วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มติก.กลางเบรกจ่ายเงิน'ขรก.' ค่าเดินทาง-ประจำตำแหน่ง กลุ่มถูกย้ายนั่งสนง.ก.จังหวัด

มติก.กลางเบรกจ่ายเงิน'ขรก.' ค่าเดินทาง-ประจำตำแหน่ง กลุ่มถูกย้ายนั่งสนง.ก.จังหวัด 

มติชน  ฉบับวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

          นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แพร่ ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.กลาง) เปิดเผยว่า ในการประชุม ก.กลางครั้งล่าสุดที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีมติให้ข้าราชการท้องถิ่นที่มีคำสั่งให้ประจำสำนักงานเลขานุการ ก.จังหวัด ไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่งและสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ตามคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 465/2556 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ซึ่งวางแนวทางอย่างชัดเจนว่าข้าราชการดังกล่าวไม่ได้เดินทางไปช่วยราชการตามปกติ และมีการสอบสวนเอาผิดทางวินัย โดยเฉพาะข้าราชการท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคามที่ถูกคำสั่ง คสช.ใช้มาตรา 44 สั่งให้ไปประจำที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดจากปัญหาทุจริตจากการสอบแข่งขัน
          "นอกจากนี้ จะแจ้งให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศที่จะเปิดสอบแข่งขันบุคคลบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งต้องมีการคัดเลือกสถาบันการศึกษาเพื่อเป็นหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบดำเนินการสอบแข่งขัน ทั้งนี้ ไม่ให้ อปท.เป็นผู้คัดเลือก แต่ให้ ก.จังหวัดเป็นหน่วยดำเนินการคัดเลือก โดยมีหนังสือแจ้งสถาบันการศึกษาที่เห็นสมควรมาเสนอแนวทางการดำเนินการสอบแข่งขันที่รัดกุม โปร่งใส เมื่อ ก.จังหวัดคัดเลือกแล้วให้ส่ง ก.กลางพิจารณา จากนั้น ก.กลางจะต้องแจ้งผลให้ ก.จังหวัดดำเนินการต่อไป" นายปรีชากล่าว
          นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดการชี้แจงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กรณีการปฏิรูป อปท.ในวันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จ.เชียงใหม่ โดยมีการบรรยายยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี กับทิศทางการปฏิรูปท้องถิ่นไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะยกฐานะ อบต.และการควบรวมเทศบาล
          "ในการสัมมนาดังกล่าว นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า จะแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง 'ท้องถิ่นควรปรับตัวอย่างไรภายใต้บริบทสังคมโลกยุค 4G และยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี' นายวีระศักดิ์ เครือเทพ กรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. จะบรรยายพิเศษเรื่อง 'รู้ทันทิศทางการปฏิรูป อปท. : กรณีการควบรวม อปท. และทิศทางการพัฒนารายได้ของ อปท.' ร.ต.อ.นิติภูมิธนัฐ มิ่งรุจิราลัย ผู้อำนวยการสถาบันแอฟริกาและเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จะบรรยายเรื่อง Thailand 4.0 สำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาท้องถิ่นไทย" นายพิพัฒน์กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เทศบาลเมืองนราธิวาส รับโอนพนักงานเทศบาล

เทศบาลเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส มีความประสงค์รับโอนพนักงานเทศบาลในตำแหน่ง
๑.ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม ระดับกลาง)
๒.รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (นักบริหารงานการศึกษา ระดับกลาง)
๓.หัวหน้าฝ่ายพัฒนารายได้ (นักบริหารงานคลัง ระดับต้น)
๔.หัวหน้าฝ่ายแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน (นักบริหารงานคลัง ระดับต้น)
๕.หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมเด็กและเยาวชน (นักบริหารงานการศึกษา ระดับต้น)
๖.หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม ระดับต้น)
๗.นักจัดการงานทะเบียนและบัตร ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๘.นักวิชาการตรวจสอบภายใน ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๙.พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๑๐.ศึกษานิเทศก์
๑๑.เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๒.นายช่างโยธา ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๓.เจ้าพนักงานสุขาภิบาล ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๔.เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๕.เจ้าพนักงานธุรการ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๖.เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
สนใจสอบถามรายละเอยดเพิ่มเติมโทร. ๐-๗๓๕๑-๒๔๓๑

กสถ.คัดเลือกมหาลัยไม่ลงตัวส่อเลื่อนสมัครสอบพนง.อปท.

