ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ |
ถวิล ไพรสณฑ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนา อย่างยั่งยืน" ว่า ปัญหาสำคัญและอุปสรรคของประเทศไทยยังมีอยู่หลายประการ ซึ่งเคยกล่าวมาหลายครั้ง แต่วันนี้ขอหยิบยกขึ้นมาเพื่อจะสร้างความตระหนักรู้ และขอความร่วมมือในการแก้ไข ช่วยกันนะครับ เดินไปด้วยกัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 8 เรื่อง คือ การจัดทำผังเมือง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การศึกษา ปัญหาเศรษฐกิจ บทบาทของ NGOs ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ การบิดเบือนข้อเท็จจริง การกระจายอำนาจ และการทำงานที่ยังไม่บูรณาการอย่างแท้จริง ทั้ง 8 เรื่องนี้ ผมจะนำมาวิเคราะห์วิจารณ์ เสนอข้อเท็จจริงที่ พล.อ. ประยุทธ์ และ คสช. อาจจะไม่ทราบมาก่อน ก็คือเรื่องการกระจายอำนาจผมขอสรุปเป็นข้อๆ ว่า ข้อ 1 การกระจายอำนาจอันนี้เป็นสิ่งสำคัญ หลายคนหลายพวก หลายฝ่าย ก็พูดกันอยู่เสมอ การกระจายอำนาจทุกคนต้องเข้าใจว่ามันคืออะไร กระจายอำนาจต้องทบทวนหาข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า หากเราพูดถึงการกระจาย อำนาจ คือการปกครองตนเอง การบริหารจัดการตนเองทุกเรื่อง มีงบประมาณเป็นของตนเอง ส่วนกลางไม่ต้องมายุ่งมากนัก เพราะประชาชนรู้ปัญหาของพื้นที่ดี ข้อ 2 หลายคนอ้างว่าประชาธิปไตยต้องเป็นแบบนี้ ผมถามว่า ประชาธิปไตยที่ คนไม่พร้อม จะทำอย่างไร มันต้องเตรียมคนให้พร้อม วิธีการให้พร้อม ประสิทธิภาพให้พร้อม มันถึงจะเป็นประชาธิปไตยอย่างที่ว่าโดยสมบูรณ์ กฎที่เหมือนนานาประเทศ อารยประเทศ เขาทำไปแล้ว เราเตรียมพร้อมนะครับ ถ้าเรายังเป็นอยู่เช่นนี้แล้ว กระจายกันออกไปเร็วๆ มันก็อันตราย ต่อการพัฒนา ประเทศนะครับ มันคุมอะไรไม่ได้ทั้งหมด ข้อ 3 อีกหน่อยแต่ละจังหวัดก็มีงบประมาณของตัวเอง การบริหารจัดการตนเอง มีตำรวจตนเอง แล้วผมถามว่า มันจะไปด้วยกันได้ไหม วันนี้มีหน่วยเดียวจากส่วนกลางควบคุมมันยังไม่ได้เลย วันนี้ถ้ากระจายไปทั้งหมด มันก็ยังไม่พร้อม วันหน้ามันจะล้มทุกจังหวัด ผมขออนุญาตพูดวันนี้นะ ข้อ 4 ก็เห็นใจกระทรวงมหาดไทยด้วยนะครับ ก็พยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะแก้ไขติดตามแก้ปัญหาในเรื่องของการกระจายอำนาจให้มีความรับผิดชอบกันมากขึ้น หางบประมาณให้มากขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องเหน็ดเหนื่อยนะ รัฐบาลก็พยายามช่วยเอาปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน ทำให้เกิดความสมบูรณ์ให้มากที่สุด รัฐบาลไหนก็ทำไม่ได้นะครับ ถ้ายังไม่ปรับปรุงรายได้ ประเทศก็มีไม่พอ มันพันทั้งหมดนะครับ เราต้องแก้ปัญหาระยะยาว อย่าไปแก้ปัญหาระยะสั้น แล้วมันทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา ระยะยาวมันก็เกิดปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก ต้องแก้ปัญหาแบบมียุทธศาสตร์ นี่คือคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงเรื่องการกระจายอำนาจในรายการดังกล่าว ผมขอวิเคราะห์และวิจารณ์ ดังนี้ ในข้อ 1 ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเกือบทั้งหมด ยกเว้นในตอนท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนกลางไม่ต้องยุ่งมากนัก เพราะประชาชนรู้ปัญหาของพื้นที่ดี อย่างไรก็ตาม ถึงแม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน แต่ในหลักการแล้ว อปท.เป็นองค์กรที่รัฐจัดตั้งขึ้นมา รัฐจึงมีหน้าที่ในการกำกับตามบทบัญญัติของกฎหมาย และอย่างมีมาตรฐาน ไม่ใช่กำกับตามอำเภอใจ เหมือนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมายาวนานของกระทรวงมหาดไทย ในข้อ 2 พล.