วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

นายกฯสั่งเร่งออกกฎหมายลดเหลื่อมล้ำ ดีเดย์ปี62'เก็บภาษีที่ดิน'

นายกฯสั่งเร่งออกกฎหมายลดเหลื่อมล้ำ ดีเดย์ปี62'เก็บภาษีที่ดิน'

กรุงเทพธุรกิจ  ฉบับวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐

          พื้นที่เกษตร-ที่อยู่อาศัย ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ไม่เสียภาษี
          ครม.ไฟเขียวแก้ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฤษฎีกาปรับแก้อัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า เริ่มเก็บที่ 2% เพิ่ม 0.5% ทุก 3 ปี มีเพดานสูงสุด 5% ชี้รัฐ-เอกชน พบกันครึ่งทาง เปิดโอกาสครอบครองที่ดินพัฒนาเชิงพาณิชย์ ให้อำนาจ รมว.คลังออกพ.ร.ฎ.บรรเทาภาษีได้สูงสุด 90% นายกฯเร่งกฎหมาย หวังแก้เหลื่อมล้ำ คาดเริ่มเก็บภาษีปี 2562
          รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ... คาดว่าจะเริ่มจัดเก็บ ภาษีได้ในปี 2562 โดยไม่มีผลกระทบต่อที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัย ได้รับการยกเว้นไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เจอภาษีหนัก 2% เพิ่มขึ้น 0.5% ทุก 3 ปี
          การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (21 มี.ค.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. .. โดยผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ภายใน 2-3 เดือน
          นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.ในครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญบางส่วนจากร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. .. ฉบับเดิมซึ่ง ครม.ได้มีการเห็นชอบไปเมื่อเดือน มิ.ย.2559 โดยการแก้ไขอัตราการเก็บภาษีที่ดินซึ่งแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ โดยในส่วนของที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพกำหนดให้เก็บภาษีในอัตรา 2% จากเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอให้เก็บภาษีในอัตรา 5% โดยการเริ่มเก็บภาษีในอัตรา 2%  จะสามารถปรับการเก็บภาษีขึ้นได้ครั้งละ 0.5% หากไม่มี การใช้ประโยชน์ โดยจะมีการประเมินทุก 3 ปี
          อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีจะไม่เกินเพดานอัตราเพดาน 5% ส่วนที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมและที่เป็นที่อยู่อาศัยโครงไว้อัตราเดียวกับร่างของกระทรวงการคลังที่ 0.2 % เช่นเดียวกับที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์อื่น เช่น พาณิชยกรรม คงการจัดเก็บภาษีไว้ที่ 2%
          "การจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงจากอัตราเดิม เป็นการนำข้อเสนอของเอกชนมาพิจารณา ในประเด็นที่มีการร้องเรียนว่าการสะสมที่ดินไว้บางกรณีของเอกชนเป็นการสะสมที่ดินในลักษณะ Land bank เพื่อที่จะนำไปพัฒนาในช่วงเวลาที่เหมาะสมซึ่งก็จะมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเช่นกัน และถือเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างรัฐและ ภาคเอกชน" นายณัฐพร กล่าว
          ให้อำนาจท้องถิ่นลดภาษีเพิ่มขึ้น
          นายณัฐพร กล่าวว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขตามมาตรา 51 ที่เกี่ยวข้องกับการลดภาษีจากเดิมที่กระทรวงการคลังจะระบุว่ากรณีมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจสังคม หรือ สภาพแห่งท้องที่ให้สามารถลดภาษีโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแต่ต้องไม่เกิน 75% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย โดยแก้ไขเป็นต้องไม่เกิน 90% ของภาษีที่ต้องเสียเนื่องจากในบางกรณีที่ดินที่ได้รับมอบมาเป็นมรดกก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ครอบครองทรัพย์สินมีฐานะร่ำรวยก็ได้
          พร้อมกันนี้ได้กำหนดให้มีการเพิ่มคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีสิ่งปลูกสร้าง โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน และให้มีคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัดโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สำหรับการจ่ายคืนดอกเบี้ยให้กับผู้เสียภาษีเดือนละ1%ในกรณีเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีผิด
          ไม่จ่ายภาษีห้ามโอนกรรมสิทธิ์
          รวมทั้งได้กำหนดให้ผู้ที่มีที่ดินที่จ่ายภาษีไม่ครบห้ามโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีหนี้ภาษียกเว้นการขายทอดตลอดเท่านั้น ส่วนกรณีการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหลายประเภท ก็ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บภาษีที่ดินตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์ตามที่กระทรวง การคลัง และมหาดไทยร่วมกันกำหนด
          ในส่วนของกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใดมีการใช้ประโยชน์หลายประเภทจากเดิมไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์หลายประเภท เพียงแต่กำหนดว่าให้คำนวณตามอัตราส่วนการใช้ประโยชน์ คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนเป็นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์ตามที่กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนดรวมทั้งมีการเพิ่มเติมบทเฉพาะกาลให้กรมที่ดินจัดส่งข้อมูลแปลงที่ดินและข้อมูลเอกสารสิทธิ์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเตรียมการจัดเก็บภาษีด้วย
          นายกฯสั่งเร่งออกกฎหมายลดเหลื่อมล้ำ
          ทั้งนี้คาดว่าหลังจากกฎหมายผ่าน ครม.จะใช้เวลาในการพิจารณาใน สนช. 2-3 เดือน จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นระยะเวลา 1 ปีก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบเตรียมความพร้อม อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นกฎหมายภาษีจะต้องมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.ของปีถัดไปซึ่งคาดว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 ม.ค.2562
          "นายกฯได้เร่งให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ออกมาประกาศใช้โดยเร็วที่สุดเพราะจะเป็นผลช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนไทยซึ่งตามขั้นตอนต่อจากนี้ ส่งเข้าสู่ สนช. และหลังจากนั้นจะให้เวลา 1 ปี เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้จัดเก็บภาษีได้มีเวลาเตรียมการ แล้วจึงจะจัดเก็บภาษีในเดือนม.ค.ของปีถัดไป คาดว่าเป็นเดือนม.ค.2562" นายณัฐพร กล่าว
          คลังชี้เริ่มเก็บภาษีปี2562
          นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า หลังกฎหมายภาษีที่ดินผ่านครม. กระทรวงการคลังจะเร่งผลักดันเพื่อบรรจุวาระในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คาดว่า จะบรรจุวาระในการพิจารณาได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อเร่งผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2561 และแม้กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 แต่ในการยื่นเสียภาษีจริงจะมีผลในปี 2562 เนื่องจาก ช่วงระยะเวลาการยื่นชำระภาษีจะดำเนินการภายในเดือนเมษายนของทุกปี
          การจัดเก็บภาษีที่ดินจะไม่ทำให้คนจน เกษตรกร หรือคนที่มีบ้านหลังแรกเดือดร้อน เพราะภาษีที่จะเก็บส่วนใหญ่เก็บจากที่ดินเชิงพาณิชยกรรม ที่ดินอุตสาหกรรม และที่ดินเปล่า ซึ่งกฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเก็บภาษี และ ที่ดินเกษตรไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี
          ทั้งนี้ กลุ่มคนที่ถือครองบ้านหลังแรกและเกษตร มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทนั้นคิดเป็น 90% ของผู้ถือครองทั้งหมด ฉะนั้น ภาษีส่วนใหญ่ที่จะเก็บได้จากภาษีที่ดินมาจาก ภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมถึง 90%
          เจ้าของที่ดินหันสู่"ดีเวลลอปเปอร์"
          นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ผู้ให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเตรียมปรับตัว หรือ หาทางออกกับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มาระยะหนึ่งแล้วแต่ต้องรอติดตามต่อไปว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะปรับเปลี่ยนรายละเอียด ในสาระสำคัญเพิ่มเติมหรือไม่
          ทั้งนี้ มองว่าเจ้าของที่ดินที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวทางการจัดเก็บดังกล่าวคือ กลุ่มที่ได้รับมรดกที่ดินมา แต่อาจไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายภาษีที่ดินตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกลุ่มอาคารพาณิชย์ที่ต้องจ่ายภาษีตามมูลค่าสินทรัพย์ก็ต้องจ่ายภาษีสูงขึ้น สุดท้ายก็จะปรับเพิ่มค่าเช่าจากผู้เช่าพื้นที่ภายในอาคารมากขึ้น
          นอกจากนี้ เห็นว่าอาจมีเจ้าของที่ดินบางส่วน ขายที่ดินของตัวเอง หรือรวมแปลงกับเจ้าของที่ดินใกล้เคียงรายอื่น เพื่อขาย หรือไม่ก็ผันตัวเองไปเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำที่ดินของตัวเอง ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ลดภาระภาษีฯ
          ทุเลาภาระภาษีลดแรงต้านพ.ร.บ.
          ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ถือเป็นอัตรการจัดเก็บที่ใกล้เคียงกับร่างเดิมเมื่อปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่าที่สุดแล้วอัตราการจัดเก็บภาษีฯจะประกาศออกมาอย่างไร โดยอัตราภาษีดังกล่าว เชื่อว่าจะจูงใจให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินของมาพัฒนาอสังหาฯ ไม่ปล่อยให้ที่ดินรกร้าง เพื่อลดภาระภาษี
          ส่วนการออกพ.ร.ฎ.ลดภาระภาษีได้ถึง 90 % เช่น กรณีที่ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินในย่านทองหล่อ ต่อมาราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นแต่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับเจ้าของ นั้น เห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี ถือเป็นการทุเลาภาระเจ้าของที่ดินบางแห่งที่ราคาที่ดินปรับขึ้นไปสูงแล้ว และยังเป็นการลดแรงต่อต้านการบังคับใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วย