กสถ.คัดเลือกมหาลัยไม่ลงตัวส่อเลื่อนสมัครสอบพนง.อปท.  

มติชน  ฉบับวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙

          นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แพร่ ในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เปิดเผยว่า หลังจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะประกาศรับสมัคร และดำเนินการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล และพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล ทั่วประเทศ 85 ตำแหน่ง 14,659 อัตรา ประกอบด้วยตำแหน่งประเภทวิชาการ 58 ตำแหน่ง 6,353 อัตรา และตำแหน่งประเภททั่วไป 27 ตำแหน่ง 8,306 อัตรา ซึ่งเดิมกำหนดจะเปิดรับสมัครช่วงเดือนธันวาคมนี้นั้น ล่าสุดมีปัญหาขัดข้องบางประการจากการคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่จะดำเนินการจัดสอบ กสถ.จึงมีความจำเป็นจะต้องเลื่อนการเปิดรับสมัคร หลังจากมีผู้สนใจสมัครสอบจาก 10 สนามสอบทั่วประเทศกว่า 6 แสนคน
          "มี 2 มหาวิทยาลัยยื่นข้อเสนอในการเลือกจ้าง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สวนดุสิต กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดย มรภ.สวนดุสิตเคยจัดสอบแข่งขัน โดยมีผู้สอบ 5 แสนคนขึ้นไป คิดค่าจ้างสอบประมาณคนละ 290 บาท ส่วน ม.อ.เคยสอบแข่งขันที่มีผู้สอบ 5 หมื่นคน คิดค่าจ้างคนละ 220 บาท มีการประเมินเบื้องต้นผลงานของ มรภ.สวนดุสิตน่าจะดีกว่า แต่คิดค่าใช้จ่ายต่อหัวผู้เข้าสอบทั้ง 3 ภาควิชาแพงกว่า และเคยจัดสอบให้ กสถ.แล้วประสบความสำเร็จด้วยดีไม่มีปัญหาการทุจริต ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะจ้างมหาวิทยาลัยแห่งใดดำเนินการจัดสอบ" นายปรีชากล่าว

