วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ภาพลักษณ์เชิงบวกขององค์กรท้องถิ่นจะทำอย่างไร

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ภาพลักษณ์เชิงบวกขององค์กรท้องถิ่นจะทำอย่างไร 

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          ผมเข้าใจว่า "ภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" มีทั้งด้านบวกและด้านลบขึ้นอยู่กับว่าเราจะพิจารณามองด้านใดเป็นสำคัญ แต่โดยหลักการแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลไกหรือเป็นเครื่องมือในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ อปท.เป็นองค์กรหลักองค์กรหนึ่งในการจัด บริการสาธารณะแทนรัฐบาล เป็นแหล่งฝึกหัดประชาธิปไตย ฝึกความเป็นผู้นำ ที่สำคัญ อปท. เป็นองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาและความต้องการของประชาชนมากที่สุด จึงทำให้คุณภาพการให้บริการสาธารณะมีมาตรฐานดีกว่าส่วนราชการ ซึ่งเห็นว่ามีหลาย อปท. จัดทำบริการสาธารณะที่ดีๆ สามารถเป็นต้นแบบหรือเป็นแบบอย่าง (Best Practice) ให้ศึกษาก็มีอีกมาก
          ในขณะที่หลาย อปท.เช่นกันที่ยังไม่รู้สึกตระหนักถึงเป้าหมายภาระหน้าที่ที่สำคัญของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นแต่กลับกระทำในสิ่งที่เป็นลบหรือสร้างภาพลบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงทำให้ภาพรวม อปท. ในช่วงเวลานี้ไม่สู้จะดีนัก
          โดยเฉพาะข่าวคราวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (17-23 พฤษภาคม 2560) ที่มีองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง(อบต.) ในจังหวัดนนทบุรีนำคณะสมาชิกสภา อบต. และบุคลากรจำนวนหนึ่งไปศึกษาดูงานที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนทำให้เป็นข่าวเกี่ยวกับสมาชิกสภา อบต. คนหนึ่งติดต่อแม่เล้า เรียกซื้อบริการเด็กหญิงและเมื่อเด็กหญิงที่ให้บริการถามว่าพี่เป็นใครจึงอ้างตัวเองบอกไปว่าเป็น "ผู้ว่าราชการจังหวัด" จนนำไปสู่การสอบสวนหาความจริงกันพัลวันของตำรวจเกี่ยวกับผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนในที่สุดก็กลายเป็นสมาชิกสภา อบต.
          นอกจากนี้ เรื่องของ อบต. ก็พัวพันไปถึงการถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการไปศึกษาดูงาน ชื่อบุคคลที่ไปดูงานกับการเบิกจ่ายงบประมาณว่า การเบิกจ่ายถูกต้องหรือไม่เพียงใด
          เราจึงเห็นว่า จากเหตุการณ์ภาพลบของ อปท. ใน "กรณีของสมาชิกสภา อบต.กับการไปศึกษาดูงาน" ทำให้เห็นว่า อปท.ได้รับบทเรียนรู้ และสามารถนำมาร่วมขบคิด เปิดใจรับฟัง และทบทวนสิ่งที่ได้กระทำลงไป เพื่อนำมา พัฒนาปรับปรุงภาพลักษณ์ของตนเองให้ดีขึ้น รวมทั้งให้อปท. ทั่วประเทศ ในนามของสมาคมองค์กรท้องถิ่นทั้งหลาย จะได้ถือโอกาสจากเหตุการณ์ดังกล่าวนำมาปรับปรุงและพัฒนาตนเองไปในตัว โดยเฉพาะการทบทวนการศึกษาดูงานในพื้นที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มักจะมีประเด็นที่เป็นภาพลบต่อท้องถิ่นอยู่บ่อยๆ
          ส่วนการจัดประชุมสัมมนา ตลอดจนการฝึกอบรมของ อปท. ไม่ว่าจะเป็นส่วนของผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และบุคลากร หรือเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น ที่จัดขึ้นโดยสมาคมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทต่างๆ หรือร่วมมือกันจัดขึ้นตามสถาบัน หรือองค์กรต่างๆก็ตาม ก็มักจะถูกกล่าวขานในเรื่องนี้ไปในทางลบว่า ใช้การประชุมสัมมนาและการฝึกอบรมเป็นการบังหน้า เพราะส่วนหนึ่งมาร่วมการประชุมสัมมนาและไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการประชุมสัมมนา การฝึกอบรมที่ไม่ครบตามจำนวนเวลาที่กำหนดและการขออนุมัติมาราชการเพื่อการศึกษาดูงานเป็นการบังหน้า แต่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปเที่ยวสังสรรค์ หรือไปทำกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น
          ทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงทำให้ อปท.ในส่วนที่มีการบริหารจัดการในแนวภาพบวก เมื่อมาผสมกับ อปท. ที่มีแนวภาพลบ จึงทำให้ อปท.ทั้งหมดกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่น่าจะสวยมากนัก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ทำให้ อปท.ทั่วประเทศติดภาพลักษณ์นั้นไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่ง อปท.จะต้องยอมรับความจริงว่า ยังมีเรื่องราวในลักษณะนี้อยู่ ดังนั้น "สิ่งที่จะต้องก้าวเดินต่อไปนั่นก็คือ การร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับ อปท."
          การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอปท. จึงเป็นประเด็นที่ต้องผนึกกำลังกันหาแนวทาง และวิธีคิดใหม่ โดยเฉพาะการจัดทำให้เป็นแบบอย่าง และการสร้างต้นแบบของแนวทางปฏิบัติที่ดีๆ (Best Practice) ให้กับสังคมได้ทราบ
          ทั้งนี้เพราะในห้วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ได้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ ในแง่ของการปรับโครงสร้างท้องถิ่นการกำหนดภารหน้าที่ของท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดบริการสาธารณะด้วยแนวทางการสร้างนวัตกรรมท้องถิ่นเราได้พบว่า การจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่นได้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่นใหม่ขึ้นในหลากหลายรูปแบบ และในบางพื้นที่ บางองค์กรปกครองท้องถิ่น ก็ก่อให้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่นที่สามารถนำมาเป็นรูปแบบที่ดีได้ เป็นต้นว่า การส่งเสริมบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน การดูแลผู้สูงอายุ จัดให้มีโรงเรียนผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ การดูแลผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ไร้ความสามารถต่างๆนอกจากนี้ การพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลสุขภาวะขั้นพื้นฐาน การดูแลและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน เช่นการดูแล ดิน น้ำ ป่า ที่ชุมชนสามารถสร้างกติกาดูแลร่วมกันเองได้ ตลอดจนการน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสืบสานปณิธาน เช่น การจัดให้มีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การจัดให้มีโรงเรียนเกษตรกรและการทำการเกษตรทางเลือก เป็นต้น
          ในส่วนของการจัดการศึกษาดูงานและการสัมมนา การฝึกอบรม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่จะต้องมาทบทวนปัญหานี้กันอย่างจริงจัง โดยต้องคิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ อปท.เป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมประชุมสัมมนา และการฝึกอบรมที่คนท้องถิ่นมีความตั้งใจที่จะอบรมสัมมนาอย่างจริงจัง และการศึกษาดูงานก็เช่นกัน ต่อนี้ไปจะต้องไม่มีวาระแอบแฝงที่จะใช้การศึกษาดูงานบังหน้าแล้วเอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งอาจจะมีมาตรการ โดยประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า เราจะศึกษาดูงานกันอย่างจริงจัง โดยจะนำความรู้ ทั้งในการฝึกอบรมและความรู้ที่ได้จากการศึกษาดูงาน กลับมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานกับ อปท.ของตนเองให้เกิดผลอย่างจริงจัง
          ผมจึงเรียกร้องให้ สมาคม อปท.แห่งประเทศไทยทุกประเภท และสมาคมบุคลากร เจ้าหน้าที่ รวมทั้งสมาคมปลัดอปท. ทั่วประเทศเช่นกัน จัดเวลามาร่วมประชุมวางแนวทาง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในเชิงบวกให้กับองค์กรท้องถิ่น และเห็นว่าในห้วงเวลานี้ จะต้องร่วมทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ทั้งในรูปของกิจกรรมหรือโครงการที่ดีๆ มานำเสนอต่อสาธารณชนว่า ท้องถิ่นที่บริหารกิจการสาธารณะที่ดีๆ หรือคิดสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชี้นำสังคม เพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ น่าจะเป็นข้อเสนอเพื่อให้สาธารณชนรับรู้เป็นที่ประจักษ์ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ อปท.ทั้งหลายควรจะกระทำ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เกิดขึ้น