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ก้าวสู่ท้องถิ่นต้นแบบโปร่งใส

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ก้าวสู่ท้องถิ่นต้นแบบโปร่งใส  

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐

          รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          ผมเข้าใจว่า "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" (อปท.) จำนวนไม่น้อยที่มีความพยายามทำให้ อปท.ของตนเอง "มีความโปร่งใส" และทำงานโดยใช้กระบวนการ "มีส่วนร่วมของประชาชน" ซึ่งกล่าวได้ว่าความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ควรให้ทุก อปท.วางแนวทางส่งเสริมและพัฒนาที่ก่อให้เกิดเป็น "ต้นแบบ" ของความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน
          ผมเห็นว่า หลายๆ ท้องถิ่นมีความตระหนักและเห็นความสำคัญ โดยเฉพาะความต้องการเรียนรู้ "ต้นแบบ" เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้ใน อปท. ของตนเอง จึงขอเสนอแนวทางพัฒนา อปท. ให้เป็น อปท.ต้นแบบ ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งพอจะเป็นตัวอย่างได้ดังนี้
          1) การบริหารจัดการ อปท. ที่ต้องให้ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และภาคประชาชนต้องกระทำดังนี้
          1.1) ผู้บริหารท้องถิ่น: ต้องมีมาตรฐานที่ต้องกระทำคือ
               (1) ผู้บริหาร อปท. ต้องเปิดเผยงบประมาณรายรับ-รายจ่ายของ อปท. ให้ประชาชนทราบ
               (2) ผู้บริหาร อปท. ต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการกิจกรรมที่ดำเนินการทุกโครงการในรอบปี
               (3) ผู้บริหาร อปท. ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง
               (4) ผู้บริหาร อปท. ต้องเปิดเผยข้อมูลแผนพัฒนาของอปท.ประจำปี และมีวิธีการแจ้งให้ประชาชนทราบ
               (5) ผู้บริหาร อปท. ต้องเปิดเผยข้อมูลข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
               (6) ผู้บริหาร อปท. ต้องเข้าฝึกอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งบริหาร อปท. หลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง
               (7) ผู้บริหาร อปท. ต้องรายงานผลการทำงานและรายงานประจำปีให้สภาท้องถิ่นและประชาชนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และให้จัดทำเป็นรายงานประจำปี
               (8) ผู้บริหาร อปท.จะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารงานท้องถิ่น การจัดซื้อจัดจ้าง และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน
          1.2) สภาท้องถิ่น : ต้องมีการกระทำ คือ
               (1) สภาท้องถิ่นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟังการประชุมสภา
               (2) สภาท้องถิ่นต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสภา หรือการประชุมสภา โดยถ่ายทอดเสียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง หรือเผยแพร่การประชุมทางสื่อ วารสาร หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
               (3) สภาท้องถิ่นต้องเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย ยื่นญัตติ ตั้งกระทู้ถามอย่างใดอย่างหนึ่ง
               (4) สภาท้องถิ่นต้องจัดให้มีคณะกรรมการ กิจการสภาของ อปท. ทั้งสามัญและวิสามัญ โดยเฉพาะกิจการสภาวิสามัญ เปิดโอกาสให้ปราชญ์ชาวบ้านข้าราชการบำนาญ นักวิชาการท้องถิ่นร่วมเป็นกรรมการ
               (5) สภาท้องถิ่นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
               (6) สภาท้องถิ่นต้องมีจรรยาบรรณ
          ของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น
          1.3) องค์กรภาคประชาชน : ต้องมีการกระทำ คือ
               (1) การแต่งตั้งตัวแทนประชาคมเป็นกรรมการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น
               (2) การตั้งตัวแทนประชาคมเป็นกรรมการการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจรับงานจ้าง และได้ผ่านการให้ความรู้ ความเข้าใจในการจัดซื้อจัดจ้าง
               (3)อปท. ต้องส่งเสริมขีดความสามารถของประชาชนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การจัดอบรมสัมมนา การจัดให้มีศูนย์เรียนรู้ และมีห้องสมุด เป็นต้น
               (4) อปท. ต้องปิดให้ประชาคมติดตามและประเมินผลงาน
               (5) อปท. มีกลุ่มองค์กรประชาชนในรูปอาสาสมัคร เพื่อป้องกันการทุจริตใน อปท.
          2) การบริหารจัดการ อปท. ที่ต้องใช้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
          2.1) ส่งเสริมรูปแบบวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการเปิดพื้นที่ หรือเปิดเวทีให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของ อปท. เช่น เวทีท้องถิ่นสัญจร เวทีประชุมประชาคม หรือเวทีลานความคิด เวทีส่งเสริมอาสาสมัครพลเมือง ให้ผู้อาวุโส นักปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชน คอยเป็นหูเป็นตาหาแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
          2.2) ส่งเสริมให้มีการเปิดช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง เช่น การจัดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาท้องถิ่น เช่น วิทยุชุมชน ถ่ายทอดเสียงตามสาย หรือหอกระจายข่าว หรือช่องทางอื่นๆ ที่ประชาชนจะรับฟังได้ รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการกิจกรรมผ่านสื่อต่าง ๆ การปิดประกาศ หรือมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลงบประมาณ รายรับ-รายจ่าย ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างรวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ของ อปท. ผ่านทางสื่อเช่น แผ่นพับ วารสาร เป็นต้น
          2.3) ส่งเสริมกลุ่มภาคประชาชนและเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังป้องกันการทุจริตของ อปท. โดยให้ อปท. สำรวจกลุ่ม องค์กร พื้นที่ และจัดทำเนียบกลุ่ม/องค์กรประชาชนแยกประเภทบุคคลให้ชัดเจนโดยเฉพาะการค้นหาบุคคลที่เป็นผู้นำ หรือนักวิชาการท้องถิ่นครู อาจารย์ พระสงฆ์ ปราชญ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสนใจให้เข้ามามีส่วนร่วมพิทักษ์ผลประโยชน์ของ อปท.
          3) การบริหารจัดการโดยให้ อปท. ส่งเสริมโครงการกิจกรรมต้นแบบส่งเสริมให้มีการจัดโครงการ/กิจกรรมเป็นต้นแบบในกระบวนการการเนินการจัดการในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น โครงการมาตรการเพชรธรรมาภิบาล โครงการมาตรการโรงเรียนธรรมาภิบาล โครงการมาตรการธนาคารความดี ภายใต้เมนู ความดี คนดี มีส่วนร่วม สร้างความโปร่งใส ไร้ทุจริต และโครงการมาตรการองค์กรระบบเปิด (OPEN SYSTEM) โครงการ อปท. ใสสะอาด ซึ่งนับเป็นมาตรการที่ให้การบริหารจัดการขององค์กรเกิดความโปร่งใส จำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับตำบล
          ผมเข้าใจว่า การจะก้าวสู่ท้องถิ่นต้นแบบโปร่งใส นอกจากการเรียนรู้จากแหล่งข้อมูล ประสบการณ์เรียนรู้จากแหล่งต่างๆ แล้วผู้บริหารท้องถิ่นและบุคลากรของท้องถิ่น ต้องร่วมคิดร่วมทำให้เกิดโครงการและกิจกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นต้นแบบหรือให้เป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะทำให้เป็นจุดเด่นของท้องถิ่นตนเองให้เห็นเป็นรูปธรรม

