วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จี้มท.โอนงบค่ารักษาให้สปสช.เหตุกองทุนรักษาพยาบาลอปท.ติดลบ2,600ล.

จี้มท.โอนงบค่ารักษาให้สปสช.เหตุกองทุนรักษาพยาบาลอปท.ติดลบ2,600ล.  

คม ชัด ลึก  ฉบับวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          ผู้แทนอปท. ในบอร์ด สปสช. ร้องมท.รีบเคลียร์ให้ชัดจะได้งบกลางจ่ายค่ารักษาคนท้องถิ่นหรือไม่ หลังกองทุนรักษาพยาบาลติดลบ 2,600 ล้านบาท ต้องยืมสปสช.สำรองจ่าย
          นายธีรวุฒิ กลิ่นกุสุม ผู้แทนเทศบาล ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) และประธานคณะอนุกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงาน หรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนรักษาพยาบาลของอปท. มีตัวเลขติดลบ 2,600 ล้านบาท มีจ่ายถึงเดือนเมษายนนี้ และได้เสนอทางออกให้กระทรวงมหาดไทย(มท.)ของบกลางจากคณะรัฐมนตรีมาอุดหนุนแก้ปัญหาโดยด่วน เบื้องต้นงบปีนี้ที่ต้องบริหารค่ารักษาพยาบาลให้แก่พนักงานและลูกจ้าง อปท. อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่ตั้งอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท แต่ถ้าทุกอย่างยังไม่มีทางออกภายในเดือนเมษายนก็จะเกิดวิกฤติได้
          "พยายามติดตามสถานการณ์ เมื่อ สปสช.มีมติให้ทำหนังสือถึงมท. ก็ได้ประสานกับมท. และอาจ ต้องคุยกับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจ ที่อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี อีกครั้งว่าจะมีมติหรือความเห็นอะไรแต่วันนี้เรายังจัดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ อปท.ได้ เพราะเม็ดเงินยังมีอยู่" นายธีรวุฒิ กล่าว
          นายธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่เกิดปัญหาเนื่องจากกองทุนรักษาพยาบาลของ อปท.ซึ่งตั้งเมื่อหลายปีก่อน โดยปีแรกตั้งไว้ที่ 8,000 ล้านบาท แต่ใช้จริง 2,000-3,000 กว่าล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะ อปท.ยังมีบุคลากรน้อย และเข้าไม่ถึงสวัสดิการ ทั้งนี้ เดิมทีได้ให้ อปท.บริหารเงินและเบิกกันเองแต่ก็พบปัญหาว่า อปท.ขนาดเล็กไม่มีเงิน ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ให้ สปสช.เป็นผู้บริหารกองทุนรักษาพยาบาลของ อปท. ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีหน้าที่จัดการเรื่องสุขภาพของประเทศ แต่เงินของกองทุนนี้ใช้เงินของ อปท. ซึ่งมาจาก 2 ส่วน คือ รัฐจัดให้กับ อปท.จัดเก็บได้เอง แล้วจึงโอนมาให้ สปสช. บริหารเพราะประสิทธิภาพดีกว่า และจะช่วยแก้ความซ้ำซ้อนลง    "เมื่อพนักงานและลูกจ้าง อปท.เริ่มรู้สิทธิ์ ตัวเลขการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็สูงขึ้น แต่ยังไม่ถึง 8,000 ล้านบาท เริ่มมีปัญหาเมื่อปีที่แล้วที่กองทุนติดลบอยู่ 1,000 ล้านบาท แต่ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงปลายปี จึงมีเงินจัดสรรเข้ามา ทำให้เอาไปจ่ายได้ เมื่อคำนวณคร่าวๆ ตอนนี้ตามที่ได้รับเงินจัดสรรถึงเดือนเมษายน 2560 จะมีงบขาดปีนี้ 1,600 ล้านบาท รวมปีที่ผ่านมาอีก 1,000 ล้านบาท ก็เป็น 2,600 ล้านบาท" นายธีรวุฒิกล่าว
          นายธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า ได้เสนอทางออกในบอร์ด สปสช. ตามข้อตกลงเดิมหรือเอ็มโอยูที่ทำร่วมกับ สปสช. กำหนดว่าถ้าเงินของกองทุน เหลือจากการรับจัดสรรของรัฐบาลก็ให้เก็บเอาไว้บริหารต่อในปีถัดไป แต่ถ้าเงินหมดก็ทำ 2 ส่วน คือ 1.ขอให้ สปสช.สำรองเงินก่อนแล้วก็ไปขอรับจัดสรรเพิ่มในปีถัดไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้ สปสช.จ่ายให้ถาวร แต่ก็ยอมรับว่า สปสช.มีภารกิจดูแลสวัสดิการถ้วนหน้าของประชาชน ก็มีภาระสูงและเกรงว่าเงิน สปสช.จะไม่เพียงพอหากต้องสำรองจ่ายให้แก่กองทุนรักษาพยาบาลของพนักงานและลูกจ้าง อปท. และก็ยิ่งจะทำให้ สปสช.มีปัญหาได้ และ 2.ระหว่างที่ให้สปสช.สำรองจ่ายให้มท.ดำเนินการของบประมาณเพื่อมาจ่ายชดเชย ทั้งนี้ ต้นสังกัดของอปท.คือมท. แต่หน่วยงานที่อุดหนุนเงิน กลับกลายเป็นสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ

แนะอปท.ทั่วไทยคิดนอกกรอบ ชูบูรณาการ-ระดมสมอง'แก้จน' หนุนผนึกตั้งบริษัทจังหวัดจำกัด