อ.ประยุทธ์พูดถูกต้องที่ว่า ทุกอย่างต้องพร้อม ทั้งคนและประสิทธิภาพ เพราะถ้ากระจายออกไปเร็วๆ จะเป็นอันตรายต่อการพัฒนา แต่ที่ผมต้องเรียน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อทราบข้อเท็จจริงด้านหนึ่งที่ท่านไม่ทราบ ก็คือ การที่ อปท.ยังไม่พร้อม ก็เพราะส่วนกลางทุกกระทรวงไม่ต้องการกระจายอำนาจ เพราะเกรงว่าเมื่อ อปท.เข้มแข็ง แล้วงานที่อยู่ส่วนกลางก็ต้องกระจายไปสู่ อปท.มากขึ้น นั่นเท่ากับว่าส่วนกลางจะต้องลดบทบาทลง งบประมาณก็น้อย อำนาจก็จะลดลงไป ผมขอถือโอกาสเรียน พล.อ.ประยุทธ์ว่า ความไม่พร้อมของ อปท.นั้น มีสาเหตุมาจากหลายกรณี แต่ที่สำคัญมากซึ่งขอยกตัวอย่างก็คือ เรื่องที่หนึ่ง กระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแล อปท. ไม่มีความจริงใจในการส่งเสริม อปท. และนอกจากไม่ส่งเสริมแล้ว ก็ยังแช่แข็งการพัฒนา อปท.อีกด้วย เช่น การเสนอออกกฎหมาย อบจ. เมื่อปี พ.ศ.2498 และใช้มาจนถึงปี พ.ศ.2540 รวมเวลา 42 ปี ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ควบ 2 ตำแหน่ง หรือสวมหมวก 2 ใบในเวลาเดียวกัน คือ เป็นทั้งนายก อบจ. และผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงแม้ว่าจะมีสภาจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีความหมายทั้งสิ้น ในเมื่อผู้ว่าฯ เป็นนายก อบจ.เอง แม้แต่ระดับพื้นที่ก็มี พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 ในท้องที่ที่ไม่ใช่เทศบาล แต่มีชุมชนหนาแน่นพอสมควร ก็ให้จัดตั้งเป็นสุขาภิบาล โดยมีนายอำเภอเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลอีกตำแหน่งหนึ่งที่ควบ 2 ตำแหน่งเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผมเขียนแล้ว จนถึง พ.ศ.2542 รวมเวลา 47 ปี จึงเปลี่ยนแปลงโดยรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งผมเห็นว่าถ้าไม่ถูกแช่แข็ง ป่านนี้ อปท.จะเข้มแข็ง ประชาธิปไตยจะพัฒนา ประเทศชาติก็จะเจริญ ความเหลื่อมล้ำของประชาชนจะมีไม่มากเหมือนปัจจุบัน เรื่องที่สอง อปท.ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอ เฉพาะอย่างยิ่ง อบต. ซึ่งมีจำนวนมากที่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนแต่อย่างเดียว เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยการมอบภารกิจ รายได้ที่ชัดเจนเพิ่มบุคลากร มิฉะนั้นอย่าไปหวังการสร้างความเข้มแข็งให้ อปท.ได้ พล.อ.ประยุทธ์ครับ นี่คือตัวการสำคัญหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการทำให้ อปท. มีความไม่พร้อมเหมือนที่ท่านกล่าว การแก้ปัญหาความพร้อมหรือไม่พร้อมต้องเริ่มจากจุดนี้ เมื่อความเป็นจริงเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะมาโทษ อปท. แต่ฝ่ายเดียวก็ไม่น่าถูกต้องนัก ส่วนที่มีการอ้างว่ามีการทุจริต คอร์รัปชันใน อปท.มาก ผมก็เชื่อว่าเป็นความจริง ท่านนายกฯ ก็คงทราบดีว่า การทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นทุกหน่วยงานของรัฐเช่นกัน การแก้ไขเรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการพร้อมกันไปเหมือนที่ คสช.ดำเนินการอยู่แล้ว นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ อปท.มีความไม่พร้อมเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด เพราะฉะนั้นการแก้ไขก็ต้องเริ่มจากจุดนี้ด้วย ในข้อ 3 ผมต้องยืนยันกับท่านนายกฯ ว่า การกระจายอำนาจนั้นไม่ใช่กระจายทุกอย่างเหมือนที่ท่านพูด เพราะงานสำคัญหลัก เช่น การทหาร การธนาคาร การต่างประเทศ ศาล โครงการขนาดใหญ่ การท่าเรือสำคัญ รถไฟ การเดินอากาศ และอีกหลายอย่าง ไม่มีประเทศใดกระจายอำนาจไปให้ อปท.