ตร.เห็นด้วยโชว์ทรัพย์สิน'นายกทต.สุรนารี'ค้านทำโกงเพิ่ม-เงินไม่พอกิน

ตร.เห็นด้วยโชว์ทรัพย์สิน'นายกทต.สุรนารี'ค้านทำโกงเพิ่ม-เงินไม่พอกิน 

มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐

          นายก ทต.สุรนารีค้านยื่นบัญชีทรัพย์สิน  ชี้ภาครัฐและองค์กรอิสระ ตรวจเข้มแล้ว อ้างไม่ให้ทำธุรกิจส่วนตัวเอาอะไรกิน ด้านโฆษก ตร. ระบุเรื่องดี
          เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบให้กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม ที่จะต้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้ข้าราชการตำรวจให้ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงผู้บัญชาการ และ ผบก.ในหน่วยงานสายงานสนับสนุนและอำนวยการ ต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่า ตนยังไม่เห็นเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่หากได้รับเอกสารจาก ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการ ทาง ตร.ในฝ่ายบริหารต้องประมวลและเสนอ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อสั่งการให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อเป็นไปตามกฎหมาย ตามกรอบเวลา
          "เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร และเป็นเรื่องที่ข้าราชการพึงปฏิบัติอยู่แล้ว คนเราถ้าเลือกมาเป็นข้าราชการ ก็ต้องคิดแล้วว่าต้องยอมรับการตรวจสอบ เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่องานราชการ มาทำหน้าที่อย่างสุจริต โปร่งใส ถ้าอยากมีเงินทองเยอะๆ คงเลือกเป็นนักธุรกิจในแบบที่ตัวเองถนัดกันแล้ว ดังนั้น คนที่มีตำแหน่งหน้าที่ก็พร้อมแสดงบัญชีรายการทรัพย์สิน หนี้สิน ตามกฎหมาย นี่คือหลักธรรมาภิบาลที่ข้าราชการทุกคนควรปฏิบัติ เชื่อว่าไม่มีใครขัดข้องหรือติดขัดอะไร นี่คือเรื่องที่ดี" โฆษก ตร.กล่าว และว่า การให้ข้าราชการตำรวจในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาสายงานอำนวยการและสนับสนุน เช่น กำลังพล กฎหมาย สื่อสาร จเรตำรวจ แสดงบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติมมานั้น จากเดิมที่ให้แสดงรายการทรัพย์สินเฉพาะผู้บังคับบัญชาหน่วยปฏิบัติหลัก ตนว่าเป็นเรื่องดี ไม่มีสมมุติฐานใดไม่ดีหรอก คนเป็นข้าราชการก็ต้องแสดงความมีธรรมาภิบาล เป็นเรื่องที่ต้องทำ เชื่อว่าทุกคนพร้อมทำ ส่วนตัวที่เป็นรอง ผบ.ตร.ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยก็ไม่ติดขัดอะไร เมื่อกฎหมายกำหนดให้ทำก็พร้อม ในอดีตตนก็เคยแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินมาแล้ว ทั้งนี้ เมื่อมีการสั่งการอย่างเป็นทางการข้าราชการในส่วน ตร.พร้อมอยู่แล้ว
          ที่ จ.เชียงใหม่ พล.ต.ต.พิทยา ศิริรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องแสดงบัญชีดังกล่าว เพราะเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม ขณะนี้ยังไม่เห็นคำสั่งดังกล่าว หากได้รับคำสั่งต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินภายใน 1 เดือน ซึ่งตนพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ
          "ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ สามารถตรวจสอบทางคอมพิวเตอร์ หรือระบบออนไลน์ได้ หากเป็นทรัพย์สินที่ถูกกฎหมายและบริสุทธิ์ใจ ก็ไม่ต้องห่วงหรือกลัวอะไร เชื่อว่าความสุจริตเป็นเกราะปกป้องตนเองและครอบครัว เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องแสดงบัญชีดังกล่าวได้รับความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช.ด้วย" พล.ต.ต.พิทยากล่าว
          พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ รอง ผบช.ภ.5 กล่าวว่า ไม่น่าจะยุ่งยากอะไร เพราะใช้บัญชีเดิมตอนดำรงตำแหน่ง ผบก.มาปรับเพิ่มเติมเข้า เพราะหลังจากพ้นตำแหน่ง ผบก.ก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นการแก้ไขระเบียบเดิมที่มีอยู่ จากที่เคยให้เฉพาะ ผบก. และ ผบช.แสดงบัญชีทรัพย์สิน ก็เพิ่มเติมในส่วนของระดับรอง ผบช.เข้ามาเท่านั้น เมื่อทำทุกอย่างมาถูกต้องก็ไม่มีอะไร ยิ่งไม่มีทรัพย์สินมากก็ไม่ต้องห่วง
          นายณภัทร ประเสริฐดี ผู้อำนวยการสำนักการช่าง เทศบาลนคร (ทน.) เชียงใหม่ กล่าวว่า พร้อมปฏิบัติตามนโยบายหรือคำสั่งดังกล่าว เป็นเรื่องดีที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงบัญชีทรัพย์สิน เพราะบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ในระดับเทศบาลนคร มีปลัดเทศบาล และผู้อำนวยการสำนักการช่าง ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท่านั้น แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมผู้อำนวยการ กองอื่น หรือระดับเท่ากันไม่ต้องยื่น หรือแสดงบัญชีดังกล่าว
          ที่ จ.นนทบุรี นายคม แสงบำรุง ผู้อำนวยการสำนักการช่าง เทศบาลนคร (ทน.) นนทบุรี กล่าวว่า  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะมี ตำแหน่งใดๆ ที่มีอำนาจควรจะยื่นบัญชีทรัพย์สิน คนที่มีอำนาจหรือนักการเมือง รองลงมาก็คือข้าราชการ การยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ดี หากได้ทรัพย์สินเหล่านั้นมาโดยสุจริต ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เท่าที่ฟังหลายคนก็ไม่ชอบ ทำให้ยุ่งยาก แต่ส่วนตัวพร้อมจะยื่น ไม่มีปัญหาอะไร
          นายวิรัต ปีดแก้ว ปลัดเทศบาลเมืองพิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กล่าวว่า "ก็ดีเพราะขณะนี้ทาง ป.ป.ช.หรือฝ่ายตรวจสอบต่างๆ เล็งมาที่ท้องถิ่นเยอะ ก็ดีเขาจะได้ไม่สงสัย เราก็ทำงานอย่างโปร่งใสอยู่แล้ว ที่ผ่านมามีแต่ให้ฝ่ายการเมืองยื่น มาครั้งนี้มาฝ่ายข้าราชการประจำ หลายคนมองว่ามันจะยุ่งยาก แต่ส่วนตัวพร้อมที่จะยื่น"
          ที่ จ.นครราชสีมา นายไพบูลย์ พฤกษ์พนาเวศ นายกเทศมนตรีตำบล (ทต.) หนองไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง และถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นกระบวนการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตของข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ เป็นการปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาลที่เดินมาถูกทางแล้ว ตนต้องขอชื่นชม
          ด้านนายสมยศ รัตนปรียานุช นายก ทต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะให้นายกเทศมนตรีหรือนายก อบต.ที่มีงบประมาณต่ำกว่า 500 ล้านบาท ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน เพราะปัจจุบันการตรวจสอบของภาครัฐและองค์กรอิสระต่างๆ ทำกันอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว อีกทั้งยังมากำหนดว่านายก อปท.จะทำธุรกิจหรือประกอบอาชีพส่วนตัวไม่ได้ เรื่องนี้ยิ่งไม่เห็นด้วย เพราะยิ่งจะทำให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งจ้องที่จะทุจริตมากขึ้น เพราะนายกมีเงินเดือนน้อยอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายดูแลครอบครัวและประชาชนแต่ละเดือนก็มาก จะให้ไปรอรับเงินเดือนอย่างเดียวไม่กี่หมื่นบาท อยากถามว่าครอบครัวจะเอาอะไรกิน ฉะนั้น การที่นายกมีธุรกิจของตนเองอยู่ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งก็ไม่ควรไปห้าม หลายคนบอกว่าทำไมไม่โอนธุรกิจให้ลูก อยากถามว่า ถ้าคนที่ไม่มีลูกจะทำอย่างไร ส่วนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลคือนายกจะต้องไม่ไปเป็นคู่สัญญารับงานกับภาครัฐ เพราะจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้นได้
          ด้าน ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายแผนงาน บริหารการเงินและทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะในขณะที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการมูลนิธิต่างๆ ก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะมีการมองว่าระดับตำแหน่งลักษณะนี้อาจจะมีโอกาส หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย
          "คงมองในระนาบเดียวกันกับนักการเมืองว่า น่าจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน เช่น รอง ผบช. รองอธิการบดี ซึ่งในแง่ระดับการศึกษาไม่น่าจะมีปัญหา ถือว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะแสดงถึงความโปร่งใส และเราไม่ได้มีทรัพย์สินมากอะไร แต่คงอยากให้เห็นภาพว่าระดับเดียวกัน คิดว่าไม่ลำบากอะไรที่จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินเพิ่ม" ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์กล่าว