แนะอปท.ทั่วไทยคิดนอกกรอบ ชูบูรณาการ-ระดมสมอง'แก้จน' หนุนผนึกตั้งบริษัทจังหวัดจำกัด 

มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          นายชาตรี ศรีสันต์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แห่งประเทศไทย อดีตปลัด อบจ.นนทบุรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้นำเสนอแผนการบริหารเชิงบูรณาการเกี่ยวกับภารกิจหน้าที่ในอนาคตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ระดับจังหวัด ในการบรรยายให้แนวคิดกับข้าราชการท้องถิ่นทั่วประเทศ ภายใต้กรอบแนวความคิดใหม่ที่สนองความต้องการของประชาชน และสนองนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ด้านสาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม การดูแลด้านสาธารณสุข และด้านการศึกษาทุกระดับ
          นายชาตรีกล่าวว่า ปัญหาหลักของประเทศมาจากเกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน เนื่องจากภัยธรรมชาติ ผลผลิตราคาตกต่ำ ที่ผ่านมารัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเอาชนะความยากจนผ่านโครงการประชารัฐ วิสาหกิจชุมชน ดังนั้น อปท.ควรคิดงานนอกกรอบ เพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ เช่น การทำงานเชิงธุรกิจ การค้า ในรูปแบบสหการ และสหกรณ์ ร่วมทำงานเป็นทีมหลายภาคส่วน ลักษณะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด ประกอบด้วย อปท.แต่ละจังหวัด ส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค สถาบันการศึกษา กลุ่มตัวแทนภาคธุรกิจ เช่น หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ตัวแทนกลุ่มประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และปราชญ์ชาวบ้าน
          "ในอนาคต อปท.ต้องทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ในเชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาในเชิงบูรณาการ นำไปสู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยใช้ อปท.ระดับจังหวัดขับเคลื่อน มีการระดมสมอง ทรัพยากรทั้งหมดในจังหวัด จัดตั้งบรรษัทภิบาล หรือบริษัทจังหวัดจำกัด เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง จากนั้นมีการระดมทุนจากงบประมาณของ อปท. เป็นทุนประเดิมเบื้องต้น และรัฐบาลร่วมสมทบ รวมทั้งการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป โดยขอใช้พื้นที่ราชพัสดุในจังหวัดประมาณ 50-100 ไร่ เพื่อสร้างไซโล หรือโกดัง รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร และนำมาแปรรูป มีระบบบรรจุหีบห่อที่มีมาตรฐาน สร้างระบบกระจายสินค้า และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำสินค้าที่ผ่านการแปรรูปเข้าสู่ฐานของการจำหน่ายในแต่ละจังหวัด เช่น ร้านสหกรณ์จังหวัด และร้านสะดวกซื้อ" นายชาตรีกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ส่อวุ่นค่าจัดเก็บขยะขั้นต่ำเดือนละ150บาทท้องถิ่นมึนตึ้บพ.ร.บ.ฉบับใหม่หวั่นขัดแย้งชาวบ้าน-ใช้จริงยาก

ส่อวุ่นค่าจัดเก็บขยะขั้นต่ำเดือนละ150บาทท้องถิ่นมึนตึ้บพ.ร.บ.ฉบับใหม่หวั่นขัดแย้งชาวบ้าน-ใช้จริงยาก 