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ชง3ข้อแก้ถอนบัญชีสอบอบต.ส่งเรื่องหารือมท.-กฤษฎีกา/ 'พิพัฒน์'ขอบคุณส่วนเกี่ยวข้อง



ชง3ข้อแก้ถอนบัญชีสอบอบต.ส่งเรื่องหารือมท.-กฤษฎีกา/ 'พิพัฒน์'ขอบคุณส่วนเกี่ยวข้อง
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          แม่ฮ่องสอน: นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากรณีที่ตนเองและทีมงานสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ได้นำข้าราชการส่วนท้องถิ่น151 คน ผู้บรรจุแต่งตั้งใหม่ และขอรับรองบัญชีเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจากบัญชีการสอบของ อบต.ใน 8 แห่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ขอความเมตตาจากคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอน) โดยมี นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีรักษ์ และนายสำเริง ไชยเสน รอง ผวจ.แม่ฮ่องสอน รับมอบหนังสือในนาม ประธานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และประธาน ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอน
          นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นมีการประชุม ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 5/2560  โดยมีวาระสำคัญพิจารณาเพิกถอนบัญชีการสอบแข่งขันของ อบต.ทั้ง 8 แห่งโดยที่ประชุมมีความเห็นว่า เพื่อความละเอียดรอบคอบและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงมีมติเห็นชอบ ให้ส่งเรื่องดังกล่าว หารือคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ใน3 ประเด็น คือ 1.คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอำนาจในการเพิกถอนบัญชีการสอบแข่งขันขององค์การบริหารส่วนตำบลด้วยเหตุอื่น นอกเหนือจากเหตุทุจริตตามประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการระงับการสอบหรือการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของพนักงานส่วนตำบล กรณีผู้ดำเนินการสอบแข่งขันทุจริตหรือส่อว่าทุจริตในการสอบแข่งขัน หรือไม่
          "2.กรณีที่หน่วยงานกลาง (มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) ปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามประกาศ ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการจัดสอบแข่งขัน พ.ศ.2558 เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่ ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอนจะใช้อำนาจ (หากมี) ตามข้อหารือในข้อ 1. เพิกถอนบัญชีการสอบแข่งขันขององค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 8 แห่งหรือไม่ 3.กรณีตามข้อ 2. หาก ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิกถอนบัญชีการสอบแข่งขันดังกล่าว ก.อบต.จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอำนาจในการพิจารณาเยียวยาเพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามบัญชีดังกล่าวรวม 56 คน และที่ขอรับรองบัญชีเพื่อเลื่อนตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น (เปลี่ยนสายงาน) อีกจำนวน 95 คน ตามมาตรา 49 มาตรา 50 และมาตรา 51 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้หรือไม่ และอย่างไร" นายพิพัฒน์ กล่าวและว่า
          ในนามของสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ชมรมพัฒนาชุม ชนแห่งประเทศไทย และน้องๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั้ง 151 คน ขอขอบคุณคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทุกท่านที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งผู้ที่ร่วมขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นทุกคน