ทั้งหมดหรอกครับ การที่ท่านกล่าวอย่างนี้ ประชาชนผู้ฟัง-ผู้อ่านอาจเกิดการเข้าใจผิดได้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ ในข้อ 4 ท่านนายกฯ กล่าวว่า เห็นใจผู้ว่าราชการจังหวัดที่แก้ปัญหาการกระจายอำนาจ ต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะ อปท. ผมขอเรียนท่านนายกฯ ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้บริหารจังหวัดเป็นไปตามที่ท่านนายกฯ กล่าวทุกคนหรอกครับ ผมไม่ได้ตำหนิท่านเพราะท่านได้ข้อมูลโดยตรงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือคณะพิเศษของทหารที่ลงพื้นที่ เพราะนั่นเป็นข้อมูลที่อาจไม่ได้เป็นไปตามนั้นก็ได้ ถ้าถามข้อมูลจาก อปท. และประชาชนคนพื้นที่บ้าง ท่านจะทราบว่าการกำกับดูแล อปท. ของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอบางแห่งมีการกำกับโดยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันมาก เช่น การขอเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของ อปท.แต่ละปี ซึ่งคน อปท.พูดกันว่ามีการตั้งเปอร์เซ็นต์กันทุกระดับ แต่ก็อาจจะไม่ใช่ทุกอำเภอ หรือทุกจังหวัด แต่ก็มีอย่างแน่นอน แม้แต่การขอตำแหน่ง ขยายตำแหน่งที่ต้องเข้าประชุม คณะกรรมการบริหารบุคคลระดับจังหวัด บางจังหวัดก็ต้องใช้ผลประโยชน์เข้าแลก แม้การจัดวาระการประชุม ก็ต้องวิ่งเต้นกับเจ้าหน้าที่ผู้จัดวาระการประชุม กรณีเหล่านี้หรือกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ท่านนายกฯ คงไม่ทราบหรอกครับ เพราะ อปท.เองไม่กล้าโวยวายเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับการอุดหนุนหรืออนุมัติ หรืออนุญาตในโอกาสต่อไป อปท.จึงต้องหวานอมขมกลืน และต้องยินยอมแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า ท้องถิ่นอำเภอ หรือท้องถิ่นจังหวัด ประจำตามอำเภอและจังหวัด เพราะฉะนั้น การจะทำให้ อปท.เข้มแข็ง ผมจึงขอเสนอ ดังนี้ 1.ปลุกจิตสำนึกความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ รับผิดชอบเป็นผู้ให้ความรู้ ตามโครงการที่คณะกรรมการระดับชาติเป็นผู้กำหนด 2.ปลุกจิตสำนึกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ เห็นความจำเป็นของประเทศชาติที่จะต้องกระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองและบริหารกันเอง และต้องยอมรับว่า การรวมศูนย์อำนาจคือปัญหาของประเทศที่ไม่มีวันแก้ไขได้ และที่สำคัญก็คือ "ต้องลดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน" 3.กำหนดระยะเวลาลดขนาดและบุคลากรของกระทรวง กรมให้เล็กลง และให้มีอำนาจหน้าที่แต่เพียงวางกฎเกณฑ์ มาตรฐานตรวจสอบ ให้การสนับสนุน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ลดภารกิจที่เป็นผู้ปฏิบัติให้เหลือน้อยลงที่สุด แล้วกระจายบุคลากรและงบประมาณไปให้ อปท. ดำเนินการเพื่อบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงและใกล้ชิด 4.การมอบภารกิจต้องมอบควบคู่กันไปกับอำนาจ รายได้ และบุคลากร 5.ประเทศญี่ปุ่นมี ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประมาณ 3 ล้านคน ข้าราชการส่วนกลางมีประมาณ 5 แสนคน เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ ส่วนประเทศไทยเรามีจำนวนข้าราชการในอัตรากลับกันคือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคประมาณ 3 ล้านคน ส่วนท้องถิ่นประมาณ 5 แสนคน ทุกอย่างจึงรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ประชาชนจึงได้รับการบริการไม่ทั่วถึงและล่าช้า ระบบราชการมีเส้นทางเดินยืดยาว การแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนจึงไม่ทันท่วงทีและทั่วถึง ถ้า อปท.