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การควบรวมท้องถิ่น

การควบรวมท้องถิ่น

มติชน  ฉบับวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

          ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
          1.  มีข้อสังเกตเชิงวิจารณ์มาหลายปีแล้วว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นไทยนั้นจำนวนมากมีขนาดเล็กเกินไป (วัดจากจำนวนประชากรหรือรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุน) เพียงแต่ไม่ได้ถูกนำมาอภิปรายในวงกว้างและจริงจัง มาถึงปี 2559 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ เนื่องจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนำมาพิจารณาและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทย
          มีข้อเสนอ (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่า อปท.ขนาดเล็กวัดจากประชากรหรือเงินรายได้จะต้องเข้าสู่กระบวนการควบรวม ซึ่งเข้าใจว่ามีหลายฝ่ายให้การสนับสนุนขณะที่มีฝ่ายคัดค้านเป็นเรื่องธรรมดา
          ในโอกาสนี้ผู้เขียนขอนำหัวข้อ "การควบรวมท้องถิ่น" มาอภิปรายโดยอิงคติที่ว่าร่วมกันคิดหลายหัวย่อมจะรอบคอบกว่าคิดคนเดียว
          2.  การควบรวมรัฐบาลท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล มีตัวอย่างหลายประเทศที่ได้ผ่านประสบการณ์การควบรวมรัฐบาลท้องถิ่นเป็นเวลานานหลายสิบปี ถ้าผู้อ่านสนใจแค่เปิดอินเตอร์เน็ตค้นคำศัพท์จากอาจารย์กูเกิลคำว่า การควบรวมท้องถิ่น (local amalgamation) จะได้รับข้อมูลท่วมหัว เท่าที่ผู้เขียนค้นคว้าพบว่ามีกรณีศึกษาจากประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย (รัฐนิวเซาท์เวลส์) เป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะอยู่ในสถานการณ์ "สดๆ ร้อนๆ" หมายถึงอยู่ระหว่างการควบรวม มีข่าวนายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์แถลงนโยบายและตรากฎหมาย (ประเทศหรือระดับมลรัฐ) ระบุข้อมูลหน่วยงานที่จะถูกควบรวมอย่างชัดเจน
          ประเทศนิวซีแลนด์นั้นปกครองแบบรัฐเดี่ยวเช่นเดียวกับประเทศไทย ตามประวัติระบุว่าเริ่มจัดตั้งหน่วยงานท้องถิ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1842
          ในปี ค.ศ.1900 (สมัยรัชกาลที่ห้า) จำนวนท้องถิ่นเท่ากับ 529 แห่ง แปดสิบปีต่อมา 1980 เหลือ 454 แห่ง
          ปี 2010 ลดเหลือ 78 แห่ง นับจำนวนปัจจุบันจำแนกเป็นท้องถิ่นระดับบน 11 แห่ง (เรียกว่า regional council) ระดับล่าง 67 แห่ง (12 แห่งเรียกว่า city council เทียบกับเทศบาลเมือง อีก 53 เทศบาลตำบลใช้คำ district council)
          หลายมลรัฐของออสเตรเลียก็อยู่ระหว่างควบรวมเช่นกัน เว็บไซต์มีบทความวิชาการหลายฉบับที่แสดงความเห็นคัดค้าน ตั้งคำถามว่า "ใหญ่ต้องแปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?" (bigger is better) มีรูปถ่ายผู้คนจำนวนหนึ่งถือป้ายคัดค้านการควบรวม
          ญี่ปุ่นมีการปกครองแบบรัฐเดี่ยวเหมือนไทย และผ่านประสบการณ์บริการสาธารณะโดยท้องถิ่นอย่างยาวนานนับร้อยๆ ปีในประวัติศาสตร์ เดิมเคยมีจำนวนท้องถิ่นหลายหมื่นแห่ง
          สถิติในปี 1945 ระบุมีหน่วยงานท้องถิ่นจำนวน 10,520 แห่ง ยี่สิบปีผ่านไปในปี ค.ศ.1965 เหลือเพียง 3,392 แห่ง ปี 1995 จำนวน 3,234 แห่ง ระยะหลัง (ปี 2013) มีเพียง 1,719 แห่ง
          เช่นเดียวกันสถาบันวิจัยหลายแห่งและนักวิชาการชาวญี่ปุ่นได้เขียนบทความวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงของมาตรการควบรวม สรุปได้ความว่า ส่วนบวกหรือผลดีคือการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุนค่าบริหารจัดการ (บุคลากร) และได้ประโยชน์จาก "การประหยัดจากขนาด" ตรงตามตำราเศรษฐศาสตร์