บทความพิเศษ: จับตากระแสท้องถิ่นภายหลังรัฐธรรมนูญ 'เหล้าเก่าในขวดใหม่'

บทความพิเศษ: จับตากระแสท้องถิ่นภายหลังรัฐธรรมนูญ 'เหล้าเก่าในขวดใหม่' 

สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาล แห่งประเทศไทย
          กระแสแรงมาตั้งแต่กลางปี 2558 ประมาณว่า ... รัฐธรรมนูญใหม่รื้อใหญ่ท้องถิ่น จับตายุบ อบต. 5 พันแห่ง ควบรวมเทศบาลเล็ก เพิ่ม อำนาจเก็บภาษี จุดเปลี่ยนใหญ่ท้องถิ่นไทย
          ผู้เขียนได้เขียนจับตากระแสท้องถิ่นภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มา 5 ตอน ซึ่งบทความตอนท้ายในตอนที่ 5 วกมากล่าวถึงการปฏิรูปสำคัญของประเทศที่จะเว้นว่างการกล่าวถึงไม่ได้เลย คือ "การปฏิรูปการศึกษา และการจัดการศึกษาปฐมวัยของท้องถิ่น" กำลังว่าจะวิพากษ์เรื่องการศึกษาต่อ คงไปต่อยังไม่ได้ ในท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหว กลับวกหน้าวกหลัง กลับมาในกระแสเดิมๆ ซ้ำซาก ที่ไม่จบสิ้น เหมือน "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ยังไงก็ยังงั้น ลองมาตอกย้ำ ฟังกันอีกรอบ
          งบประมาณท้องถิ่นที่ลดน้อยถอยลง
          ท่ามกลางกระแสท้องถิ่นที่ร้อนแรงช่วงนี้ มีข้อคิดว่า สิ่งใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก สิ่งนั้นย่อมล่มสลายไปสภาพปัญหาท้องถิ่นที่สำคัญประการหนึ่ง คือ "เรื่องงบประมาณ" หรือรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ลดน้อยลงทุกวัน แต่ภาระรายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบุคลากรที่มียอดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี จะว่าไปคนที่เสียโอกาส ก็คือประชาชนที่จะรับได้งบประมาณในการพัฒนาที่ลดน้อยถอยลง งบประมาณจึง "เหมือนน้ำบ่อน้อยที่ต้องแบ่งกระจายกันในหมู่บ้านให้ได้" แต่โครงการที่ได้รับการจัดสรรจากส่วนกลางกลับเป็น "โครงการที่หยิบย่อย เป็นโครงการที่เล็กๆ  ที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความต้องการของท้องถิ่นส่วนล่าง" แต่เกิดจากการสั่งการหรือความต้องการจากส่วนกลาง ครั้น อปท.จะทำโครงการเพื่อหารายได้เข้าท้องถิ่นก็ติดข้อด้วยข้อกฎหมายที่ห้ามส่วนราชการท้องถิ่นแข่งขันกับเอกชน นอกจากนี้ อปท.น่าจะทั้งหมดที่หันไปใช้เงินสะสมจนถึง "เงินสำรองเงินสะสม" เพื่อมาจัดทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ กันมากขึ้น ทั้งนี้โดยนัยว่า เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล หมายความว่าหาก อปท. เป็นบริษัทก็คือ การนำเงินเก็บ (saving fund) ออกมาใช้กันนั่นเอง ผลสุดท้าย "การปฏิรูปท้องถิ่น" คงคลาดแคล้วไปไม่ถึงฝั่ง ที่อาจไม่ต้อง"ควบรวม อปท." เพราะแต่ละท้องถิ่นนั้นคงจะล่มสลายไปเสียก่อนเพราะทุนหมด เรียกว่า "บริษัทถึงกาลเจ๊ง"
          ท่านผู้รู้สายหนักส่ายหน้าตั้งข้อสังเกตว่า การให้ผู้บริหารท้องถิ่นคนเดิมรักษาการไปเรื่อยๆ เงินท้องถิ่นต้องหมดแน่นอน การใช้จ่ายเงินสะสมอย่างเดียวที่ไม่มีแผนพัฒนาที่ชัดเจนว่าจะไปพัฒนาในด้านนั้นด้านนี้ แต่เน้นไปที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ก็เพราะการมี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่มากมาย นโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง "ตกลงราคาห้าแสนยิ่งไปกัน ใหญ่"
          การทำงานของ อปท. ไม่มีสังกัดเหมือนเจ้าไม่มีศาล
          ท่านผู้รู้บ่นเสียดายเวลาสามปีที่ผ่านไปว่า "การปฏิรูปท้องถิ่นยังไม่ตกผลึกทางความคิดเลย" จึงย้อนถามว่า อำนาจกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่กำกับดูแล อปท. อยู่ สมควรปลดระวางได้หรือยัง เพราะพิจารณาจากบทบาทที่ผ่านมาแล้ว มท. ได้ช่วยอะไรบ้าง ไม่ว่าการส่งเสริมสนับสนุนท้องถิ่นให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ "การให้บริการสาธารณะ" ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสมปรารถนาเป็นที่ "พึงพอใจของประชาชน" อาทิ การสั่งการที่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ การเป็นพี่เลี้ยงในการแก้ไขปัญหา การโต้แย้งต่อหน่วยงานตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)" ที่มาทักท้วงทัดทานการปฏิบัติงานของ อปท. ที่เป็นปัญหาทางปฏิบัติ ด้วยบรรดางานภารกิจหน้าที่ที่เกี่ยวกับประชาชนนั้น จากส่วนกลางในทุกกระทรวงทบวง กรม ล้วนเกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่เกือบทั้งหมด เพราะ อปท.