ประชาชาติธุรกิจ  ฉบับวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          ขึ้นค่าเก็บขยะขั้นต่ำเดือนละ 150 บาท ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ฉบับใหม่ส่อเค้าวุ่น นายกสมาคม อบต.เผยยังขาดความชัดเจน แนะรัฐทำความเข้าใจชาวบ้านก่อน หวั่นบังคับใช้แล้วขัดแย้งกับท้องถิ่น ขณะที่ เทศบาลนครรังสิตคาดหากเก็บได้จริงจะช่วยเพิ่มรายได้ท้องถิ่น ด้านหัวหิน-ชะอำเสนอแบ่งค่าจัดเก็บตามประเภทพื้นที่พาณิชย์-อุตสาหกรรม
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2560 ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 2) โดยได้กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ในการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย และกำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นสามารถนำขยะที่จัดเก็บได้ไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการการเก็บและขนขยะมูลฝอย โดยกรณีที่มีปริมาณมูลฝอยไม่เกิน 120 กิโลกรัม (กก.) หรือ 600 ลิตร หรือ 0.6 ลบ.ม. เดือนละ 150 บาท กำหนดอัตราค่ากำจัดมูลฝอยเดือนละ 200 บาท
          ส่วนกรณีที่มีปริมาณมูลฝอยต่อเดือนเกิน 120 กก. หรือ 600 ลิตร หรือ 0.6 ลบ.ม. จะคิดเป็นหน่วย หน่วยละ 120 กก. คิดหน่วยละ 150 บาท และกำหนดอัตราค่ากำจัดมูลฝอยหน่วยละ 200 บาท ซึ่งการกำหนดเกณฑ์เหล่านี้เพื่อให้อำนาจแก่ราชการส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ในการจัดการขยะ รวมทั้งแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะของท้องถิ่นที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างไรก็ตามสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้ดำเนินงาน แล้ว หลายแห่งมองว่าอาจมีหลายปัญหาเกิดขึ้นเมื่อนำมาใช้ปฏิบัติจริง
          อปท.หวั่นขัดแย้งชุมชน
          นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ที่เพิ่งประกาศใหม่นั้น มองว่าฉบับเดิมยังไม่สามารถเก็บค่าขยะได้ตามเป้าหมาย แล้วฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร แม้ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นการจัดหารายได้เพิ่มของท้องถิ่น แต่จะคุ้มต่อการบริการ หรือทำให้ ชาวบ้านเดือดร้อนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่ง ขั้นตอนหลังจากนี้ท้องถิ่นจะต้องไปออกข้อกำหนดขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ ตอนนี้ยัง ไม่ชัดเจนว่าถูกบังคับให้ออกข้อกำหนดทั้งประเทศหรือไม่ หรือถ้าออกข้อบังคับแล้วใช้ไม่ได้จริง รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร
          "ส่วนตัวมองว่ารัฐบาล หรือกระทรวงสาธารณสุข ต้องประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจก่อน ไม่ใช่ให้ท้องถิ่นทำแล้วไปขัดแย้ง กับชาวบ้าน แบบนั้นไม่เกิดประโยชน์ โดยปกติชาวบ้านบางแห่งมีขยะไม่มากก็จะกำจัดเอง ตรงนี้จะไปบังคับให้จ่ายได้ไหม หากชาวบ้านไม่จ่ายตามที่กำหนด จะไม่เกิดการฟ้องร้องวุ่นวายทั้งประเทศหรือ อีกทั้งพื้นที่ท้องถิ่นไม่เหมือนกันทั้งประเทศ บางแห่งอยู่ในเขตอุทยาน บางแห่งอยู่ในพื้นที่รัฐ แล้วจะทำอย่างไร" นายนพดลกล่าว
          อีกปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือ บางจังหวัดไม่มีที่ทิ้งขยะแล้ว เมื่อกฎหมายมาบังคับให้เก็บขยะ แต่ไม่มีที่ทิ้งจะทำอย่างไร และพื้นที่อื่น ๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่ทหาร สามารถให้เช่าเป็นที่ทิ้งขยะได้หรือไม่ อย่างกรณีจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งคาดว่าปีหน้าต้องประสบปัญหาไม่มีที่ ทิ้งขยะ เพราะพื้นที่ทิ้งเต็มหมดแล้ว เป็นต้น
          ด้านนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า ตอนนี้กำลังให้ทีมงานศึกษากฎหมายให้ละเอียดก่อน จึงยังไม่อยากจะ คอมเมนต์ใด ๆ แต่มองว่าการขึ้นค่าเก็บขยะรวดเร็วเดือนละ 150 บาท เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
          เร่งสร้างความเข้าใจประชาชน
          ด้านนายธีรวุฒิ กลิ่นกุสุม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครรังสิต กล่าวว่า ที่ผ่านมา เทศบาลนครรังสิตกำหนดจัดเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดขยะอยู่ที่ 40 บาท แต่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ปีละราว 10 ล้านบาทเท่านั้น แต่ทุกปีจะต้องใช้งบประมาณในการกำจัดขยะโดยไม่รวมงบฯลงทุนกลุ่มเครื่องจักรปีละ 40 ล้านบาท ซึ่งมองว่าหากบังคับใช้ได้ตามเป้าหมาย จะสามารถช่วยซัพพอร์ตรายได้ของท้องถิ่น ได้มากกว่าที่ผ่านมา และสามารถนำไปลงทุน โครงสร้างพื้นฐานด้านอื่น ๆ ได้ นอกจากนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังเปิดโอกาสให้ อปท. มอบอำนาจให้เอกชนเข้ามาดำเนินการได้ ซึ่งหากพบว่าเอกชนมีประสิทธิภาพกว่าหรือทำได้ ต้นทุนถูกกว่า ก็จะส่งผลดีต่อการกำจัดขยะ
          "พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯประกาศใช้แล้ว แต่ตอนนี้ทางท้องถิ่นต้องรอมหาดไทย ประกาศกฎกระทรวงออกมาก่อนแล้วท้องถิ่น จะนำไปออกข้อกำหนดให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งการจะสามารถจัดเก็บได้ตามอัตราที่กำหนดต้องอาศัยกฎหมายอื่น ๆ ประกอบด้วย อีกทั้งหน่วยงานส่วนกลางยังควรให้องค์ความรู้และทำความเข้าใจกับชาวบ้านด้วย เพื่อลดปัญหาในการจัดเก็บ" นายธีรวุฒิกล่าว
          แนะแยกอัตราจัดเก็บชนบท-เมือง
          นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับเรื่องจากกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยส่วนตัวมีความเห็นว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา จะต้องพิจารณาการจัดเก็บเป็นบางพื้นที่ เช่น พื้นที่โซนอุตสาหกรรมหรือโซนพาณิชย์ ควรมีการจัดเก็บในอัตราที่สูงกว่าชนบท เพราะสังคมชนบทมีการทิ้งขยะในปริมาณที่น้อยกว่าสังคมเมือง
          เช่นเดียวกับ นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หากมองในแง่ดีก็จะทำให้ อปท.จัดเก็บรายได้เข้ารัฐเพื่อนำเงินให้ท้องถิ่นนำมาพัฒนาสาธารณูปโภค แต่ในแง่ของแผนการดำเนินงานต้องมีความละเอียดในการจัดโซนในการจัดเก็บ เพราะแต่ละชุมชนมีการทิ้งขยะในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นควรมีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศก่อน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง
          ด้านนายบุญเสริม จิตเจนสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของตัวกฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ปัจจุบันการจัดการขยะของจังหวัดเชียงใหม่แบ่งออกเป็น 3 โซน จากทั้ง 25 อำเภอ โซนเหนือเป็นพื้นที่รับผิดชอบของเทศบาลตำบลเวียงฝาง พื้นที่นี้มีปริมาณขยะค่อนข้างน้อย ส่วนโซนใต้มีพื้นที่การกำจัดขยะที่ อ.ฮอด และโซนกลาง อบจ.เชียงใหม่รับผิดชอบ มีปริมาณขยะราว 600-700 ตันต่อวัน