          แต่ผลทางลบก็มีเหมือนกัน ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นลดลง (วัดเชิงประจักษ์จากจำนวนผู้โหวต ขยายความก็คือเมื่อถูกควบรวมกลายเป็นองค์กรใหญ่ จะมีคนนอนหลับทับสิทธิไม่ยอมไปลงคะแนนจำนวนเพิ่มขึ้น อนึ่ง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับประชาชนคงจะไม่ใกล้ชิดเหมือนเดิม แต่ก็มีผู้แย้งว่าความสัมพันธ์แบบใหม่เป็นการผ่านอินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์สำหรับคนรุ่นใหม่ถือว่าธรรมดา)
          3.   ย้อนดูสถานการณ์ในบ้านเรา ผู้เขียนสนใจและติดตามว่ากระบวนการควบรวมท้องถิ่นไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ถึงกระนั้นยังไม่มีข้อมูลหรือความชัดเจนว่า สปท. จะขับเคลื่อนมาตรการอย่างไร กำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการควบรวมอย่างไร? สิ่งที่พอจะทำได้ขณะนี้คือค้นคว้าข้อมูลว่า "อปท. ขนาดเล็ก" และความเสี่ยงที่จะตกเกณฑ์เข้ากระบวนการควบรวมมีจำนวนกี่ราย?
          ในตารางที่ 1 แสดงจำนวน อบต.และเทศบาลตำบลที่มีประชากรระหว่าง 1-4 พันคน รายได้ (โดยไม่รวมเงินอุดหนุน) ระหว่างต่ำกว่า 20-40 ล้านบาท
          สรุปว่าท้องถิ่นที่เข้าข่ายการพิจารณามีจำนวน 910 แห่ง ไม่น้อย
          ขอชี้แจงว่า เราจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะพิเศษหรือข้อยกเว้น เช่น ตั้งอยู่บนเกาะโดดๆ บนพื้นที่ภูเขาห่างไกลจากหน่วยงานอื่นๆ เดินทางยุ่งยาก จำเป็นต้องคงไว้ เพื่อความสะดวกของประชาชนและไม่สิ้นเปลืองค่าพาหนะมากเกินไปในการติดต่อกับหน่วยงาน
          4.  อปท.ไทยก้าวหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว (เมื่อสองปีก่อนมีการประเมินผลการจัดบริการสาธารณะตามนโยบายการกระจายเนื่องในอายุครบ 15 ปีของการกระจายอำนาจ โดย รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ) เปรียบเทียบว่าเข้าสู่วัยหนุ่มสาว การควบรวมเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจ ไม่เฉพาะคนในท้องถิ่นเท่านั้น หน่วยงานกำกับท้องถิ่น เช่นสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สมาคมท้องถิ่น และสถาบันวิชาการต่างๆ ล้วนสนใจ ในโอกาสนี้ขอออกความเห็นเล็กน้อยว่า
          หนึ่ง ดำเนินการควบรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป น่าจะดี โดยสมัครใจ และให้แรงจูงใจเงินอุดหนุนพิเศษ (ออสเตรเลียใช้มาตรการนี้) ถือเป็นค่าใช้จ่ายการบริหาร-จัดองค์กรใหม่-พัฒนาฐานข้อมูลชุดใหม่ ฯลฯ อาจจะกำหนดบันไดสามขั้น ขั้นแรกขนาดเล็กมากเช่น น้อยกว่า 2 พันคน ขั้นที่สองเพิ่มเงื่อนไข และขั้นที่สามซึ่งอาจจะเริ่มหลังผ่านประสบการณ์ห้าปีขึ้นไป
          สอง อยากให้ทำงานวิจัยควบคู่กัน หมายถึง การทดสอบข้อสันนิษฐานการประหยัดจากขนาดเพื่อมั่นใจว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่าย (ด้านบุคลากร) และมีงบประมาณส่วนที่เหลือไปจัดปรับปรุงบริการสาธารณะเพิ่มขึ้นประชากรก็จะเห็นดีด้วย ระหว่างดำเนินการก็ต้องประเมินสถานการณ์ อาจจะต้องให้การอบรมการทำงานของส่วนย่อย (กองหรือสำนัก) เพราะนี่คือการยกเครื่องขนานใหญ่ของท้องถิ่นเชียวนะ
          สาม อยากให้ สปท.หรือหน่วยงานกำกับเปิดเผยข้อมูลกว่าที่เป็นอยู่ ให้ผู้คนได้อภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้าน สร้างความยอมรับโดยสมัครใจและแรงจูงใจ (เงินอุดหนุนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างก็ได้ สมัยก่อนธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศเคยใช้คำคล้ายๆ กันว่า structural adjustment loan, SAL)
          สี่ พัฒนาฐานข้อมูลท้องถิ่นให้เจ๋งกว่าที่เป็นอยู่ ไม่เพียงแต่การเงิน-การคลัง-กองทุนโครงการที่ใช้งบประมาณเท่านั้น ทุกท้องถิ่นควรพัฒนาฐานข้อมูลคุณภาพชีวิตประชาชน แยกเป็นวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ เพื่อรู้เท่าทันปัญหาของคนแต่ละวัย เช่น เด็กที่ขาดโอกาสการศึกษา ออกจากสถานศึกษาเร็วเกินไป ผู้สูงอายุที่ยากจนแร้นแค้น
ควรถือเป็นประชากรกลุ่มเป้าหมาย