อยู่กับประชาชนในพื้นที่แทบทุกตารางนิ้ว การสั่งการหรือการใช้งาน อปท.โดยส่วนกลาง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดมาถึงตรงนี้ ก็จุดประกายความคิดว่า"การตั้งกระทรวงท้องถิ่น" รวมทั้งการให้บรรดาเหล่าผู้กำกับดูแล ได้แก่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด (สถ.จ.) สำนักงานท้องถิ่นอำเภอ (สถ.อ.) มาใช้ระเบียบกฎหมายเดียวกับ อปท. ด้วย ไม่ว่าการสั่งการตรงเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณจากกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงอื่นใดก็แล้วแต่ ควรมีข้อยุติชัดเจนเรียกว่าออกเป็น "ระเบียบกระทรวงท้องถิ่น" ไว้เลย ด้วยความมั่วในการปฏิบัติหน้าที่ทำเอาเจ้าหน้าที่ฝ่ายประจำแทบไม่อยากทำงาน ชีวิตราชการมีแต่ความกังวล อีกทั้งอาจถูกกดดันจากฝ่ายการเมืองซ้ำหนักเข้าไปอีกด้วย เกรงว่าตนจะทำผิดระเบียบ จึงเกิดความไม่มั่นใจในอำนาจหน้าที่ที่ตนได้กระทำอยู่ชีวิตราชการของฝ่ายประจำจึงวนไปวนมาอยู่กับความไม่มั่นใจในความ ไม่แน่นอน
          ในกระแสล่าสุดในประมวลกฎหมายหัวใจของท้องถิ่น คือร่างประมวลท้องถิ่น จากการสนธิของสามสมาคมสายนักการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (อบจ.) สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย (อบต.) ได้จัดทำร่างเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2560 นับได้ว่า เป็นจุดสำคัญยิ่งในการโต้แย้งร่างของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ที่กำลังค้างการพิจารณาอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนี้
          การยึดอำนาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
          ปัญหาการบริหารงานบุคคล ของ อปท.ที่เกิดขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากตัวนายก อปท. ปลัด อปท. และระเบียบข้อกฎหมายที่เปิดช่องให้อำนาจนายก อปท. มากเกินไป ในหลาย ๆ เรื่องเป็น "อำนาจดุลพินิจ" ที่ออกจากไม่มีตัวชี้วัดหรือขอบเขตที่ชัดเจน จนเกิดคดีปกครองในการบริหารงานบุคคลมากมาย ปลัด อปท.บางส่วนติดผลประโยชน์ทับซ้อน จากระบบอุปถัมภ์เกิดการทำงานเชิงประจบประแจงแข่งขัน ที่มีแต่พรรคพวก คนดีมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่ใช่พรรคพวก จึงไม่ได้รับการพิจารณาจากระบบ ตำแหน่งว่างเมื่อใดจึงไม่คิดที่จะสรรหาคนใหม่ หากแต่รอว่าคนพรรคพวกของตนจะมีสิทธิเมื่อใด จึงค่อยสรรหา ก.จังหวัดก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่นายก อปท. ฉะนั้นเจตนารมณ์ของ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (หน.คสช.) ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ที่ให้อำนาจการบริหารงานบุคคลในการสอบแข่งขัน (บรรจุใหม่) และ การคัดเลือก การสอบคัดเลือกสายงานบริหาร อำนวยการ และ ผู้บริหารสถานศึกษา มาอยู่ที่คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560
          ก.กลาง ได้เร่งรัดดำเนินการสอบแข่งขัน และ สอบคัดเลือก และการคัดเลือกไว้แล้ว ที่สำคัญคือ การวางกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ กติกา(ประกาศมาตรฐานทั่วไป ก.กลาง) ในเรื่องดังกล่าวให้สมกับเจตนารมณ์ของ คสช. ที่ระบุไว้ชัดเจนในคำสั่งว่า "มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการสอบแข่งขัน การเลื่อนตำแหน่ง การโอน และการย้าย รวมถึงมีการเรียกรับผลประโยชน์ นอกจากนี้ ยังปรากฏปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถโอนข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักความสมัครใจได้"
          แผนการสอบฯ ดังกล่าวเริ่มปรากฏร่างขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 27 เมษายน2560 ประมาณว่าสายบริหาร ปลัด อปท. รองปลัด อปท. สายอำนวยการท้องถิ่น ผอ.หน.ฝ่าย รวมทั้งสิ้น 1,166 อัตรา คาดว่าในเดือนพฤษภาคม2560 หลักเกณฑ์ฯ ประกาศ ก.กลาง คงเรียบร้อย หลังจากนั้น จะต้องดำเนินการสรรหาฯ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น เป็นการกำหนดโดยผู้ร่างที่เป็นข้าราชการส่วนกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ขาดความเชื่อมั่น มิใช่การกำหนดร่างโดยคนท้องถิ่น ฉะนั้น การร่างหลักเกณฑ์ โดยเบี่ยงเบนผิดวัตถุประสงค์ของคำสั่ง หน.คสช. จึงเกิดขึ้นได้ทุกขณะ หากไม่มีการตรวจสอบทักท้วง จึงน่าเป็นห่วงมาก
          เอาแค่สามเรื่องนี้ก็น่าเวียนหัวเหลือเกิน