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

คอลัมน์ ข้าราษฏร: กก.กลางบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

คอลัมน์ ข้าราษฏร: กก.กลางบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

มติชน  ฉบับวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐

          คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหลายคณะ ทุกคณะมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการ แต่ละคณะปฏิบัติงานจนครบวาระตามที่กฎหมายกำหนด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น จึงออกประกาศผลการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่แทนชุดเดิม ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โดยนายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ดังต่อไปนี้
          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด แทนชุดเดิมซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งวันที่ 13 มกราคม 2560 ได้แก่
1.นายคำรณ โกมลศุภกิจ
2.นาย ธงชัย ลืออดุลย์
3.นายธวัชชัย ฟักอังกูร
4.นายสมชาย ชุ่มรัตน์
5.นายสาโรช คัชมาตย์
6.นายแสวง บุญรักศิลป์
          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล แทนชุดเดิมซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งวันที่ 28 มกราคม 2560 ได้แก่
1.น.ส.พรศรี กิจธรรม
2.นายวสันต์ วรรณวโรทร
3.นาย สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต
4.นายสันทัด จตุชัย
5.นายสาโรช คัชมาตย์
6.นายอเนก เกษมสุข
          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล แทนชุดเดิมซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งวันที่ 28 มกราคม 2560 ได้แก่
1.นายดุลยเดช วัชรสินธุ์
2.นายพิชัย นวลนภาศรี
3.นายพิษณุ พรหมจารีย์
4.นายสมดี คชายั่งยืน 5
.นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร
6.นายสนับ สายสุนทร
          ขั้นตอนการได้มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว ได้มาจากการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นกรรมการฝ่ายละ 9 คน คณะละ 18 คน โดยอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดประชุมผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกกันเองให้เหลือคณะละ 6 คน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560  ผลก็เป็นไปตามประกาศ
          ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