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สมคิดยกเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทยดึงกลุ่มจังหวัด-อปท.ขับเคลื่อนจัดงบฯเพิ่มเท่าตัว

สมคิดยกเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทยดึงกลุ่มจังหวัด-อปท.ขับเคลื่อนจัดงบฯเพิ่มเท่าตัว 

ข่าวสด (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

          ไฟเขียว'สมคิด'ยกเครื่องเศรษฐกิจ ปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ดึงกลุ่มจังหวัด-อปท.ขับเคลื่อนศก.ภายใน ขั้นแรกดึงงบฯ โครงการต่ำ 1,000 ล้าน ที่ทำไม่ทันสิ้นปีนี้เกลี่ยให้จังหวัดโดยตรง อนาคตเพิ่มงบฯ ท้องถิ่น เท่าตัวจาก 2 หมื่นล้านเป็น 4 หมื่นล้าน
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.ครั้งล่าสุด ได้เห็นชอบให้เรียกคืนงบประมาณในโครงการที่มีวงเงินต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ของทุกหน่วยงาน ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 ธ.ค.2559 เพื่อนำมาเกลี่ยให้ส่วนจังหวัดไปทำโครงการใหม่ที่เกิดประโยชน์กับพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นงานสำคัญที่สุดของรัฐบาลกับการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง
          เรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการดำเนินการเพราะเป็นแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล หันมาเน้นพัฒนาพื้นที่ให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโต แทนการพึ่งพิงปัจจัยภายนอก ทั้งการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว
          "การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอดีต งบประมาณมาจากส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งงบฯ ปกติที่จัดสรรให้กับส่วนราชการ หรือฟังก์ชัน งบฯ เชิงยุทธศาสตร์ หรืออาเจนด้า และงบประมาณแบบพื้นที่ จากนี้ไปงบฯ แบบพื้นที่จะเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกเหนือจากส่วนกลาง จากเดิมงบประมาณที่ได้รับในแต่ละจังหวัด มีเพียงปีละ 300-400 ล้านบาท แล้วก็มีงบฯ กลางของกลุ่มจังหวัดมีประมาณอีก 100 ล้านบาท แนวคิดแบบนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไป" นายสมคิดกล่าว
          นายสมคิดกล่าวว่า ตกลงกับกระทรวงมหาดไทย และสำนักงบประมาณแล้วว่าจะให้งบฯ ในส่วนจังหวัดมากขึ้น ลดงบฯ ฟังก์ชันและอาเจนด้าของส่วนกลางลง มาสู่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น เช่น จากเดิมได้ 20,000 ล้านบาท จะได้เพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาท
          สำหรับการจัดทำโครงการใหม่ของส่วนจังหวัดนั้น ผู้ว่าราชการต้องมาประชุมร่วมกันภายในเดือนก.พ.นี้ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เชิญภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และประชาชน มาหารือด้วย เพื่อให้รับทราบความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ว่าต้องการโครงการเร่งด่วนอะไรบ้างที่เกิดประโยชน์ในปี 2561 และต่อไปยังอนาคตในระยะ 4 ปี ให้เกิดความต่อเนื่อง
          ทุกส่วนต้องไปหารือให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน หากโครงการมีความพร้อมจะเริ่มดำเนินการทันที มีระยะเวลาการทำโครงการตั้งแต่ม.ค.-30 ก.ย. 2560

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: หนึ่งท้องถิ่น หนึ่งแบบอย่างคำสอน

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: หนึ่งท้องถิ่น หนึ่งแบบอย่างคำสอน