อปท.วอนเปิดสนามท้องถิ่นก่อน ป้องกันการเมืองใหญ่แทรกแซงจี้'คสช.'เร่งควบรวมก่อนกาบัตร

อปท.วอนเปิดสนามท้องถิ่นก่อน ป้องกันการเมืองใหญ่แทรกแซงจี้'คสช.'เร่งควบรวมก่อนกาบัตร  

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          นายอนุรักษ์ โปร่งสุยา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ออย อ.ปง จ.พะเยา กล่าวว่า จากกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการยุบ และควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขนาดเล็กในพื้นที่เดียวกัน และยกฐานะเป็นเทศบาล โดยจังหวัดหนึ่งๆ จะมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ไม่มี อบต.นั้น ข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทางของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาตาม ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลที่มีการศึกษากัน แต่ยังไม่มีมติจาก สนช.และ สปช.ที่ชัดเจน แต่ทำให้ท้องถิ่นตื่นเต้น
          "การดำเนินการดังกล่าว คือ การจัดระเบียบ อปท.ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ใช้กฎหมายบริหารท้องถิ่นฉบับเดียวกัน เกิดความสะดวกยิ่งขึ้น และเมื่อสามารถกำหนดวาระให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้พร้อมกันทั่วประเทศแล้ว คิดว่าควรให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อป้องกันการเมืองใหม่เข้ามากดดันหรือแทรกแซงการเมืองท้องถิ่น เพื่อให้การเมืองท้องถิ่นมีอิสระในการเลือกตั้งมากขึ้น" นายอนุรักษ์กล่าว
          ร.ท.เกรียงไกร อุทธิยา นายก อบต.ทุ่งกล้วย อ.ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งหากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากท้องถิ่น คือ องค์กรที่ทำงานตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล มีผลในทางปฏิบัติต่อประชาชนและชุมชนโดยตรง หากมีการเลือกตั้งการเมืองใหญ่ก่อน เกรงนักการเมืองระดับชาติบางคนอาจเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองท้องถิ่นดังเช่นที่ผ่านมา ทำให้ท้องถิ่นไม่มีอิสระในการบริหารจัดการ บางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะการแบ่งกลุ่มแข่งขันกันทางการเมือง โดยนักการเมืองระดับชาติเข้ามา สนับสนุน
          นายสรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย อดีตสมาชิกสภาการปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรตัดสินใจเร่งรัดการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีความชัดเจน และจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากประชาชนจะได้ประโยชน์จากการรับบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ประหยัดงบประมาณจากการลดจำนวนผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นในพื้นที่ทับซ้อน ใน 1 ตำบลที่มีทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลตำบล แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณของ อปท. และเสริมสร้างประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

งบรักษาพยาบาลอปท.ส่อวุ่นมีจ่ายแค่เม.ย.-สธ.หารือนายกฯ-รมว.มท.หาทางแก้

งบรักษาพยาบาลอปท.ส่อวุ่นมีจ่ายแค่เม.ย.-สธ.หารือนายกฯ-รมว.มท.หาทางแก้ 

คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          คน อปท.ส่อแววลำบาก งบค่ารักษาพยาบาลมีเหลือจ่ายถึงแค่ เม.ย.นี้เท่านั้น บัตรทองโอดซ้ำงบ ปี 61 ถูกตัดเหลือน้อยกว่าที่ขอไปกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท รมว.สธ.เตรียมเข้าหารือนายกฯ-รมว.มท. หาทางแก้
          เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดย นพ. ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รักษาการแทนเลขาธิการ สปสช. กล่าวรายงานที่ประชุมวาระเร่งด่วนเรื่องงบประมาณ ว่า ในปีงบประมาณ 2561 มีผู้มีสิทธิรักษาตามสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง 48.797 ล้านคน ซึ่งได้เสนอของบประมาณเหมาจ่ายรายหัว รวมจำนวน 141,155.925 ล้านบาท โดยไม่รวมเงินเดือนของบุคลากรสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แต่สำนักงบประมาณได้เสนอรายงานไปยัง พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ระบุงบ ประมาณเหมาจ่ายรายหัว สปสช.อยู่ที่ 128,020.626 ล้านบาท
          นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการ สปสช.นำเสนอเรื่องงบประมาณค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานหรือลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปีงบประมาณ 2559-2560 ที่ไม่เพียงพอว่า ตามที่ สปสช.ได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับ อปท.ในการบริหารจัดการกองทุนสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงาน/ลูกจ้างอปท.และมีข้อตกลงว่าในปีใดที่งบประมาณจาก อปท.ไม่เพียงพอให้สปสช.ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปพลางก่อนและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการชดเชยให้ใน ปีถัดไป ซึ่งปัจจุบันพบว่า อปท.มีจำนวน 7,851 แห่ง มีผู้ใช้สิทธินี้ 613,650 คน
          โดยข้อมูลการรับบริการสิทธิ อปท.ปีงบประมาณ 2559 มีจำนวนเงินจ่าย 5,596 ล้านบาท เฉลี่ย คนละ 9,096 บาท แต่ในปีงบประมาณ 2560 พบว่าจะมีปัญหาการใช้จ่ายเงิน เนื่องจากมีจำนวนเงินเหลือ 3,403 ล้านบาท หากเบิกจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 466 ล้านบาท งบนี้จะใช้ได้ถึงเดือนเมษายน 2560 เท่านั้น ซึ่งจากการประมาณการปี 2560 จะขาด เงินสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาลของอปท. 2,648 ล้านบาท ดังนั้น ปีงบประมาณ 2561 ต้องใช้เงิน 9,046 ล้านบาท
          ศ.เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวถึงเรื่องงบประมาณปี 2561 ว่า จะประสานเพื่อหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.ร.อ.ณรงค์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของงบประมาณในการให้สิทธิรักษาพยาบาลของ ผู้ถือสิทธิบัตรทอง จำเป็นต้องมีการปรับบันทึกความร่วมมือระหว่าง สปสช.กับท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งให้ สปสช.จัดทำหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของพนักงาน/ลูกจ้าง อปท.ใหม่ด้วย
          นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมเรื่องค่ารักษาพยาบาลของ อปท.ว่า ในกรณีที่งบประมาณจะหมดลงเดือนเมษายนนี้ สปสช.ก็จะต้องหยุดการบริหารจัดการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีสิทธิดังกล่าว ส่วนการวางแผนในระยะยาวจะขอเข้าหารือกับคณะกรรมการกระจายอำนาจ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับงบประมาณที่จะมา สนับสนุนสิทธินี้ต่อไป ซึ่งจะดำเนินการให้ทราบรายละเอียดว่ามีแนวทางการดำเนินการอย่างไรก่อนเดือนเมษายน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับบริการ

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นักวิชาการชี้เลือกตั้ง'ท้องถิ่น'ปี'62

นักวิชาการชี้เลือกตั้ง'ท้องถิ่น'ปี'62

มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายวีระศักดิ์ เครือเทพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รับเชิญไปบรรยายในการประชุมวิชาการประจำปี สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) กรณีการยุบและควบรวม อปท. ที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมาย อปท.และร่างประมวลกฎหมาย อปท.ตามแนวทางของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยยืนยันว่า อปท.ทั่วประเทศจะมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในช่วงต้นปี 2562 หลังจากตั้งแต่ต้นปี 2558 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้ผู้บริหารและสมาชิกสภา อปท. ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล รักษาการในตำแหน่งโดยมีการรับค่าตอบแทนและอำนาจหน้าที่ตามปกติ
          "สำหรับสาเหตุที่จะทำให้มีการเลือกตั้งล่าช้าจะเกี่ยวข้องกับโรดแมปในการผลักดันให้ อปท.ปรับปรุงระบบบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมกับประชาชน การจัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาภายใน 1-2 ปี และจะมีการพิสูจน์ความสามารถและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของ อปท.ขนาดเล็กตามมาตรฐานบริการสาธารณะ การปรับภารกิจใหม่ ที่สำคัญหากพิสูจน์ได้ว่าการควบรวม อปท.เป็นทางเลือกที่จำเป็น เพื่อยกขีดความสามารถในการดูแลประชาชน หรือทำให้ อปท.เป็นองค์กรที่พึ่งได้สำหรับประชาชน จะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1-10 ปี" นายวีระศักดิ์ กล่าว
          ด้านนายยุทธพร อิสระชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นประมาณต้นปี 2562 ถือว่าล่าช้ามาก คสช.ให้โอกาสท้องถิ่นรักษาการนานเกินไป ขณะที่การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะ การพัฒนาพื้นที่ แต่ประชาชนจะไม่ได้รับการตอบสนองในการแก้ไขปัญหา โดยไม่มีการประเมินผล ถือว่าไม่เป็นผลดี
          "สำหรับสาเหตุที่ คสช.ยังไม่เปิดโอกาสให้เลือกตั้ง เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีการเคลื่อนไหว กลัวว่านักการเมืองระดับชาติส่วนหนึ่งจะลงไปเล่นการเมืองท้องถิ่น ขณะที่นักการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่จะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับชาติในฐานะ หัวคะแนน" นายยุทธพรกล่าว

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เมื่อ'เมือง'กลายเป็นโจทย์ การบริหารจัดการท้องถิ่นสมัยใหม่