บทความพิเศษ: มหาดไทยต้องมีมาตรฐานในการกำกับดูแล อปท.ด้วยความสุจริตและโปร่งใส

บทความพิเศษ: มหาดไทยต้องมีมาตรฐานในการกำกับดูแล อปท.ด้วยความสุจริตและโปร่งใส  

ไทยโพสต์  ฉบับวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐

          ถวิล ไพรสณฑ์
          หัวหน้า คสช. ได้ออกคำสั่งที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 โดยอ้างเหตุผลว่า
          ปัจจุบันปัญหาการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ อบจ. เทศบาล และ อบต. มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจาก
          - การใช้ระบบอุปถัมภ์ในการสอบแข่งขัน การเลื่อนตำแหน่ง การโอน และการย้าย
          - มีการเรียกรับผลประโยชน์
          - ปรากฏปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถโอนข้าราชการส่วนท้องถิ่นระหว่าง อปท. ตามหลักความสมัครใจได้
          จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยให้คณะกรรมการกลางข้าราชการ อบจ. คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลและคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มีอำนาจสอบแข่งขัน สอบคัดเลือก หรือคัดเลือก หรือการโอน ย้าย เมื่อมีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นตามที่เขียนมาแล้ว
          ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางทั้ง 3 องค์กร อาจมอบให้คณะกรรมการข้าราชการ อบจ. จังหวัด คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดดำเนินการแทนได้ตามมาตรฐานทั่วไป
          และในกรณีจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในแต่ละองค์กรอันเนื่องมาจากไม่สามารถโอนได้ ให้คณะกรรมการข้าราชการ หรือพนักงานเทศบาล หรือพนักงานส่วนตำบลจังหวัด แล้วแต่กรณี มีมติให้โอนไปสังกัดองค์กรอื่นได้ และให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต. แล้วแต่กรณี ออกคำสั่งตามนั้น
          สำหรับกรณีนี้ ผมทราบว่าต่อไปการสอบบุคลากร อปท. กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้สอบ โดยระหว่างนี้กำลังอยู่ในขั้นดำเนินการ
          ก่อนที่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง คสช. ผมขอสรุปประเด็นสำคัญของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่ง คสช. เพื่อผู้อ่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
          กฎหมายฉบับนี้ไม่รวมถึงข้าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะต่างหาก แต่ให้รวมพนักงานเมืองพัทยาด้วย
          องค์กรบริหารบุคคล อบจ. เทศบาล และ อบต. มี 2 ระดับ เรียกว่า
          1.ระดับชาติ คือ คณะกรรมการกลางข้าราชการ อบจ. คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล คณะกรรมการกลางทั้ง 3 องค์กร จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมแล้ว 6 คน ผู้แทน อบจ. 6 คน มาจากนายก อบจ. 3 คน และปลัด อบจ. 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน รวม 18 คน
          กรณีพนักงานเทศบาลและพนักงานส่วนตำบล มีคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล จำนวน 18 คน โดยองค์ประกอบเช่นเดียวกับคณะกรรมการกลาง อบจ.
          คณะกรรมการกลางทั้ง 3 คณะ มีอำนาจและหน้าที่โดยทั่วไป คือ การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การคัดเลือกผู้แทน อปท. มาเป็นคณะกรรมการกลาง การกำหนดมาตรฐานต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ อปท.
          2.ระดับจังหวัด จะมี 3 องค์กร คือ คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการพนักงานเทศบาลร่วมกันและ คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลร่วมกัน ในแต่ละอำเภอ (ทุกอำเภอมีคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลเท่าจำนวนอำเภอ)
          คณะกรรมการทั้ง 3 องค์กร มีองค์ประกอบในลักษณะเดียวกัน คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธาน มีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีผู้แทนขององค์กรทั้งฝ่ายการเมืองท้องถิ่นและฝ่ายเจ้าหน้าที่ประจำตามสัดส่วน และมีผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีจำนวนเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน
          คณะกรรมการระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่1.กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่มีความจำเป็น     สำหรับองค์กรนั้น
          2.กำหนดจำนวนและอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และวิธีการจ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่น
          3.กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ย้าย โอน การเลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวนวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์
          4.กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและปฏิบัติการ5.กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนา
          การดำเนินการตามทั้ง 5 ข้อ ต้องได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการกลางของแต่ละองค์กร แล้วแต่กรณี
          การออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารบุคคล ให้เป็นอำนาจของนายก อบจ. นายกเทศมนตรีหรือนายก อบต. แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการระดับจังหวัดกำหนด คณะกรรมการคณะนี้จึงมีอำนาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดและผู้กำกับ อปท. ด้วย
          ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ได้ออกคำสั่งนี้มา เพราะเท่าที่ผ่านมาได้เกิดกรณีเช่นว่านี้จริงๆ คือ มีการเรียกรับผลประโยชน์จากการสอบแข่งขัน มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการเลื่อนตำแหน่ง มีความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และบางแห่งกับกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ด้วย
          คำสั่งของ คสช.นี้ กำหนดให้คณะกรรมการกลางของแต่ละองค์กรเป็นผู้รับผิดชอบ 4 เรื่อง คือ การสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก การคัดเลือก และการโอนย้าย
          การโอน หมายถึง การโอนระหว่าง อปท.ด้วยกัน หรือกับข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการอื่นๆ ด้วย
          โดยความเป็นจริง การบริหารงานบุคคลไม่ว่าองค์กรใดก็มีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน คือ
          - มีการทุจริตหรือหาผลประโยชน์กันทุกองค์กร
          - มีการซื้อขายตำแหน่งกันเกือบทุกองค์กร โดยพฤติกรรมเหล่านี้ก็เหมือนกับเหตุผลที่ คสช. อ้างถึงเพื่อแก้ไขปัญหาของ อปท. นั่นเอง
          - มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูกันทุกองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะในราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็มีมากมายเช่นกัน
          แต่ที่มีข่าวว่าการทุจริตจะเกิดขึ้นใน อปท.มากนั้น ถ้าผมมองในมุมของสถิติเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว อปท. อาจจะอยู่ในระดับเดียวกันหรือน้อยกว่าก็ได้ ทั้งนี้ เพราะ อปท. มีเกือบ 8,000 แห่ง แต่ส่วนราชการอื่นมีจำนวนองค์กรน้อยกว่ามาก และที่สำคัญองค์กรอื่นๆ นั้น มีฝ่ายตรวจสอบน้อยกว่าเพราะ อปท.มีสภาท้องถิ่น นักการเมืองที่แพ้การเลือกตั้ง ประชาชนมีความใกล้ชิดและเข้าถึงง่ายไม่เหมือนหน่วยงานอื่น การร้องเรียน การกล่าวหา จึงมีโอกาสทำได้มากกว่า
          อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าคำสั่งนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติและขัดหลักการกระจายอำนาจ กล่าวคือ
          1.หลักการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือ หลักการของความเป็นอิสระในด้านการบริหาร ซึ่งหมายความรวมถึงการใช้อำนาจโดยทั่วไป การบริหารบุคคล และการบริหารการเงินตามที่กฎหมาย ระเบียบการหรือข้อบังคับกำหนด
          การแก้ไขโดยวิธีการที่ คสช. ออกคำสั่งนั้น ถึงแม้ผมจะเห็นด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าจะแก้ปัญหาได้จริงๆ ถ้าไม่แก้ไขการใช้อำนาจของมหาดไทยในฐานะผู้กำกับดูแลพร้อมกันด้วย เพราะข้อเท็จจริงสมัยก่อนมีรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 การแต่งตั้งพนักงานเทศบาล อำนาจอยู่ที่กรมการปกครอง (ขณะนั้นไม่มีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) พนักงานเทศบาลจึงวิ่งเต้นโดยใช้วิธีการต่างๆ ที่กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านบุคคลของ อปท.ทั้งหมด เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งและหน่วยงานที่ต้องการ ซึ่งในครั้งนั้น การสอบแข่งขันและการคัดเลือก กรมการปกครองดำเนินการเอง โดย อปท. เจ้าสังกัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
          ก็หวังว่าเหตุการณ์เช่นนั้นคงไม่เกิดขึ้นตามคำสั่งของ คสช. และถ้าจะเอาตัวอย่างการแต่งตั้ง โอน ย้าย เลื่อนตำแหน่ง ของราชการส่วนกลางที่มีการรวมศูนย์อำนาจทุกอย่างมาเป็นตัวอย่างเช่นคำสั่งนี้แล้ว อปท. ก็ไม่ใช่ อปท. อีกต่อไป
          2.การสอบแข่งขัน หรือสอบคัดเลือก หรือคัดเลือก โดยหลักการของ อปท.แล้ว ต้องกำหนดคุณสมบัติให้คน ในท้องถิ่นนั้นๆ มา สอบหรือคัดเลือก เพราะจะไม่มีปัญหาเรื่องที่พักอาศัย การเดินทางมาทำงาน การรู้จักคน การรู้จักวัฒนธรรมของท้องถิ่น เป็นต้น
          สมมติว่าสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกโดยคณะกรรมการกลางฯ ที่สำนักงานอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย และถึงแม้องค์ประกอบของคณะกรรมการกลางฯ จะมีตัวแทน อปท. ทุกประเภทเป็นกรรมการในคณะกรรมการกลางฯ นั้นๆ ก็ตาม แต่เมื่อสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกที่ส่วนกลางก็เท่ากับว่าใครอยู่ที่จังหวัดใดก็สมัครสอบได้
          ถามว่า ถ้าเป็นคนจังหวัดเชียงใหม่สอบได้และต้องบรรจุแต่งตั้งที่จังหวัดสงขลา ปัญหาก็จะเกิดขึ้นกับผู้นั้นอย่างแน่นอน เพราะต้องไปเช่าบ้านอยู่ ค่าเช่าก็เบิกไม่ได้ เพราะเป็นการบรรจุครั้งแรก ทำให้เกิดปัญหาเงินไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและปัญหาอื่นๆ ตามมา ซึ่งจะมีผลถึงกำลังใจและการเสียสละทำงานเพื่อท้องถิ่นนั้นด้วย และเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะต้องขอย้ายหรือไปรับราชการที่ภูมิลำเนาตัวเอง ซึ่งจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น ตำแหน่งไม่ว่างรับ เป็นต้น
          ถ้าผมจะเห็นด้วยกับคำสั่งนี้ก็ต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกว่าต้องสมัครเพื่อบรรจุใน อปท. ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ เป็นต้น
          หากไม่ทำเช่นนั้น อปท. ก็มีสภาพเหมือนข้าราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