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

          รองศาสตราจารย์ดร.โกวิทย์  พวงงาม
          คนไทยทั้งชาติในห้วงเวลานี้มีความรู้สึกตรงกัน นั่นก็คือการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลวงรัชกาลที่ 9 และคนไทยทุกหมู่เหล่าดูเหมือนที่จะประกาศอย่างพร้อมเพรียงกัน ว่าจะสืบสานพระราชปณิธานและน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรมไม่ว่า จะเป็นการประกาศในระดับตนเอง หน่วยงาน องค์กร ชุมชนท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ เพื่อเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทั้งนี้ เห็นว่าพสกนิกรชาวไทยทั้งปวงได้เรียนรู้คุณค่าคำสอนของพระองค์ ที่ทรงคิด ตรัส และทรงวางหลักปฏิบัติต่างๆไว้อย่างครบถ้วน อันเป็นประโยชน์สุขของประชาชนทั้งมวล
          กล่าวสำหรับหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเคยมีข้อเสนอเพื่อสืบสานปณิธานการน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน้อมนำคำสอนที่เป็นแบบอย่างที่ดีของพระองค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ"หนึ่งท้องถิ่น หนึ่งแบบอย่างคำสอน" เพื่อจะให้ทุกท้องถิ่นนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติตามแบบอย่างคำสอนซึ่งมีอยู่มากมาย เป็นต้นว่า แบบอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง แบบอย่างของครัวเรือนและชุมชนพึ่งตนเอง แบบอย่างความซื่อสัตย์สุจริต แบบอย่างของการประหยัด และแบบอย่างของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าให้มีความยั่งยืน เป็นต้น
          มีแนวทางปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดตัวอย่างในหลายประเด็น ที่ท้องถิ่นสามารถเลือกนำมาใช้ในการส่งเสริมประชาชนให้เห็นเป็นแนวทาง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน หรือหมู่บ้าน ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้
          1) ยึดแนวทางความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลด ละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต ซึ่งในส่วนนี้สามารถกระทำได้ทั้งในระดับบุคคล และระดับครอบครัว
          2) ยึดแนวทางการประกอบอาชีพที่ก่อให้เกิดการพึ่งตนเองในส่วนนี้กระทำได้ทั้งระดับตนเอง ครอบครัว และระดับชุมชน เช่นประกาศเป็นชุมชนจัดการตนเอง หรือชุมชนพึ่งตนเอง
          3) ยึดแนวทางความซื่อสัตย์สุจริต ยึดความถูกต้อง ซึ่งแนวทางนี้สามารถปฏิบัติได้ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
          4) ยึดแนวทางและแบบอย่างการส่งเสริมการเสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะรวมทั้งก่อให้เกิดความสามัคคีหรือความเป็นปึกแผ่นของชุมชนซึ่งในส่วนนี้ทำได้ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
          5) ยึดถือปฏิบัติในแนวทางที่ดี ประพฤติตนตามหลักศาสนาลด ละในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อบายมุข และการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งสามารถกระทำได้ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
          6) ยึดแนวทางที่ทำให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งท้องถิ่นสามารถประกาศให้มีบุคคลที่เป็นแบบอย่างตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่9 ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือมีแบบอย่างชุมชนตัวอย่างที่เดินตามคำสอนของพระองค์
          ในการนำเสนอให้ท้องถิ่นดำเนินการ "หนึ่งท้องถิ่นหนึ่งตัวอย่าง" นั้น เท่ากับให้ท้องถิ่นได้มีการสืบสานปณิธาน ทั้งนี้เพราะพระองค์ท่าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้ทำให้ดูเป็นแบบอย่างไว้มากมาย ซึ่งท้องถิ่นสามารถที่จะน้อมนำไปปฏิบัติเป็นต้นว่า แบบอย่างของการเข้าถึงปัญหาประชาชนคนไทย ซึ่งท้องถิ่นก็สามารถนำปรับใช้โดยต้องเรียนรู้ปัญหาของชุมชนอย่างเข้าใจและเข้าถึง แบบอย่างของการกระทำให้เป็นตัวอย่าง เช่นการมีศูนย์ศึกษาตามแนวทางพระราชดำริ ซึ่งท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องของการจัดให้มีศูนย์เรียนรู้ในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และศูนย์เรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆที่อยู่บนพื้นฐานตามแนวทางของพระองค์ท่าน
          อย่างไรก็ตาม เสนอให้ท้องถิ่นมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนสืบสานปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และส่วนหนึ่งให้ท้องถิ่นศึกษา ค้นหาประชาชนหรือครัวเรือนที่ได้กระทำเป็นแบบอย่างเพื่อสืบสานปณิธานของพระองค์ท่าน โดยการนำบุคคลหรือชุมชนนั้นๆมายกย่อง ประกาศเกียรติคุณ และให้กำลังใจ ซึ่งท้องถิ่นจะได้บุคคลที่สืบสานปณิธานคำสอนของพระองค์ โดยการรวบรวมบุคคลต่างๆนั้นจัดทำเป็นทำเนียบเพื่อให้มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
          ในส่วนของการรณรงค์ขับเคลื่อนการสืบสานพระราชปณิธาน ท้องถิ่นสามารถกระทำได้หลายรูปแบบ เป็นต้นว่า การให้ชุมชนหรือหมู่บ้านได้ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางของพระองค์ท่านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมในชุมชนนั้นๆหรือในอีกแนวทางหนึ่ง ก็ให้ชุมชนมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อการสืบสานปณิธานของพระองค์ท่านตามบริบทของแต่ละชุมชนเอง
          ถึงกระนั้นก็ตาม อยากเสนอให้ท้องถิ่นแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ของแบบอย่างคำสอน ซึ่งคิดว่าท้องถิ่นมีแนวทางอยู่หลายประการที่จะน้อมนำแนวทางคำสอน พระราชดำริ หรือการนำพระบรมราโชวาทมาประยุกต์ ให้เกิดผลในการปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งเราเห็นแบบอย่างหลายหน่วยงาน องค์กร ชุมชน ได้กระทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว เป็นต้นว่า การเกิดขึ้นของโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็คือ "หนึ่งท้องถิ่น หนึ่งเศรษฐกิจพอเพียง"หรือแบบอย่างของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งได้จัดทำศูนย์เรียนรู้แบบศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ หรือการเกิดขึ้นของโรงเรียนคุณธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างการสร้างคนดีให้แก่ชุมชนท้องถิ่น
          ในส่วนของงานพัฒนาของท้องถิ่นซึ่งสามารถสร้าง "หนึ่งท้องถิ่น หนึ่งแบบอย่าง" ได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น แบบอย่างของชุมชนต้นแบบ แบบอย่างของการจัดการน้ำ การจัดการป่า ซึ่งในส่วนนี้เข้าใจว่าท้องถิ่นสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ดำเนินการได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมามีแบบอย่างท้องถิ่นที่ได้ดำเนินการตามแนวทางนี้เป็นจำนวนไม่น้อย แม้กระทั่งการบริหารจัดการทรัพยากรป่า ซึ่งหลายท้องถิ่นก็ดำเนินการได้เป็นอย่างดีเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีแบบอย่างที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา การออกกำลังกาย การสาธารณสุข เป็นต้น
          การสืบสานพระราชปณิธานที่ก่อให้เกิด "หนึ่งท้องถิ่น หนึ่งแบบอย่างคำสอน" นั้น จะเป็นการตอบโจทย์ในการสืบสานพระราชปณิธาน ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นจริงได้ง่ายที่สุด เพราะท้องถิ่นมีพื้นที่ในการดำเนินงานอย่างชัดเจนมีประชาชนที่มีความมุ่งหวังอยู่ในขณะนี้ ที่มีความคิดตรงกันว่าจะนำแนวทางคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งเป็นการตอบโจทย์การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นว่า เป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น คือ การจัดการตนเอง การพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น นั่นก็คือ การสอนให้ประชาชนรู้จักการพึ่งตนเอง และสอนให้ชุมชนจัดการตนเอง ในส่วนนี้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการน้อมนำคำสอนไปสู่การปฏิบัติ