มีรายได้ที่มีกฎหมายบัญญัติให้อย่างเพียงพอก็จะทำให้ อปท.มีความเข้มแข็ง การแก้ปัญหาของประชาชนก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยส่วนกลางเพียงแต่กำกับและให้การสนับสนุนในกรณีจำเป็นจริงๆ เท่านั้น 6.ราชการส่วนกลางทำหน้าที่ไม่เหมาะสมเพราะเป็นทั้งเป็นผู้กำหนด กฎเกณฑ์ ควบคุม กำกับและยังปฏิบัติการเองด้วย ทำให้ขนาดของส่วนกลางขยายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีขอบเขต งบประจำเพิ่มสูงขึ้น จึง จำเป็นต้องลดจำนวนข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในอนาคตให้เหลือเพียงหนึ่งในสาม โดยที่เหลือจากนั้นก็กระจายไปให้ อปท. รัฐบาลเองก็จะมีเงินงบประมาณเพื่อนำไปใช้บริการประชาชนได้มากขึ้น 7.กรณี พล.อ.ประยุทธ์พูดว่า ถ้า อปท.ไม่พร้อมก็จะล้มทุกจังหวัดนั้น ผมเห็นว่าแนวทางการให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องค่อยเป็นค่อยไปโดยเริ่มต้นจากจังหวัดที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ประชาชนมีความพร้อม เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสงขลา เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านนายกฯ ไม่น่าต้องกังวลในประเด็นนี้ 8.ผมขอเรียนท่านนายกฯ โดยมีหลักฐานอ้างอิง คือ รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการประเมินผลนโยบายการกระจายอำนาจของไทย ระยะ 15 ปี โดยคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ที่รับงานจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.) ตามสัญญาเลขที่ 36/2556 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2556 โดยเสนอผลการวิจัยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2557 เกี่ยวกับบริการสาธารณะที่ประชาชนได้รับจาก อปท. และระดับความพึงพอใจที่มีต่อบริการต่างๆ ที่ อปท.จัดให้ โดยแบ่งออกเป็น 6 ด้านหลัก ผลปรากฏว่า 1.การจัดบริการด้านการศึกษา ประชาชนพอใจระดับปานกลางค่อนข้างดีถึงระดับดี 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประชาชนพอใจระดับปานกลางถึงค่อนข้างดี 3.การจัดบริการทางสังคมและสาธารณสุข ประชาชนพอใจในระดับดีถึงดีมาก 4.การส่งเสริมเศรษฐกิจและการพัฒนาอาชีพ ประชาชนพอใจระดับปานกลางถึงปานกลางค่อนข้างดี 5.การจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ประชาชนพอใจในระดับที่ดีพอสมควร 6.การดูแลรักษาความปลอดภัย ประชาชนพอใจในระดับปานกลางถึงค่อนข้างดี และงานหลักเหล่านี้ถ้าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ประชาชนจะพอใจเพิ่มขึ้น และถ้าเป็นกรณีเทศบาล ประชาชนพอใจมากกว่า อบต. แต่รวมแล้วประชาชนมีความพอใจผลงานของ อปท. ทั้งหมดที่ผมเสนอถึงความพอใจของประชาชน ส่วนรายละเอียดจริงๆ ต้องอ่านในรายงานดังกล่าว ประเด็นสุดท้ายที่ท่านนายกฯ ย้ำเรื่องความพร้อม จึงจะกระจายอำนาจได้ และความพร้อมนั่นหมายถึงเรื่องเงิน เรื่องบุคลากร การทำงานอย่างมี สัมฤทธิผลก่อน ซึ่งผมเห็นด้วย แต่ใครล่ะ จะทำให้เกิดความพร้อม คำตอบก็คือ รัฐบาลนั่นเองที่ต้องมีความกล้าตัดสินใจเพื่อประเทศชาติและประชาชน ถ้าตราบใดที่รัฐบาลและข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังมีความคิดและปฏิบัติกับ อปท. เหมือนอย่างที่เป็นมา ก็อย่าหวังเลยว่าจะมี อปท.ใดมีความพร้อม ท่านนายกฯ ต้องเร่งจัดการกับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงแรก ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกระจายอำนาจ เพราะตลอดมา กระทรวงนี้ขาดความกระตือรือร้น และขาดความตั้งใจที่จะส่งเสริม อปท.