          ผมมีคำถามในทางปฏิบัติถึง คสช. ผู้ออกคำสั่งนี้ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะหนึ่งใน คสช. และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอที่กำกับ ดูแล อปท. 7,853 แห่งทั่วประเทศว่า
          ในกรณีที่มีการสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการกลางทั้ง 3 องค์กรแล้ว เมื่อประกาศผลการสอบแข่งขันหรือผลการสอบคัดเลือกเรียงตามลำดับในแต่ละตำแหน่งแล้ว
          ถามว่าการบรรจุและแต่งตั้งซึ่งเป็นอำนาจของหัวหน้าผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบจ. นายกเทศมนตรี และ นายก อบต.) จะดำเนินการอย่างไร หรือคณะกรรมการกลางฯ แต่ละคณะเป็นผู้ส่งบัญชีรายชื่อที่สอบได้ไปให้ อปท.ออกคำสั่งแต่งตั้ง โดยระบุชื่อบุคคลที่สอบได้ ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นถามว่าจะได้คนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ หรือ
          ขอยกตัวอย่างการสอบแข่งขัน ถามว่าผู้สอบได้ที่ 1 ของ อบจ. หรือเทศบาล หรือ อบต. แล้วแต่กรณี จะบรรจุที่ อบจ.ใด หรือเทศบาลใด หรือ อบต.ใด เพราะไม่ได้ระบุไว้ในคุณสมบัติของผู้สมัครและจะใช้เกณฑ์อะไรในการบรรจุที่ อปท.ใด ซึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร ผมยังคิดไม่ออก
          เพื่อให้ชัดเจนขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง ถ้ามีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ อบจ. สมมติว่ามีตำแหน่ง จำนวน 50 ตำแหน่ง ถามว่าผู้ที่สอบได้ลำดับ 1 ถึงลำดับ 50 นั้นจะให้บรรจุ อบจ.ใด หรือว่าคณะกรรมการกลางฯ  ของ อบจ. ผู้จัดสอบคัดเลือกเป็นผู้เลือกแล้วส่งไปให้นายก อบจ. ออกคำสั่งบรรจุตามความพอใจของคณะกรรมการกลางฯ ซึ่งทางปฏิบัติก็คือ กรมส่งเสริมฯ
          ถ้าเช่นนั้นคณะกรรมการกลางฯ อบจ. จะใช้หลักเกณฑ์อะไรที่จะสั่งผู้สอบได้ลำดับที่ 1 ไปจังหวัดนั้นหรือผู้สอบได้ลำดับที่ 2 ไปจังหวัดนี้ เป็นต้น
          ผมจึงเสนอว่าการสมัครสอบแข่งขันจะต้องการประกาศคุณสมบัติว่าผู้สมัครสอบที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดใดต้องสมัครสอบจังหวัดนั้น ถ้าจะขยายไปหน่วยก็จังหวัดใกล้เคียง และถ้าสอบได้ก็ต้องบรรจุใน อบจ.จังหวัดนั้น ที่ผมเสนออย่างนี้ก็เพราะผมเห็นว่าโดยหลักการข้าราชการส่วนท้องถิ่นควรจะมีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณี อบจ. เทศบาล หรือ อบต. เพราะถ้าไม่ใช่คนในจังหวัดนั้นแล้ว ปัญหาจะมีตามมามากมาย
          2.โดยหลักการกระจายอำนาจแล้วข้าราชการส่วนท้องถิ่นควร จะเป็นภูมิลำเนาใน อปท.นั้น หรืออย่างมากก็ภายในจังหวัด หรือภายในภาคนั้น เพราะไม่มีภาระเรื่องที่พักอาศัย หรือถ้ามีก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือข้าราชการระดับกลางๆ
          3.ผมเกรงว่าถ้าไม่กำหนดหลักเกณฑ์สมัครสอบให้เป็นคนใน ภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นที่มีตำแหน่งว่างแล้ว เมื่อประกาศผลออกมาว่าสอบได้ลำดับที่บรรจุได้ทันที ก็จะมีการวิ่งเต้นโดยการให้ผลประโยชน์เป็นเงินหรืออื่นใดกับผู้มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (เหมือนข่าวการอนุมัติเงินอุดหนุนเฉพาะกิจในแต่ละปีงบประมาณซึ่งมีอยู่ปีละประมาณ 60,000 บาท ที่มีเรื่องผลประโยชน์ในการวิ่งเต้นเข้ามาเกี่ยวข้องในการอนุมัติด้วย) เพื่อให้ได้บรรจุใน อปท. ที่เขาเห็นว่าดีหรือชอบ โดยไม่คำนึงว่าจะอยู่ในจังหวัดใดก็ได้ เช่น สมมติว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสานหรือภาคเหนือ และสอบได้ลำดับที่ต้นๆ อาจจะวิ่งเต้นไปอยู่ อปท. ที่จังหวัดภูเก็ตก็ได้
          3.พล.อ.อนุพงษ์เคยทราบหรือไม่ว่าการสอบแข่งขัน หรือสอบคัดเลือก หรือการคัดเลือก การแต่งตั้ง โอนย้ายและอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารบุคคลของ อปท. ที่ผ่านมาไม่ใช่มีแต่ อปท.อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีฝ่ายกำกับดูแล คือผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ กรณี อบต. และเทศบาลตำบลบางคนบางแห่งก็มีการใช้ระบบอุปถัมภ์เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเรียกร้องผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีส่วนได้-เสีย มีการต่อรองลับๆ อะไรกันอยู่ เพราะลำพังแต่ผู้บริหารท้องถิ่นเองจะไม่สามารถทำได้ เพราะบางกรณีต้องนำเข้าประชุมคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด เช่น การขยายระดับตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น
          และที่มีข่าวคราวจาก อปท. บางแห่งว่า แม้แต่การ เสนอเรื่องบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมของ คณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อพิจารณาอนุมัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเลขานุการที่ประชุมของคณะนี้ ซึ่งโดยปกติจะแต่งตั้ง  ผู้ดำรงตำแหน่งท้องถิ่นจังหวัด ซึ่งมีอยู่ทุกจังหวัด และเป็นข้าราชการ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็มีข่าวว่ามีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วย ถึงแม้อาจจะไม่ใช่ทุกจังหวัด แต่ก็เป็นส่วนมาก
          ตำแหน่งท้องถิ่นจังหวัดทำหน้าที่เหมือนฝ่ายอำนวยการของผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำกับดูแล อปท. ในจังหวัด และยังมี ท้องถิ่นอำเภอ ตามอำเภอต่างๆ ด้วย และโดยปกติจะทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ
          ท่านผู้อ่านลองถามผู้บริหารท้องถิ่นดูก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนเพราะไม่ได้คลุกคลี อปท. เหมือนผม คงไม่ทราบว่า อปท.ส่วนใหญ่เกรงอก เกรงใจ ท้องถิ่นอำเภอและท้องถิ่นจังหวัดมาก ทั้งนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจากมีกรณี อปท. ต้องขออนุมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ซึ่งปีหนึ่งๆ จะมีประมาณ 60,000 ล้านบาท ที่ อปท.ต้องขออนุมัติตามลำดับจากนายอำเภอ กรณี อบต. และเทศบาลตำบล ผู้ว่าราชการจังหวัด กรณี อบจ. เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ต้องผ่านเจ้าหน้าที่เหล่านั้นก่อน
          และผู้ว่าราชการจังหวัด โดย ท้องถิ่นจังหวัด พิจารณาเสนอเพื่อผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาขั้นสุดท้าย และทราบว่าเกือบตลอดเส้นทางต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะผ่านได้ โดยเฉพาะจุดสุดท้ายที่กรมส่งเสริมฯ ซึ่งผมเป็นห่วงว่า กรณีการสอบดังกล่าวก็คงเช่นเดียวกัน คือต้องวิ่งเต้นที่กรมส่งเสริมฯ ซึ่งสถานการณ์คงเช่นเดียวกับการขออนุมัติเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ดำเนินการมาก่อน ท่านรัฐมนตรีไม่สนใจเรื่องนี้บ้างหรือ
          ผมจึงขอเรียนข้อมูลที่ พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งอาจจะเคยทราบมาก่อน เพราะท่านอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าราชการมหาดไทยมาช้านาน ซึ่งใครก็ตามมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ก็จะถูกระบบนี้ค่อยๆ ครอบงำเสมอ ขอความกรุณาเรียกปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำชับให้ข้าราชการในสังกัด ปรับปรุง แก้ไข ในเรื่องนี้เพื่อให้ภาพพจน์ของกระทรวงนี้ดีขึ้นด้วย ไม่ใช่กล่าวหาแต่ฝ่าย อปท. ฝ่ายเดียว
          อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขอเรียน พล.อ.อนุพงษ์ ก็คือ เมื่อไหร่กระทรวงมหาดไทยที่ท่านเป็นผู้นำสูงสุดองค์กรนี้ จะดำเนินการร่างกฎหมายว่าด้วย มาตรฐานการกำกับดูแล อปท. ตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550  เพราะบทบาทการกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ รวมทั้งรัฐมนตรีมหาดไทยเองนั้นมีข้อครหาเสมอเพราะไม่มีมาตรฐานเดียวกัน และขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจ จริงอยู่แม้กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะได้บัญญัติเอาไว้ให้นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจอย่างไรบ้าง แต่ในทางปฏิบัติมีการใช้ดุลยพินิจต่างกัน ทั้งๆ ที่ใช้กฎหมายเดียวกันหรือมาตราเดียวกัน
          อย่าลืมว่าการพิจารณาปฏิบัติตามกฎหมายนั้นบางครั้งมองประเด็นไม่เหมือนกัน เพราะแม้แต่การพิจารณาของศาลก็ยังมีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ซึ่งมีหลายคดีที่พิพากษาไม่ตรงกัน จึงต้องมาสรุปที่ศาลฎีกา
          ผมจึงเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยช่วยพิจารณาสั่งให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่าง กฎหมายมาตรฐานกำกับ อปท. เพื่อให้การกำกับ (ไม่ใช่ควบคุม) เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และในกฎหมายนี้ต้องกำหนดให้ องค์กรประชาชนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้กำกับ อปท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอด้วย ผมเรียนท่านรัฐมนตรีเพิ่มเติมว่าอะไรที่จะเป็นการส่งเสริมการทำงานของ อปท. ให้เข้มแข็งขึ้น กรมนี้หรือกระทรวงนี้แทบจะไม่มีผลงานให้ปรากฏเห็นเลย
          และที่สำคัญไม่ควรให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย เช่น การขาดคุณสมบัติของผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งนี้ โดยอำนาจเหล่านี้ควร ให้เป็นอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งจะได้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพราะอำนาจสุดท้ายเป็นของ ศาลปกครองสูงสุด องค์กรเดียวกันจึงถือได้ว่าจะมีมาตรฐานเดียวกันได้ทั้งประเทศ แต่ถ้าให้ผู้ว่าราชการที่เป็นผู้ใช้อำนาจก็ไม่แน่ว่า 76 จังหวัดจะใช้ดุลยพินิจไปในทางเดียวกันได้ ในที่สุด อปท. ก็ถูกกำกับที่แตกต่างกันก็ได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการกำกับที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน
          ผมขอสรุปปิดท้ายว่า ต่อไปนี้จะมีกรณีนี้เกิดขึ้นในอนาคต คือ1.การวิ่งเต้นขอเงินอุดหนุนเฉพาะกิจประจำปีงบประมาณ อปท.ที่ขอเงินรู้ดีว่าต้องวิ่งเต้นและทำอย่างไรบ้าง กรมส่งเสริมฯ จึงจะอนุมัติ ก็คงอยู่ต่อไป
          2.การสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก การคัดเลือก เมื่อมหาวิทยาลัยที่กรมส่งเสริมฯ จ้างสอบดำเนินการเสร็จและประกาศผลแล้ว ผู้สมัครที่สอบได้ก็ต้องวิ่งเต้นด้วยวิธีการต่างๆ เช่นเดียวกับข้อ 1 กับกรมส่งเสริมฯ เพื่อสั่งให้ อปท. แต่งตั้งตามที่ตนต้องการ
          3.กรมส่งเสริมฯ คงขออัตรากำลังไปยัง ก.พ. หรือ ก.พ.ร. ตั้งหน่วยงานเพิ่มในกรมส่งเสริมฯ อีก โดยอ้างว่ามีความจำเป็นเพราะต้องทำเรื่องบุคลากร อปท.
          4.กระทรวงมหาดไทยอาจจะถือโอกาสรวมอำนาจอย่างอื่นอีก โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ที่ต้องกระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง
          นี่แหละครับยุคที่มีทหารมาบริหารกระทรวงนี้ ซึ่งในที่สุดจะหนีไม่พ้นการครอบงำจากฝีมือลูกไม้มหาดไทยของข้าราชการมหาดไทยกลุ่มใกล้ชิดและมีอำนาจ ซึ่งก็เป็นมาอย่างนี้โดยตลอด.