เมื่อ'เมือง'กลายเป็นโจทย์ การบริหารจัดการท้องถิ่นสมัยใหม่  

มติชน  ฉบับวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

          พนิดา สงวนเสรีวานิช
          ในบรรดาเมกะเทรนด์ที่เป็นปัจจัยในการเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกในอนาคต นอกจากการเป็นสังคม สูงวัย สังคมรักสุขภาพ เป็นยุคของพลังงานทางเลือก ทั้งเป็นยุคของสื่อดิจิทัล เทรนด์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วและไม่ควรมองข้ามคือ "การเติบโตของสังคมเมือง" (Urbanization)
          ตัวเลขที่น่าสะพรึงเกี่ยวกับสถานการณ์ความเป็นเมืองของโลกจัดทำโดยสหประชาชาติ คือ ในปี 2493 ประชากรโลกมากกว่า 2 ใน 3 อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท มาปี 2550 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท และแนวโน้มนี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
          คาดกันว่า ในปี 2593 จะมีประชากรโลกอาศัยอยู่ในเขตชนบทเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
          หมายความว่า 2 ใน 3 ของประชากรโลกกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง!
          นั่นหมายความว่าระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต้องมีการวางแผน มีการบริหารการจัดการเป็นอย่างดี
          หันกลับมาที่ประเทศไทย เมื่อพูดถึงสังคมเมือง เรามักนึกถึงกรุงเทพฯ เพราะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด ขณะเดียวกันก็เห็นถึงปัญหาของสังคมเมืองที่ไม่ได้รับการออกแบบวางแผนไว้ล่วงหน้า
          "คนกรุงอ่วม! รถติดแยกรัชโยธินสาหัสมากหลังปรับเป็นวงเวียนวันแรก"
          หนึ่งในปัญหาบนท้องถนนที่คนเมืองต้องประสบ ยังมีปัญหาด้านการจัดการบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถสาธารณะ การกำจัดขยะ ชุมชนแออัด ความเหลื่อมล้ำของรายได้ประชากร ฯลฯ
          ประเด็นการเติบโตของเมืองพูดกันมานานเป็น 10 ปี แต่จนถึงวันนี้ดูเหมือนยังไม่ขยับไปไหนเท่าที่ควร
          แม้ว่าหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นต้นมา เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาความเป็นเมืองในประเทศไทย มีการยกฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับสุขาภิบาลเป็นเทศบาลทั้งหมด 2,441 แห่งทั่วประเทศ จากก่อนหน้านี้ในช่วง พ.ศ.2475-2535 มีจำนวนเทศบาลเพียง 134 แห่งเท่านั้น
กับดักสังคมเกษตร 10 ปียังไปไม่ถึงไหน

          ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้คน อาคารบ้านเรือน ถนนหนทาง สิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งวิถีการดำเนินชีวิตที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องแทบจะตลอดเวลาในทุกๆ เรื่อง
          จากเดิมที่ประชากรไทยกระจายตัวอยู่ตามชนบท ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทุกวันนี้ประชากรเข้ามารวมตัวกันอยู่ในเมืองมากขึ้น เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่สถาบันวิจัยประชากรเรียกว่า "ระเบิดคนเมือง"
          ถามว่า เรามีการเตรียมการรองรับมากน้อยเพียงไร?ในหนังสือ "Urbanization : เมื่อ 'เมือง' กลายเป็นโจทย์ของการบริหารจัดการท้องถิ่นสมัยใหม่" ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บอกว่า หากพิจารณาจากประสบการณ์การบริหารจัดการเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมา ประการที่หนึ่งคือ ประเทศไทยมีประสบการณ์น้อยมากในการบริหารจัดการพื้นที่เมือง
          "หลายทศวรรษของการพัฒนาประเทศ พื้นที่เมืองเติบโตมากขึ้น หากแต่เขตเมือง ซึ่งในทางการบริหารปกครอง คือ เขตเทศบาลเมืองกลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย"
          เรายังเห็นพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูงขึ้น แต่ยังคงการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบล สะท้อนถึงความไม่เข้าใจวิธีคิดของระดับนโยบายต่อการออกแบบระบบบริการสาธารณะที่ต้องสอดคล้องต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม
          ประการที่สอง ด้วยวิธีคิดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงสังคม นโยบายของรัฐไม่ได้ทำงานเชิงรุกในเรื่องนี้ ส่งผลให้เมืองในประเทศไทยเป็นการเติบโตตามยถากรรม และก้าวตามโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบและภาพรวมของการพัฒนา ขาดการวางแผนและทิศทางที่ดี ดังนั้นการเติบโตของเมืองในประเทศไทยจึงค่อนข้างไร้ระเบียบและมีปัญหา
          สาเหตุที่การพัฒนา "เมือง" ไปไม่ถึงไหน ผศ.ดร.อรทัยให้ทรรศนะว่า อาจมาจากความคิดความเชื่อว่า เราเป็นสังคมชนบท เป็นสังคมเกษตร เลยไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กัน ขณะที่ในต่างประเทศจะพูดถึงเรื่องนี้มาสักระยะใหญ่แล้ว อย่างตามมหาวิทยาลัยจะมี "เออเบิร์นเซ็นเตอร์" ศึกษาความเป็นเมืองในทฤษฎีตะวันตก
          "สำหรับประเทศไทยอาจเป็นด้วยผู้กำหนดนโยบายมีความรู้สึกว่าเรายังเป็นสังคมเกษตรอยู่ อาจจะโยงไปถึงการออกแบบการปกครองประเทศ วิธีคิดแบบการรวมศูนย์อำนาจ เรามองอะไรก็จะมองประเทศไทย ไม่ได้มองว่าหย่อมย่านนี้เป็นอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร คือการกระจายอำนาจไม่ได้ถูกมอง แต่มองด้วยมาตรฐานเดียวกันหมด"
กรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทย

          "รูปแบบเดียวที่เรามองเรื่องเมือง คือกรุงเทพมหา นคร เพราะมันคล้ายความเป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนเป็นเมือง"
          ผศ.ดร.อรทัยบอก และว่า จริงๆ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ 10 ก็มีการพูดถึง
          เรื่องนี้ แต่มันไม่ถูกเคลื่อนอย่างเป็นจริงเป็นจัง เช่น
          ทำไมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงไปตั้งที่เชียงใหม่ ทำไม
          มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงไปตั้งที่ขอนแก่น เพราะต้องการดึงความเจริญของกรุงเทพฯออกไปสู่ภูมิภาค แต่เราก็ทำไปโดยไม่ได้เห็นภาพของสิ่งนั้นจริงๆ
          อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นได้ชัดว่าท้องถิ่นเริ่มโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น วันนี้ถ้าไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างอุบลราชธานีเติบโตขึ้นไล่ๆ กับกรุงเทพฯ รวมทั้งอุดรธานีด้วย เพราะการส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่ควบคู่ไปกับความร่วมมือทางการค้าในกลุ่มประชาคมอาเซียน
          แม้ว่าโดยวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งของการส่งเสริมให้เกิดความเป็น "เมือง" ในหน่วย
การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมคือ ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ ผศ.ดร.อรทัยบอกว่า มีมิติที่หลากหลายกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน นี่คือระเบิดของคนเมืองจริงๆ เมื่อเมืองแต่ละ
เมืองมีการออกแบบว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมีการเวนคืนที่ดิน มี
          การย้ายคนออกจากสังคมเกษตรมาอยู่บนอพาร์ตเมนต์ ย้ายงานมาทำภาคบริการมากขึ้น จะมีมิติทางสังคมชัด มีความต้องการทางด้านสังคมตามมา แล้วก็จะมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา
          ในหนังสือ "Urbanization : เมื่อ 'เมือง' กลายเป็นโจทย์ของการบริหารจัดการท้องถิ่นสมัยใหม่" จึงไม่ได้เสนอเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
          "เพราะเรารู้ว่าเรื่องนี้เปลี่ยนยาก เพียงแต่ว่าไปกระทุ้งคนที่ทำหน้าที่บริหารพื้นที่ โดยเฉพาะนายกเทศมนตรีกับองคาพยพ ปลัด เทศบาล ซึ่งอยู่กับพื้นที่ ความเป็นชุมชนเมือง เขาคิดหรือยังว่า มันต้องไม่ใช่บริการสาธารณะแบบอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นบริการสาธารณะที่สอดคล้องกับพื้นที่"
ท้องถิ่นต้องมี'จุดยืน'

          นอกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินบทบาทในฐานะเป็นด่านหน้าในการจับตาความเป็นเมืองในพื้นที่ของตนแล้ว รูปแบบการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมต้องปรับตามไปด้วย โดยมุ่งในเชิงรุกเป็นหลัก จะรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงลงมือทำไม่ได้
          "ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 จะเห็นว่ารัฐบาลก็เห็นความสำคัญของเมือง ที่สามารถบูมเรื่องเศรษฐกิจได้ ดึงย่านมาเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะบางทีการพัฒนาประเทศไทย เราจะใส่งบประมาณลงไปทุกพื้นที่ไม่ได้ ขณะที่ วิธีคิดแบบเมือง ใช้การดึงศักยภาพของพื้นที่ และเอาพื้นที่นั้นเป็นตัวตั้ง ดูว่าต้องการ พัฒนาอย่างไร และค่อยๆ ทำเป็นจุดเป็นย่านไป"ประเด็นสำคัญหนึ่งคือ "ท้องถิ่นต้องมีจุดยืน" ผศ.ดร.อรทัยบอก และอธิบายเพิ่มเติมว่า   
          เราคิดว่าตัวผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งก็คือเจ้าของพื้นที่ต้องมีจุดยืน เพราะเขาก็มีหน้าที่ในการทำแผนยุทธศาสตร์เมืองอยู่แล้ว เช่น ทำสะพาน ซ่อมแซมถนน ฯลฯ แต่เราอยากให้เขามองเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะการพัฒนาวันนี้ถ้าจะได้เปรียบต้องมียุทธศาสตร์ และต้องมีความแตกต่างหลากหลาย
          ยกตัวอย่าง อัมพวา ซึ่งแม้ถนนตัดผ่าน แต่โดยพื้นที่จะมีการอนุรักษ์ความเป็นวัฒนธรรม ธรรมชาติที่มี พอพื้นที่เอาเรื่องนี้มาเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา เขาจะทำโครงสร้างเพื่อตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยว หรือสร้างอะไรก็ต้องมั่นใจว่าไม่ได้ไปลดทอนความหลากหลายที่เขามีอยู่ หรือไม่ได้ลดทอนความเป็นท้องถิ่นที่เขามีอยู่ นี่คือ สิ่งที่ท้องถิ่นแต่ละที่ต้องหาให้ได้ นี่คือสารของหนังสือเล่มนี้
แค่เปลี่ยนมุมมองทุกอย่างก็เปลี่ยน