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สมาพันธ์ปลัดคาดยุบรวมอปท.ส่อยืดเยื้อชี้ต้องแก้กม.อย่างน้อย40ฉบับยันมีแรงต้านจากฐานการเมือง

สมาพันธ์ปลัดคาดยุบรวมอปท.ส่อยืดเยื้อชี้ต้องแก้กม.อย่างน้อย40ฉบับยันมีแรงต้านจากฐานการเมือง

มติชน  ฉบับวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

          นายศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย และตัวแทนคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การยุบและควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามแนวทางของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้รับความสนใจจากเพื่อนข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากแนวทางยังไม่มีความชัดเจน ทำให้มีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการระดับปลัด ผู้อำนวยการกองต้องการย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น ส่วนฝ่ายการเมืองมีผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากการยุบและควบรวมจะทำให้การแข่งขันทางการเมืองสูงมาก จากผลของการควบรวม อปท.ในตำบลเดียวกันให้เหลือเพียงองค์กรเดียว
          "ตัวแทนสมาคมพนักงานข้าราชการ และพนักงานท้องถิ่น พร้อมยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปท้องถิ่น และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนจะต้องตัดสินใจและมีแนวคิดสนับสนุนจากการทำประชาคม แต่ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยในฐานะที่ดูแลกำกับ อปท.
          ยังไม่ส่งสัญญาณใดๆ ในการยุบหรือควบรวม แต่มุ่งเน้นเพิ่มอำนาจสอบสวนในคดีอาญาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ" นายศักดิพงศ์กล่าว
          การยุบและควบรวม อปท.อาจไม่ทันในรัฐบาลยุคปัจจุบัน ขณะที่กฎหมายทรัพย์สินและที่ดินเป็นนโยบายของรัฐบาลล่าสุดยังไม่คืบหน้า ทั้งที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2560 อย่างไรก็ตาม การควบรวมต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 40 ฉบับ นอกจากนั้น อาจมีแรงต้านจากฐานคะแนนของนักการเมืองท้องถิ่นในระดับล่าง ซึ่งปัจจุบันยังมี ความเข้มแข็งพอสมควร ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปล่อยให้รักษา การอย่างยาวนานตามมาตรา 44 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ที่สำคัญสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนกรณีชาวนาขายข้าวไม่ได้ราคา ผลจากการเมืองท้องถิ่นระดับล่างยังมีพลังในการปลุกกระแสชาวบ้านให้ป่วนได้ระดับหนึ่ง และให้รัฐบาลยอมทุ่มเงินกว่า 74,000 ล้านบาทเพื่ออุ้มพี่น้องชาวนา