ล่าล้านชื่อค้านยุบอบต. '3องค์กรท้องถิ่น'ผนึกยื่นครม.หลัง5เมษายน

ล่าล้านชื่อค้านยุบอบต. '3องค์กรท้องถิ่น'ผนึกยื่นครม.หลัง5เมษายน 

ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐

          สมาคม "องค์การบริหารส่วนจังหวัด-สันนิบาตเทศบาล-องค์การบริหารส่วนตำบล" ยื่นหนังสือถึงมือ สนช. ค้านร่างกฎหมายยุบ-ควบรวม อบต. พร้อมล่า 1 ล้านรายชื่อประชาชน ยื่นครม.ภายใน 5 เม.ย.นี้
          ร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.   และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังคงถูกคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นที่จะมีการยุบองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขนาดเล็ก และควบรวมยกเป็นเทศบาล
          ในการประชุมสัมมนา สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 5,000 คน โดย นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือคัดค้านและขอให้ทบทวนร่างประมวลกฎหมายดังกล่าว ต่อนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2
          สำหรับหนังสือคัดค้านของสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ น่าจะขัดกับร่างรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามหลักในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 3 ประการ ดังนี้
          1.การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องการยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลตำบล และการบังคับใช้กฎหมายให้ควบรวมเทศบาลตำบลขนาดเล็กเข้าด้วยกันโดยมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ ไม่ครอบคลุมกับบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการให้บริการสาธารณะให้กับประชาชนในพื้นที่ อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติของประชาชน
          2.การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งปรากฏตามลักษณะ 5 มาตรา 197 - มาตรา 204 เป็นการให้อำนาจแก่กระทรวงมหาดไทยมากเกินไปทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ไปถึงท้องถิ่นจังหวัดเป็นการบ่งชี้รายละเอียดตัวบุคคลมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 250 ซึ่งต้องกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น และยังขัดต่อหลักการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย
          และ 3.ความเห็นของประชาชนในข้อเสนอการปฏิรูปท้องถิ่น กำหนดให้มีการควบรวมองค์กรท้องถิ่นตามขนาดจำนวนประชากรและรายได้ตามที่ปรากฏ ภาคประชาชนมีความเห็นว่า ขัดเจตนารมณ์ความเป็นเจ้าของชุมชนท้องถิ่นและเชื่อว่าจะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งระบบบริการจะมีคุณภาพต่ำลงไม่ใกล้ชิดประชาชน
          พร้อมแนบข้อเสนอแนะที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ กรณีกำหนดให้มีเพียงองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาล ตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นั้น มองว่า อบต.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กในระดับพื้นที่ซึ่งใกล้ชิดประชาชน อีกทั้งยังเป็นองค์กรหลักในระดับพื้นที่ที่มีความรับผิดชอบในการจัดบริการสาธารณะที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องคงองค์การบริหารส่วนตำบลไว้
          ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องมีการควบรวม ควรให้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการโดยยึดเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ ตลอดจนการสร้างมาตรการจูงใจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควบรวมตามความสมัครใจ ส่วนการกำกับดูแลและตรวจสอบ เสนอให้จัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำกับดูแลเพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินโดยสำนักงานการตรวจแผ่นดิน ต้องกำหนดมาตรฐานที่ใช้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นมาตรฐานเดียวกัน
          นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กเข้าด้วยกัน พื้นที่ที่รุนแรงในการแข่งขันทางการเมืองท้องถิ่นที่มีหลายกลุ่มจากพื้นที่ควบรวมดังกล่าว ประชาชนจะแตกแยกส่งผลกระทบต่อการจัดบริการในอนาคต ทั้งยังจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มการเมืองระดับชาติเข้ามามีบทบาทครอบงำท้องถิ่นได้มากขึ้น ขณะที่ในเขตพื้นที่ที่มีปัญหาด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และศาสนานั้น ผลพวงจากการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดการแบ่งพวกตามการนับถือศาสนา วัฒนธรรม อาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงของชาติ
          นายนพดล กล่าวว่า การดำเนินการใดๆ เพื่อปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะโดยรูปแบบนโยบายทางการบริหาร หรือการดำเนินการทางกฎหมาย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้นำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมต่อไป
          "หลังจากนี้เตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชนที่คัดค้านให้ได้ 1 ล้านรายชื่อภายในวันที่ 5 เมษายนนี้ เพื่อยื่นให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป"