ให้มีความเข้มแข็งดังข้อเท็จจริงที่ผมเขียนมาแล้วส่วนหนึ่ง ที่จริงเรื่องความพร้อม-ไม่พร้อม ผมอยากให้ท่านนายกฯ ได้ส่งคนของท่านไปดูงานประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะประมาณ 17,500 เกาะ ประชากรมากกว่า 240 ล้านคน ตามประวัติที่ผ่านมาทหารมีบทบาททางการปกครองมาโดยตลอด ประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าไทย 10 เท่า มีปัญหาการต่อสู้เพื่อแยกดินแดนของกลุ่มอาเจะห์มานาน มีผู้คนล้มตายมาก คนอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยากจน การศึกษายังด้อยกว่าประเทศไทยมาก (ถ้าคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์) แต่ทหารที่เคยครองอำนาจมายาวนานกลับเปลี่ยนแปลงนโยบายให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และเมื่อปี พ.ศ.2547 มีการออกกฎหมายให้มี การเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่ผู้ว่าฯ จังหวัด นายอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถึงปัจจุบัน ปัญหาแยกดินแดนของอาเจะห์ก็คลี่คลายลงไปแทบจะไม่มีการรบราฆ่าฟันกันอีก อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งทุกระดับโดยการออกกฎหมายของรัฐบาล ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความพร้อมแต่อย่างใด และยังมีความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงด้วย นอกจากนั้นก็มีปัญหาทุกด้านมากกว่าเราหลายเท่า แต่ทหารก็ยังกล้าออกกฎหมายให้ประชาชนมีอำนาจ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย เรามีความพร้อมมากกว่ามาก กรณีอินโดนีเซียออกกฎหมายดำเนินการเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ อปท.มีความพร้อมน้อยกว่าประเทศไทยมาก น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำมาศึกษาพิจารณา เพราะยังผลถึงการแก้ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มอาเจะห์ที่มีปัญหาเหมือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ด้วย ท่านนายกฯ ครับ ถ้าท่านจะอ้างว่า อปท.ยังไม่พร้อมเหมือนที่กระทรวงมหาดไทยอ้างมาตลอด แล้วการกระจายอำนาจเต็มรูปแบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้เลยว่า ความพร้อมอยู่ตรงไหน อะไรเป็นเครื่องวัดความพร้อม เพราะฉะนั้น การอ้างความพร้อมก็คือข้ออ้างเพื่อไม่ให้มีการกระจายอำนาจนั่นเอง รัฐบาลต้องมองความจริงจากประชาชนบ้างว่าเขาต้องการเปลี่ยน แปลงผู้นำจากการแต่งตั้งมาเป็นเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ฟังแต่ข้าราชการข้างเดียว และถ้าถามประชามติประชาชนในแต่ละจังหวัด โดยกระบวนการที่สุจริตและโปร่งใสว่า ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ ผลจะออกมาตรงกันข้ามที่ฝ่ายข้าราชการประจำคิดอย่างแน่นอน ขอฝากตอนสุดท้ายจากปราชญ์ทางรัฐศาสตร์พูดมาหลายร้อยปีแล้วว่า "มนุษย์เรานอกจากต้องการผู้ปกครองเมืองที่ดีแล้ว ก็ยังต้องการเป็นผู้ปกครองเองด้วย" คำพูดนี้ยังคงเป็นความจริงอยู่ครับ. |
เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวงงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ฅนเทศบาล
เมนูหลัก
ข่าวท้องถิ่น
ระเบียบบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น
มาตรฐานการบริหารงานบุคคลพนักงานส่วนท้องถิ่น
วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงการกระจายอำนาจ
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงการกระจายอำนาจ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น