          แม้ว่าในหนังสือเล่มดังกล่าวจะนำเสนอแนวทางไว้แล้ว แต่บ่อยครั้งที่ท้องถิ่นมักตั้งคำถามว่าแล้วต้องทำอย่างไร
          ผศ.ดร.อรทัยชี้ว่า เวลาทำแผนยุทธศาสตร์ให้ "เปลี่ยนมุมมองบางอย่าง" จุดหนึ่งที่เราอยากให้ผู้บริหารคิดคือ ในอดีตเมืองผู้บริหารท้องถิ่นลงไปทำแผนว่าจะทำอะไร มักจะถามว่า พี่น้องมีปัญหาอะไร? ฉะนั้นเวลาที่ออกมาเป็นลักษณะว่า แผนนี้ไปแก้ปัญหา ซึ่งไม่ต่างจากการใช้เงินไปปิดจุดอ่อน เราไม่รู้ว่าเงินที่เราใส่ไป ในอีก 2 ปีข้างหน้าเมืองนี้จะพัฒนาไปเป็นอะไร
          ฉะนั้น เราจึงเสนอท้องถิ่นว่า "อย่ามองปัญหาอย่างเดียว ต้องไปค้นหาจุดแข็งของพื้นที่ว่าคืออะไร"   
          ยกตัวอย่าง สะพานที่ต้องซ่อมอยู่แล้วทุกปี ถ้าเราปรับพื้นที่เป็นอย่างอื่นด้วยจุดแข็งที่เรามี อาจจะไม่ต้องซ่อมสะพานก็ได้ อาจจะแก้ปัญหาอย่างอื่นไปได้หมด เราเรียกว่า เป็น "การวางแผนยุทธศาสตร์อยู่บนพื้นฐานของศักยภาพ" เหมือนนักร้องที่ไม่สวย แต่เสียงดีมากๆ ถ้าเราพัฒนาเสียงของเขาที่ไม่เหมือนคนอื่น อาจจะมีจุดแข็งที่สำคัญและไปได้
          เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ที่หยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่าง รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าบอกว่า สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กนิดเดียวที่พัฒนาจากขาของตัวเอง จากไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งน้ำ วันนี้สิงคโปร์มีทุกอย่าง
          "สิงคโปร์แต่เดิมเต็มไปด้วยป่าคอนกรีต วันนี้เป็นหนึ่งในการ์เด้นซิตี้ มีสวนสาธารณะใหญ่มาก สัดส่วนของพื้นที่สีเขียวมากกว่าประเทศไทยอีก นั่นคือ ต้องมองที่ 'จุดแข็ง' เราพยายามโน้มน้าวให้ท้องถิ่นหันมามองที่จุดแข็งของตนเอง ไม่เช่นนั้นเวลาท้องถิ่นทำแผน หรือประชาชนเองมักมองว่าอยากมีอย่างนั้นอย่างนี้ มองแต่สิ่งที่ตนเองขาด"
          ขณะเดียวกันต้องรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ต้องมองว่าจะทำอะไรเพื่อเสริมจุดแข็งของตัวเอง นี่คือวิธีคิดที่เราอยากให้ผู้บริหารมี เป็นการชักชวนไปมองมุมบวก ซึ่งเวลาที่เราทำท้องถิ่นจริงๆ จะพบว่าทุกท้องที่มีเรื่องบวกหมด เพียงแต่เขาอยู่กันมาตลอด อาจจะมองไม่เห็น
เสน่ห์ของความหลากหลาย

          ผศ.ดร.อรทัยบอกอีกว่า ปัจจุบันจะเห็นว่าเมืองหลายเมืองมีการทำ creative city creative district เช่น "อุดรธานี" ที่ไม่ได้เน้นความเป็นเมืองเก่าบ้านเชียง แต่มุ่งที่การเป็นเมืองโมเดิร์น ใช้สัญลักษณ์เป็น "เป็ดเหลือง"
          หรือ "ขอนแก่น" ที่เป็นเมืองแห่งศูนย์ประชุม คือแต่ละเมืองพยายามวิเคราะห์ศักยภาพตัวเอง แล้วเราจะมีโมเดลให้ โมเดลนั้นชื่อว่า ทุนท้องถิ่น เราจะมีตัวแปรหลายตัว เช่น ดูโลเกชั่น อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ เดินทางสะดวก มีเมืองมหาวิทยาลัย ฯลฯ ก็สามารถวางพอร์ตเมืองตัวเอง ท้องถิ่นก็จะรู้ว่าจะวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรเพื่อเตรียมเมืองเตรียมประชาชนตัวเองอย่างไร
          อย่าง "ปากเกร็ด" วางเมืองตัวเองเป็น "เมืองอยู่อาศัย" โดยหลักก็ต้องมองว่า การเป็นเมืองที่อยู่อาศัยที่ดีมีอะไร ความปลอดภัยเป็นสำคัญ จะจัดระบบอย่างไรให้คนที่มาอยู่ในเมืองคำนึงถึงเรื่องนี้ ที่สุดมันทำให้เมืองแต่ละเมือง แม้จะไม่ได้มีเงินให้ทำได้ทุกเรื่อง แต่มีบุคลิกที่แตกต่าง
          "ถ้าแต่ละท้องถิ่นเข้าใจมุมนี้และพัฒนาไป มันจะยิ่งทำให้ประเทศไทยมีเสน่ห์
          "เราจะชื่นชมความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันเด็กแต่ละคนจะซึมซาบกับความเป็นท้องถิ่นของตนเองเหมือน 'โลคัล โกลบอล' คือมีรากที่ท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็มองโลกเป็น" รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าบอก และย้ำว่า
          สถาบันพระปกเกล้าทำหน้าที่แนะ เราเชื่อว่าการปกครองท้องถิ่นเป็นพื้นฐานสำคัญ ประชาธิปไตยจะเคลื่อนไปได้ก็ต่อเมื่อประชาชนตระหนักว่า ตนเองสามารถดูแลตนเองได้ by the People คือฉันสามารถจะปกครองตนเองได้
          แค่มองเห็นปัญหาที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเห็นปัญหาขยะหน้าบ้าน คุณภาพโรงเรียน การค้าขายในเมือง ต้นไม้ในเมือง ฯลฯ ถ้ามองว่าเมืองของฉัน ฉันจะสร้างเมืองให้ลูกหลานของฉันอย่างไร จะเป็นการบ่มเพาะ ฝึกการเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเรื่องมันใกล้ตัวมาก