ปัจจุบันคือ"แผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี พ.ศ.2560-2579" (ร่างเดิม 15 ปี พ.ศ.2560-2574)
          มาดูแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579 โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)กระทรวงศึกษาธิการ
          วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และผลลัพธ์สุดท้ายการศึกษา
          วิสัยทัศน์ "คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21" 6 ยุทธศาสตร์ คือ
         (1) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ
         (2) ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
        (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
        (4) ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา
        (5) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
        (6)ยุทธศาสตร์การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา
5 เป้าหมาย (Output) คือ
       (1) การเข้าถึงการศึกษา (Access)
       (2) ความเท่าทียม (Equity)
       (3) คุณภาพ (Quality)
       (4) ประสิทธิภาพ (Efficiency)
       (5) ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy)
3 ผลลัพธ์สุดท้าย (Outcome) คือ
       (1) ประเทศไทยก้าวข้าม Middle Income Trap
       (2) สังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณธรรม มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
       (3) ปั้นเด็กไทย 4.0 พัฒนาเด็กไปสู่ศตวรรษที่ 21 ให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตัวเด็กต้องเป็นศูนย์กลาง เด็กไทย 3 Rs ได้แก่ Reading (การอ่าน),การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic)
          ผลการพัฒนาการศึกษาไทยที่ผ่านมา
          มีข้อมูลน่าสนใจใน 3 ด้าน สรุปดังนี้
(1) บริบทของการจัดการศึกษา
       (1.1) เด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลง
       (1.2) สถานศึกษามีแนวโน้มขนาดเล็กลงและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีข้อเสนอว่า ทบทวนการบริหารจัดการทรัพยากรที่อยู่ในระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด
(2) โอกาสทางการศึกษา
        (2.1) ประชากรกลุ่มอายุวัยเรียน มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล - มัธยมศึกษาตอนปลาย) เพิ่มสูงขึ้น
        (2.2) เด็กด้อยโอกาสและผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่ได้เข้าเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
        (2.3) การออกกลางคัน ยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
        (2.4) ระดับการศึกษาของประชากรวัยแรงงานที่มีอายุ 15-59 ปี มีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 8.0 ปี ในปี 2552 เป็น 10.0 ปี
        (2.5) อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 5.9 ในปี 2550 เป็น ร้อยละ 3.3 ในปี 2558 มีข้อเสนอว่า แม้โอกาสทางการศึกษาจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่ยังพบปัญหาประชากรวัยเรียนระดับ ม.ต้นที่ไม่ได้เข้ารับการศึกษาในระบบประมาณร้อยละ 11.7 และประชากรวัยแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น
(3) คุณภาพของการศึกษา
         (3.1) พัฒนาการของเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ปี ในช่วงปี 2553-2557 พบว่า มีพัฒนาการสมวัยลดลงจากร้อยละ 73.4 เป็นร้อยละ72.7
         (3.2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากคะแนน 0-Net ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
         (3.3) ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนเทียบกับนานาประเทศทั่วโลกและในอาเซียน ไทยยังอยู่ในลำดับที่ต่ำ
         (3.4) ทักษะการเรียนรู้และการใฝ่หาความรู้ของคนไทย พบว่าเพิ่มมากขึ้น แต่ยังขาดความสามารถในการจัดการและการสังเคราะห์ข้อมูล
         (3.5) จำนวนคดีเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีมีแนวโน้มลดลง
         (3.6) ทักษาด้านภาษาของแรงงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดลง
         (3.7) ผลผลิตของการศึกษากับความต้องการกำลังคน พบว่ามีความไม่สอดคล้องกัน มีข้อเสนอว่า
                (1) คุณภาพการศึกษาทั้งด้านวิชาการและคุณลักษณะของผู้เรียนยังไม่น่าพอใจ และทักษะของกำลังแรงงานยังไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ
                (2) ต้องมีการวิเคราะห์ทบทวนเป้าหมายและสาขาการผลิตและคุณภาพของกระบวนการจัดการศึกษา
          สภาพปัญหาการกระจายอำนาจการศึกษา
          มีผลการศึกษาปี 2556 โครงการวิจัย "การบริหารจัดการศึกษาภายใต้แนวคิดการกระจายอำนาจ : ศึกษาเปรียบเทียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยและเกาหลีใต้ (ระยะที่ 1)" โดย รศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์ และคณะ แบ่งสภาพปัญหาเป็น 2 ระดับคือ ระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ ดังนี้
          (1) ระดับนโยบาย พบว่า
(1.1) โครงสร้างทางการเมืองของไทยอาจไม่ค่อยสนับสนุนแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจ เนื่องจากการเมืองมีคนที่มีอำนาจอยู่มาก และเป็นวัฒนธรรมการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจมากกว่าการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจการศึกษาในประเทศไทยยังไม่กระจายอย่างแท้จริงเป็นลักษณะการรวมศูนย์อำนาจแต่แยกส่วนการทำงาน และยังไม่บูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนทำให้อำนาจยังคงที่กระทรวงหรือส่วนกลาง
(1.2) ปัญหาการถ่ายโอนโรงเรียนจาก สพฐ.เช่น การโยกย้ายมาแล้วต้องการย้ายกลับคืนเหมือนเดิม หรือโรงเรียนบางแห่งของ สพฐ. ต้องการที่จะย้ายมาอยู่ในความดูแลของ อปท. แต่ติดปัญหาเรื่องระเบียบข้อบังคับต่างๆ และ
(1.3) อปท.ที่ต้องบริหารจัดการโรงเรียนยังไม่ เป็นอิสระในการบริหารวิชาการมากนักเพราะเนื้อหาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ
          (2) ระดับปฏิบัติการ พบว่า มีบางประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและมีอุปสรรคอีกมาก โดยนับจากที่มีการปฏิบัติแล้วจะพบปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่คล้ายคลึงกัน จำแนกเป็น 5 ด้าน ดังต่อไปนี้
(2.1) ปัญหาทัศนคติความรู้ความเข้าใจ ความคาดหวัง และความตองการของบุคลากรทางการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต่อการกระจายอำนาจการศึกษาสู่ อปท.
(2.2) ปัญหาครู และผู้บริหารบางคนยึดติดการสอนแบบเดิม ทางส่วนกลางได้กระจายความคิดให้ กับผู้นำท้องถิ่นถ้าผู้นำท้องถิ่นบางคนมีความเข้าใจก็จะสามารถต่อยอดความคิดและจัดหลักสูตรท้องถิ่นที่เด่นขึ้นมาได้หากผู้นำท้องถิ่นเข้าใจปรัชญาการศึกษาที่แท้จริง และต้องขึ้นอยู่กับความกล้าคิดนอกกรอบ และกล้าคิดอะไรใหม่
(2.3) ปัญหาการต่อต้านของกลุ่มผู้บริหารและบุคลกรทางการศึกษาในสถานศึกษา ในช่วงแรกในการสรรหาบุคคลากรเพื่อมาพัฒนาการศึกษาได้อย่างเต็มที่และอำนาจการบริหารจัดการยังไม่ชัดเจน ประกอบกบการเกรงกลัวอำนาจของผู้นำท้องถิ่น
(2.4) ปัญหาในการบริหารจัดการ เช่น ครูมีภาระงานมากครูต้องทำหน้าที่การเงิน พัสดุและงานธุรการต่างๆโรงเรียนไม่สามารถเลือกครูที่จะบรรจุหรือย้ายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนได้ส่วนการบริหารทั่วไปก็พบปัญหาขาดการประสานงาน และ
(2.5) การออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ.2550 แล้ว แต่หน่วยปฏิบัติก็ยังไม่มีอิสระและความคล่องตัวในการบริหารงานและจัดการศึกษาเท่าที่ควร และยังขาดการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง รวมถึงความไม่พร้อมของท้องถิ่นในการจัดการศึกษา ซึ่งถือว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
          สถานการณ์สังคมสูงวัยที่ "มีอัตราการเพิ่มประชากรน้อยมาก" เป็น "วิกฤติประชากรไทย" ซึ่งจะไปเกี่ยวพันกับเรื่องการขาดแรงงาน การลดลงของจำนวนนักเรียน นักศึกษา ที่มีผลกระทบต่อโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในอนาคตอันใกล้ที่อาจมีผลทำให้ต้องมีการพิจารณาปิดโรงเรียนหรือยุบโรงเรียน จนกระทั่งนักศึกษาลดลงไม่สัมพันธ์กับจำนวนมหาวิทยาลัย ที่อาจต้องทบทวนนโยบาย "การควบรวมมหาวิทยาลัย" ก็ได้
          จากข้อมูลข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงทางการศึกษาที่ได้มีการศึกษาวิจัยจนได้ข้อสรุปแล้ว หวังว่า การนำเสนอข้อมูลดังกล่าว คงเป็นประโยชน์ในมิติต่าง ๆและ เพื่อการเผยแพร่แก่นักการศึกษาทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะนักการศึกษาท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นมีความเหมาะสมมากที่สุดในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (เด็กเล็ก) อันเป็นหัวใจของการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาคนเพื่อเป็นกำลังคนที่ดีมีคุณภาพของชาติต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น