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ล้วงลึก พ.ร.บ.ที่ดินฉบับใหม่ คนมี 'ทรัพย์สิน' มีสิทธิติดคุกได้ง่าย!



ล้วงลึก พ.ร.บ.ที่ดินฉบับใหม่ คนมี 'ทรัพย์สิน' มีสิทธิติดคุกได้ง่าย!
ผู้จัดการรายวัน 360 องศา  ฉบับวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          แฉร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ......ฉบับใหม่ กำลังเป็น ที่วิพากษ์วิจารณ์ของบรรดานักกฎหมาย สนช.และกรรมาธิการ ที่มองว่า เป็นการเก็บภาษีโหด แถมให้อำนาจท้องถิ่นขยายอัตราจัดเก็บภาษีสูงกว่า คำสั่ง ของรัฐมนตรี และในส่วนบทลงโทษกลับมองประชาชนคนมีที่ดินเป็นอาชญากร เพราะทุกคนมีโอกาสพลาดพลั้งและติดคุกจากกฎหมายฉบับนี้ได้เพียงแค่ทำ ให้สภาพที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้นหรือลดลงโดยไม่แจ้งหรือแจงข้อมูลไม่ตรงตามที่รัฐกำหนดเวลา!
          ถึงเวลาที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตามร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ......ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 2-3 เดือน โดยในปี 2561 จะเป็นช่วงของการออกกฎหมายลูกและเตรียมข้อมูลในการจัดเก็บ แต่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562 ซึ่ง special scoop ได้นำเสนอในตอนแรก "พ.ร.บ. ที่ดินบีบ "คนจน-คนชั้นกลาง" อยู่ยาก ภาษีโหด ใครไม่จ่ายถูกยึดทรัพย์สิน" ไปแล้ว
          ในตอนนี้จะบอกถึงสิ่งที่กำลัง จะเกิดขึ้นตามมา หากร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แต่ยังคงถ้อยคำและบทบัญญัติทุก อย่างเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบ โดยไม่มีการปรับปรุงในขั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ......ที่มี นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญฯ กำลังพิจารณาอยู่ใน ขณะนี้
          โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ที่ยังมีการหยิบยกมาเป็นข้อถกเถียงกันในวงสนทนาของ สนช. นักกฎหมายหลายคน รวมทั้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี และ กมธ.วิสามัญฯ ต่างยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เก็บภาษีในอัตราที่โหดเกินไป และในบทลงโทษหากประชาชนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนเป็นอาชญากรก่อคดีที่เลวร้าย
          สำหรับอัตราภาษีนั้นมีการถกเถียงในประเด็นตัวเลขเพดานสูงสุดของการจัดเก็บ ยังเป็นจุดอ่อน ที่แม้ว่าจะมีการออกกฎหมายลูกให้อำนาจรัฐมนตรีในการออกประกาศอัตราจัดเก็บที่อาจต่ำกว่าตัวเลขเพดานสูงสุดได้ก็ตามแต่ การกำหนดเช่นนี้จะทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องอยู่ในสภาวะไม่มั่นใจว่า รัฐบาลอาจประกาศเก็บในอัตราเพดานสูงสุดเมื่อไหร่ก็ได้ หากรัฐบาลต้องการหารายได้เข้ารัฐซึ่งทางเลือกหนึ่งก็คือการขึ้นภาษีนั่นเอง
          "เช่นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี ช่วงประกาศใช้ใหม่ๆ ในกฎหมายลูกให้อำนาจรัฐมนตรี อาจกำหนดให้เสียแค่ 0.2 ของฐานภาษี แต่เมื่อกำหนดไว้ 0.5 ก็แปลว่ารัฐบาลอาจประกาศขึ้น เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต่างกับภาษี VAT ที่มีเพดานที่ 10% ที่ทุกรัฐบาลพยายามจะขึ้นจาก 7 ไป 10 ตลอดเวลาที่ผ่านมา"
          ขณะเดียวกันกฎหมายตัวนี้ยังมีข้อถกเถียงและเชื่อว่าจะเกิดปัญหาตามมา หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ เนื่องจากมีการให้อำนาจองค์กรปกครอง ท้องถิ่นใดมีความประสงค์ที่จะจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าอัตราภาษีที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกาก็ได้
          "หมายความว่าถ้ารัฐมนตรีกำหนดอัตราจัดเก็บไว้แล้ว แต่ท้องถิ่นมีอำนาจปรับ ราคาเพิ่มในพื้นที่ได้อีก เช่นรัฐมนตรีกำหนดที่ 2% แต่ท้องถิ่นจะจัดเก็บที่ 5% ก็ได้"
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ในเรื่องของการให้อำนาจท้องถิ่นขยายอัตราภาษีเพื่อจัดเก็บ ได้นั้น หากบุคลากรท้องถิ่นนั้นๆ มีความพร้อม ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ที่ผ่านมา รัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ต่างก็รู้และเชื่อว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นจำนวนมากยังไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ ก็กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนใน พื้นที่ได้ด้วย