บทความพิเศษ: อำนาจการบริหารบุคคลส่วนท้องถิ่น ตอนที่ 3

บทความพิเศษ: อำนาจการบริหารบุคคลส่วนท้องถิ่น ตอนที่ 3

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐

          ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย
          การยึดอำนาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 นัยว่าเป็นการใช้มาตรา 44 ริบอำนาจการบริหารงานบุคคลจากท้องถิ่น เพื่อตัดวงจรอุปถัมภ์ อันเป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยมีสาระสำคัญให้ก.กลางมีอำนาจหน้าที่แทนท้องถิ่นใน 2 ประการคือ
(1) การสอบแข่งขัน และ
(2) การคัดเลือกหรือสอบคัดเลือก ให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทอำนวยการบริหาร บริหารสถานศึกษา ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. และ เมืองพัทยา ไม่รวม กทม.
โดยมีข้อยกเว้น ตามคำสั่งฯ ข้อ 2 วรรคสองว่า ก.กลางอาจมอบให้ ก.จังหวัดดำเนินการแทนได้
          การเข้ามาของคนมี "ด ว ง" ต้องเปลี่ยนบริบทใหม่
          รากเหง้าปัญหาการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นอย่างหนึ่งคือ "ปัญหาการใช้ระบบอุปถัมภ์ที่มากเกินไปหรือทุจริตในการบริหารงานบุคคล" ดังคำพูดที่คนท้องถิ่นรู้จักกันดีว่า คนที่จะเติบโตก้าวหน้าในเส้นทางชีวิตราชการท้องถิ่นต้อง (1) ด = เป็น "เด็ก" ของใคร หมายความว่า ต้องมีลูกพี่ หรือผู้บังคับบัญชาที่อุปถัมภ์ (2) ว = ต้อง "วิ่ง" เต้น เส้นสาย เอาหน้าฉาบฉวย อยู่เฉย ๆ คงแย่ ไม่ก้าวหน้า และ (3) ง =ต้องมี "เงิน" ไม่ว่ากรณีใด ๆ แม้การประเมินปรับขนาด ปรับชั้น ตำแหน่งของตนเอง ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย ที่เจ้าตัวต้องจ่าย หรือสมยอมจ่าย หรือ จ่ายเพื่อต่างตอบแทน เช่น การปรับตำแหน่ง ระดับ 9 (ผู้บริหารระดับเชี่ยวชาญ) มีเสียงเล่าขานกันปากต่อปากว่าต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเป็นล้าน เป็นต้น
          การเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคลจากนายก อปท. และ ก.จังหวัด ไปไว้ที่ ก.กลาง หรือส่วน
          กลาง ก็เท่ากับเป็นการล้มระบบอุปถัมภ์จากส่วนล่างอย่างไรก็ตาม ข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลายคนต่างอดคิดไม่ได้ว่า จะเป็นการเปลี่ยน "ระบบอุปถัมภ์จากท้องถิ่น" ไปเป็น "ระบบอุปถัมภ์จากส่วนกลาง" มิแย่ไปกว่าเดิมหรือ ในระยะเริ่มแรกยุครัฐบาล คสช.อาจยังไม่มีคนข้าราชการที่มี "ด ว ง" แต่ในอนาคตเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ประชาธิปไตย)ย่อมมีข้าราชการที่มี "ด ว ง" ได้อีก แต่ก็หวังว่าอย่าให้เป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็แล้วกัน
          ข้อวิตกห่วงใยการสอบสายบริหาร อำนวยการฯ
          ลองมาดูข้อสังเกตหรือข้อวิตกห่วงใยในประเด็นการสอบสายบริหาร อำนวยการฯ เหล่านี้กัน
          (1) การสอบต้องมี 3 ส่วนเช่นเดิมคือ
               (1.1)การให้คะแนนโดยการสอบ หรือคะแนนวิสัยทัศน์ อีกส่วนคือ
               (1.2) การให้คะแนนตามเกณฑ์ความเหมาะสมต้องยึดหลักเดิม เช่น จบปริญญาตรี โท เอกระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง มีช่วงคะแนนให้เพื่อให้ระดับอาวุโส มีสิทธิ ดีกว่า เหมาะสมกว่า ผู้ที่มีวัยวุฒิน้อยกว่า ประการสุดท้าย
               (1.3) การสัมภาษณ์ควรมีเกณฑ์ให้คะแนน อย่างเปิดเผย มิใช่กำหนดช่วงคะแนนห่างจนเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
          (2) ต้องมีการเปิดเผยคะแนนการสอบ และเรียกดูกระดาษคำตอบได้
          (3) ประเด็นความโปร่งใสของการออกข้อสอบ ควรใช้ข้อสอบกลาง ซึ่งหน่วยงานกลางหรือมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกข้อสอบ เพราะมีปัญหาที่ผ่านมา ผู้ใกล้ชิด มักจะสอบผ่าน หรือสอบได้ ไม่เห็นด้วยที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเป็นผู้ออกข้อสอบเอง เพราะอาจทำให้ไม่โปร่งใส
          (4) การเทียบโอนตำแหน่งเพื่อการสอบ ควรจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง สำหรับผู้ปฏิบัติงานจริง มิใช่เพื่อสำหรับคน"พาสชั้น" หรือเด็กนายในส่วนกลาง (กรมกระทรวง) แต่ควรสำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรงก้าวหน้าที่เรียกว่า "ฟาสต์แทร็ก" (fast track) มากกว่า
          (5) ต้องขจัดปัญหาความไม่คล่องตัวของการบริหารงานบุคคลออกไป เช่น
               (5.1) การกำหนดรอบการสอบให้เหมาะสม มิใช่นานปีเปิดเพียง 1 ครั้งอาจทำให้เกิดปัญหาบุคคลการขาดแคลนได้
               (5.2) คำสั่งเรียกบรรจุมาจากส่วนกลาง โดยท้องถิ่นเสนอความต้องการและรายงานตำแหน่งว่าง การเรียกใช้บัญชีสอบต้องเรียงตามลำดับ มิใช่ไปหาที่ลงเอง หรือนายก อปท. สามารถระบุเรียกใช้บัญชีได้ ซึ่งอาจมีทั้งที่ระบุตัว หรือข้ามลำดับเพื่อความยืดหยุ่นได้บ้างตามหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ตามผู้ที่สอบได้ลำดับก่อนต้องมีที่บรรจุลง
                (5.3) การเปิดสอบโดยรวบรวมตำแหน่งว่างทั้งหมด แล้วให้ผู้มีคุณสมบัติสมัครสอบตำแหน่งของตน ใช้หลักผ่าน 60% ขึ้นบัญชีไว้ การเลือกลงตำแหน่งให้ผู้สอบได้ก่อนพิจารณาก่อน ไม่พอใจสละสิทธิให้ลำดับถัดไปเลือกจนตำแหน่งหมดหากมีตำแหน่งว่างเพราะไม่มีคนไปลง ก็เปิดสอบใหม่
                 (5.4) ปัญหาที่จะตามมาในการแต่งตั้งก็คือภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ปัญหาครอบครัว ค่าดำรงชีพในการปฏิบัติราชการ เป็นต้น ฉะนั้น การสอบขึ้นบัญชีอาจมีการกำหนดในระดับประเทศ ภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อำเภอ ให้มีขอบเขตที่ยืดหยุ่น พื้นที่ไม่กว้างมาก เพราะหากยิ่งขอบเขตพื้นที่บรรจุกว้างมากยิ่งอาจมีปัญหามากตามความกว้าง โดยมีข้อแม้ว่า ในความประสงค์ของผู้สอบก็น่าจะมีขอบเขตที่จำกัดเช่นกัน เพราะมิฉะนั้น ถือเป็นความเสียเปรียบในการบรรจุแต่งตั้งได้เช่นกัน เป็นต้น
          (6) ในส่วนของผู้เข้าสอบต้องปรับตัว เตรียมความพร้อมศึกษาระเบียบ กฎหมายให้มากกว่าเดิมเพราะจะมีการสอบแข่งกัน ไม่มีอีกแล้วที่สมัครคนเดียวสอบคนเดียวได้ที่ 1 ผู้เข้าสอบต้องเร่งทำผลงานเด่น รวบรวมเอาไว้นำเสนอกรณีคัดเลือกเพื่อเลื่อนระดับให้สูงขึ้น
          (7) ตัวอย่างที่น่าเป็นกรณีศึกษา ก็คือในกระแสการเรียกร้องเดิมกลุ่ม รองปลัด อปท. ได้เคยเรียกร้องให้แก้ไขเรื่องกำหนดอำนาจหน้าที่ให้รองปลัด อปท. ให้มีความรับผิดชอบในกองใดกองหนึ่งซึ่งในโอกาสต่อไปเพื่อให้เกิดสภาวะสมดุลของความก้าวหน้า สอดรับปริมาณงานของหน่วยงานและประสบการณ์ของตำแหน่งผู้บริหาร ส่วนกลางต้องกำหนดโครงสร้าง อปท. แบบสำเร็จรูปมาให้ท้องถิ่นการให้ท้องถิ่นกำหนดเองคงไม่มีแล้ว จะต้องปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์โครงสร้างกันใหม่ และเปลี่ยนฐานอำนาจใหม่ด้วย
          (8) ในการบริหารงานบุคคลสำหรับเจ้าหน้าที่อปท. ในปัจจุบัน มีข้อวิพากษ์แถมพิเศษว่า อยากให้คสช.ยกเลิกให้คณะผู้บริหารท้องถิ่นรักษาการต่อไปเมื่อครบวาระ แล้วให้ปลัด อปท. ปฏิบัติหน้าที่แทนก็จะติดข้อขัดข้องว่า "ปลัด อปท. ไม่ยึดโยงประชาชน"นายก อปท. ก็มิใช่ว่าจะมีผู้ที่ไม่ดีทั้งหมด เช่นเดียวกับ ปลัด อปท. ก็ใช่ว่าจะดีทุกคนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่พิจารณาในแง่ "คุณธรรม จริยธรรม"ฝ่ายข้าราชการก็โต้แย้งว่า ในการปฏิบัติราชการนั้นงานจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเกิดความรักใคร่สามัคคี ยึดระเบียบแบบแผนในการทำงาน ซึ่งฝ่ายข้าราชการประจำจะทำงานได้ดีกว่าฝ่ายการเมืองที่ไม่ค่อยยึดระเบียบแบบแผนเพราะเข้ามาตามวาระ มีลักษณะเป็นการเมือง แต่ข้าราชการมีความมั่นคงกว่า และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงในทางธุรกิจการเมือง ฉะนั้น ในการดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยหลีกเลี่ยง หรือฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมีความเป็นไปได้น้อย เป็นต้น
          ฝากอนาคตไว้กับส่วนกลางในอนาคตการเติบโตก้าวหน้าในชีวิตราชการของคนท้องถิ่นอาจยิ่งหนักไปกว่าเดิมที่เป็นอยู่กล่าวคือจะมีคนที่มีคุณสมบัติสอบคัดเลือกขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นจำนวนมาก มีเยอะขึ้น เพราะฐานจำนวนเดิมของตำแหน่ง ผู้บริหาร อำนวยการฯ เดิมก็มีอยู่มากมาย ด้วยระบบบริหารงานบุคคลแบบเดิมได้สร้างปัญหาตรงนี้ไว้ การยังคงให้ อปท. กำหนดโครงสร้างเองอย่างเดิม อาจจะไม่มีการกำหนดตำแหน่ง ไม่มีการปรับปรุงตำแหน่งเกิดขึ้น ตำแหน่งว่างก็มีเพียงตำแหน่งที่เกิดจากการเกษียณอายุ หรือตาย หรือลาออก หรือถูกปลดออกไล่ออก เท่านั้นเพราะผู้อยู่ในตำแหน่งบริหาร อำนวยการฯ ยังคงเหลืออายุราชการถึง 10 ปีเศษ เพราะส่วนใหญ่มีอายุไม่ถึง 50 ปี นอกจากนี้ ข้อวิตกที่สุดว่า การเปลี่ยนแปลงระบบบริหารงานบุคคลจากเดิมมาเป็นแบบส่วนกลางดำเนินการนั้น มันไม่น่าจะแตกต่างกัน หากระบบราชการไทยยังคงมีระบบอุปถัมภ์อยู่มันอาจเข้าทางที่เขาเรียกกันว่าโยนหมูเข้าปาก...เพราะประสบการณ์ที่เห็นมาก็มีการทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ จึงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น