          ขณะเดียวกันในเรื่องของบทลงโทษถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ประชาชนทุกคนจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและหากไม่ศึกษาให้ละเอียด หรือลืมที่จะดำเนินการจ่ายหรือแจ้งการเปลี่ยนแปลงสภาพของทรัพย์สินเหล่านี้ก็จะกลายเป็นผู้ต้องโทษทั้งจำคุกและปรับทันที ตามมาตรา 79, 80 และ 81 ของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ฉบับนี้
          "ประเด็นนี้แหละน่าห่วง เพราะบรรดาคนที่ได้รับมรดกตกทอดมา หรือตาสีตาสา ชาวไร่ ชาวนา ที่ไม่รู้เรื่องกฎหมาย หรือกลุ่มคนทำงาน ที่ไม่เคยไปดูทรัพย์สิน ที่ดินของตัวเอง ว่ามีสภาพเช่นไร หรือกลุ่มคนที่มีถิ่นที่อยู่ไม่ตรงกับทะเบียนบ้านซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นส่งจดหมายติดต่อไปตามที่อยู่ แต่เจ้าตัวไม่ได้รับ จะมีโอกาสพลาดพลั้งผิดกฎหมายนี้มากที่สุด"
          ทั้งนี้เพราะผู้ที่ได้รับมรดกจากครอบครัว บางคนมาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่เคยไปดูแลที่ดินของตัวเองว่ามีสภาพเป็นเช่นไร เมื่อกฎหมายตัวนี้บังคับใช้ คนเหล่านี้จะต้องเข้าไปดูแลและจดจำสภาพที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ละเอียด เพราะ หากมีการต่อเติม หรือมีสิ่งปลูกสร้างจากเดิมแม้เพียงห้องน้ำ หรือในที่ดินเดิม มีการ ปลูกบ้านสวนหลังหนึ่งขึ้นมา พร้อมมีการปลูกต้นไม้ใหญ่ ที่มีผลให้สภาพที่ดิน เปลี่ยนแปลงก็ต้องรีบแจ้งหน่วยงานปกครองท้องถิ่นไม่เช่นนั้นจะมีความผิดโทษทั้งจำทั้งปรับเช่นกัน
          สำหรับมาตรา 79 กำหนดไว้ว่าผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตองค์กรปกครองท้องถิ่น ตามมาตรา 26 หรือ มาตรา 27 ที่จำเป็นแก่การประเมินภาษีและอาจขอให้ผู้เสียภาษีชี้แนวเขตที่ดินหรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างได้ ในเขตองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          มาตรา 80 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของพนักงานสำรวจทั้งการสอบถามข้อมูลเอกสาร การชี้แนวเขตรวมทั้งในการประเมินภาษี ผู้เสียภาษีต้องให้ข้อมูลทั้ง หลักฐานเอกสารตามระยะเวลาที่กำหนด และจะมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับ ไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          มาตรา 81 ผู้ใดไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าด้วยเหตุใด ซึ่งมีผลทำให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นหรือ ลดลง ผู้เสียภาษีจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือ วันที่ผู้เสียภาษีรู้ถึงเหตุดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          ดังนั้น ในร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ในส่วนของบทลงโทษ ตามมาตรา 79, 80 และ 81 จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ ต้องเสียภาษีมีโอกาสพลาดพลั้งและต้องโทษถึงขั้นติดคุกได้เช่นกัน
          "บทลงโทษตามกฎหมาย 79, 80 และ 81 พวกเราใน สนช. หลายคนไม่เห็นด้วย ไม่อยากให้มองประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดินเป็นอาชญากรหรือเป็นคนร้าย ซึ่งความจริงต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคม บางคนได้รับมรดกเป็นที่นามา ก็ไปปรับที่ดิน สร้างบ้านเล็กๆ ขุดบ่อ ปลูกพืช ต่อไปถ้าไม่แจ้งหรือท้องถิ่นมาตรวจเจอ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย"
          อย่างไรก็ดี ยังมีบทลงโทษและค่าปรับอื่นๆ ในร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ฉบับนี้ ที่บรรดาเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องศึกษา ซึ่ง special scoop จะนำเสนอตอนต่อไป รวมไปถึงอัตราภาษี ที่จัดเก็บครั้งนี้ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์จะต้องเตรียมจ่ายภาษีสูงขึ้นเพียงใด! .

ท้องถิ่นยื่น'บิ๊กตู่'ขอความเป็นธรรมร้องเจอมติยกเลิกผลสอบบรรจุ8อบต.



ท้องถิ่นยื่น'บิ๊กตู่'ขอความเป็นธรรมร้องเจอมติยกเลิกผลสอบบรรจุ8อบต.
มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมพนักงานและข้าราชการท้องถิ่นแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม ตนพร้อมด้วยพนักงานท้องถิ่นจำนวน 40 ราย ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งจากการเปิดสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 8 แห่ง ที่ จ.แม่ฮ่องสอน จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล และยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับพนักงาน อบต.จำนวน 56 คนที่ได้รับการบรรจุใหม่ และ พนักงาน อบต. 95 คนที่ใช้ผลสอบจากบัญชีผู้สอบผ่านเพื่อเลื่อนตำแหน่ง หลังจากก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะ เลขานุการ ก.กลาง ได้แจ้งมติให้ ก.อบต.แม่ฮ่องสอน ยกเลิกผลการสอบรรจุและการเลื่อนตำแหน่ง จากการร้องเรียนปัญหาการทุจริตจากการสอบแข่งขันดังกล่าว จะมีผลกระทบกับผู้ที่ได้รับการบรรจุและใช้ผลสอบเลื่อนระดับ แต่จากการตรวจสอบพบว่าปัญหาจากการยกเลิกผลสอบ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้เข้าสอบโดยตรง แต่เป็นปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการในการจัดสอบมีความซ้ำซ้อน โดย ก.กลาง มีมติยกเลิกเนื่องจากผิดหลักเกณฑ์ในการจัดสอบ และปัจจุบันผู้เกี่ยวข้องยังไม่ได้ระบุผู้ที่เข้าข่ายการกระทำความผิดในกรณีดังกล่าว

สมาคมอบจ.จัดถกปฏิรูปท้องถิ่นร่วมเสนอแนวทางพัฒนาอปท./สร้างเครือข่ายพัฒนาเพื่อความเข้มแข็ง



สมาคมอบจ.จัดถกปฏิรูปท้องถิ่นร่วมเสนอแนวทางพัฒนาอปท./สร้างเครือข่ายพัฒนาเพื่อความเข้มแข็ง
สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          พิษณุโลก: เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมนครสรลวงสองแคว อาคารบึงราชนก ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่2 เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "บทบาทองค์การบริหารส่วนจังหวัดกับทิศทางการปฏิรูป อปท." จัดโดยสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมข้าราชการ อบจ. แห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ อบจ.ภาคเหนือ โดยมี นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผวจ.พิษณุโลกนายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ. พิษณุโลก และประธานสมาพันธ์ อบจ.ภาคเหนือนายอนุวัช วงศ์วรรณ นายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคม อบจ. แห่งประเทศไทย ดร.อภิวัฒน์พลสยม นายกสมาคมข้าราชการ อบจ. แห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯข้าราชการ พนักงานสังกัด อบจ. 17 จังหวัดภาคเหนือ เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 500 คน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดเวทีสัมมนาครั้งนี้จัดทำขึ้นภายใต้บรรยากาศของการปฏิรูปประเทศไทยที่จะได้ร่วมกันเสนอแนวคิดความร่วมมือ การทบทวน วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางการพัฒนาและปฏิรูปบทบาทของ อบจ. ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรของ อบจ. อปท.อื่น และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การปกครอง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เรียนรู้ร่วมกันและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนา อปท. ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกันรวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานและสร้างความเข้มแข็งขององค์กร
          สำหรับการสัมมนาครั้งนี้มีการบรร ยายพิเศษในหัวข้อ "การปฏิรูป อปท. กับ อนาคตท้องถิ่นไทย" โดย นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 2 และการอภิปรายหัวข้อ "การปฏิรูป อปท. แก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่นได้อย่างไร" โดย ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.จักษ์ พันธุ์ชูเพชร อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร และ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ประธานสภา อบจ.พะเยา และเลขาธิการสมาคม อบจ. แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ตัวเลขคุณธรรมและความโปร่งใสใน อปท.

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ตัวเลขคุณธรรมและความโปร่งใสใน อปท. 

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐

          รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          โครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเห็นว่าได้มีการดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการประเมินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดนั้น ผมมีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตบางประการว่า การประเมินผลในเชิงตัวเลขปริมาณ โดยข้อความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเจ้าหน้าที่ บุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนการสอบถามข้อมูลเชิงประจักษ์จากตัวแทนผู้บริหารท้องถิ่น มักจะพบว่า ผลการประเมินในเชิงปริมาณ (ตัวเลข) ตามดัชนีชี้วัด ไม่ว่าจะเป็นดัชนีชี้วัดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความปลอดการทุจริตในการปฏิบัติงาน วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร และคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน
          ตัวเลขคำตอบมักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในภาพรวมรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งตามดัชนีชี้วัดทั้ง 5 ประเด็นข้างต้น ผลการประเมินก็เป็นในทิศทางเดียวกันว่า มีผลการประเมินอยู่ในระดับสูงเช่นกัน นั่นก็คือทุกตัวชี้วัดจะมีค่าคะแนนร้อยละ 60 ซึ่งตัวเลขที่แสดงให้เห็นแบบนี้ แสดงว่าคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้ามองในประเด็นตัวเลขถือว่าสอบผ่าน หรือว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดแต่ถ้าพิจารณาให้ลงลึกไปในรายละเอียดของข้อมูลก็จะพบประเด็นที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน นั้นก็คือประเด็นในรายดัชนีชี้วัดย่อยที่สะท้อนถึงคุณธรรมและความโปร่งใสซึ่งมีค่าคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 กับอีกส่วนหนึ่งพิจารณาจากข้อคิดเห็นของประชาชนในเชิงคุณภาพที่ได้เขียนแสดงความรู้สึกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก้ไข ปรับปรุง และพัฒนารวมทั้งการลงไปตรวจสอบข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อมูลก็ปรากฏว่า ยังมีปัญหาอยู่ไม่น้อยทีเดียว และในส่วนนี้เองก็ถือว่าเป็นกระจกเงาที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะได้ตรวจสอบตนเอง และนำสิ่งที่เป็นข้อเสนอไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้
          อย่างไรก็ตามผมได้ประมวลข้อคิดเห็นในเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยทั่วไปนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ตนเองยังมีข้อบกพร่องอยู่ ดังต่อไปนี้
          ประการที่ 1 ประชาชนเรียกร้องให้มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานโครงการต่างๆของ อปท. และมีส่วนร่วมในการการตรวจสอบงบประมาณต่างๆ ของ อปท.
          ประการที่ 2 ประชาชนเรียกร้องให้ อปท. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญๆ ของ อปท. ให้ประชาชนรับทราบ
          ประการที่ 3 ประชาชนเรียกร้องให้ อปท. มีโครงการอบรมเพื่อปลูกฝังให้เจ้าหน้าที่มีความซื่อสัตย์และเสียสละในการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติงานตามขั้นตอนของการให้บริการ และให้เจ้าหน้าปฏิบัติงานตามตำแหน่งของตนเอง
          ประการที่ 4 ประชาชนเรียกร้องให้ต้องมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน โดยเสนอให้ อปท.หาวิธีการแสดงตัวตน  และหน้าที่ความรับผิดชอบให้ประชาชนรู้มากขึ้น
          ประการที่ 5 ประชาชนเรียกร้องให้มีการให้บริการประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ เสนอให้ อปท. ได้พิจารณาประเด็นนี้ และให้ความเป็นธรรมในการให้บริการโดยไม่เลือกปฏิบัติ
          ประการที่ 6 ประชาชนเรียกร้องให้เปิดช่องทางการรับข้อร้องเรียนที่สะดวกแก่ประชาชน เสนอให้ อปท.เปิดช่องทางการร้องเรียนที่ให้ความสะดวกแก่ประชาชนให้มาก
          ประการที่ 7 ประชาชนเรียกร้องให้มีการให้บริการที่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด เสนอให้ อปท. บอกระยะเวลาในการให้บริการประชาชนทราบในแต่ละงานอย่างชัดเจน
          ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ได้ลงไปคลุกคลีสำรวจอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
          ประการที่ 1 ประเด็นเรื่องการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะเกิดขึ้นในองค์กร โดยทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเช่น การออกกฎระเบียบหรือจัดทำคู่มือเกี่ยวกับการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจน รวมทั้งการอบรมเกี่ยวกับการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นต้น
          ประการที่ 2 ประเด็นเรื่องการจัดทำแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่า ส่วนมาก อปท. ไม่มีการจัดทำแผนป้องกันและการปราบปรามการทุจริต หรือ ถ้า อปท. ใดที่จัดทำแผนฯ ก็จะไม่มีการดำเนินการตามแผนฯ นั้นจึงเสนอแนะให้ แต่ละ อปท. จัดทำแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดขึ้น รวมทั้งให้มีการดำเนินกิจกรรมตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม
          ประการที่ 3 ประเด็นเรื่องการรวมกลุ่มของพนักงาน และบุคลากรภายใน อปท. เพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส มักพบว่า อปท. ที่มีการรวมกลุ่มนั้นจะออกมาในรูปแบบของคณะกรรมการคุณธรรมจริยธรรม และกิจกรรมการดำเนินงานของกลุ่มมีน้อยหรือไม่มีเลย จึงเสนอแนะว่า ให้ พนักงานและบุคลากรภายใน อปท. จัดตั้งหรือรวมกลุ่มกันเพื่อตรวจสอบการดำเนินงาน
          เมื่อประมวลผลการประเมินทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ มีข้อเสนอให้ อปท. นำไปพัฒนาตนเองในหลายประการ จึงเสนอให้ อปท. บริหารงานต้องเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลงบประมาณ ข้อมูลโครงการต่างๆ และข้อมูลอื่นๆ ที่ควรเปิดเผยในประชาชนทราบ เพื่อความโปร่งใส และที่สำคัญการเปิดช่องทางการให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่หลากหลาย น่าจะเป็นประเด็นที่ควรจะนำไปพิจารณา รวมทั้งการเปิดช่องทางการร้องเรียนที่สะดวกแก่ประชาชน สิ่งเหล่านี้ อปท. ควรจะกระทำให้เป็นรูปธรรม
          ที่สำคัญที่สุดในแง่ของคุณธรรมและความโปร่งใส เสนอให้ อปท. ดำเนินการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและปฏิบัติงานอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ปราศจากการเรียกผลประโยชน์ใด ๆ
          การจัดทำให้เป็นรูปธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับกลไกการป้องกันการทุจริต
          และแผนงานการป้องกันการทุจริตที่เป็นรูปธรรมเป็นสิ่งที่ อปท. ต้องทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ นี่คือการกระจายอำนาจที่ต้องการให้ อปท. มีคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานให้เป็นที่ยอมรับให้มากที่สุด ซึ่งจะได้ตอบโจทย์โครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสอย่างแท้จริง