วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

การออกหนังสือรับรองสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของเอกชน





วิษณุ นั่งหัวโต๊ะ ถก กระจายอำนาจ อปท. รับหลักการกฎหมาย 2 ฉบับ

วิษณุ นั่งหัวโต๊ะ ถก กระจายอำนาจ อปท. รับหลักการกฎหมาย 2 ฉบับ
มติชนออนไลน์
วันที่ 20 มิถุนายน 2560 - 18:38 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ครั้งที่ 3/2560โดยสรุปผลการประชุมดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. รายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …. และร่าง พ.ร.บ.กระจายหน้าที่และอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …. และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว ตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

2. เห็นชอบการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนปฏิบัติการฯ (ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2) จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่
    1.ร่างพ.ร.บ.โรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยแก้ไขให้ค่าธรรมเนียมรายปีอันเกิดจากใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ตกเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    2 ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …. โดยแก้ไขให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยกเว้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจในการจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 ร่าง พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ฉบับที่ .. พ.ศ. …. แก้ไขให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการดูแลบำรุงโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    3. เห็นชอบให้การแพทย์ฉุกเฉินเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 16 และมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
    4. เห็นชอบให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนสำหรับสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านใหม่สันทราย หมู่ 7 ตำบลสันทราย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ที่ได้รับจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้มีระบบส่งน้ำท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามฤดูกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มท.ให้ค่าตอบแทน'อปพร.'

มท.ให้ค่าตอบแทน'อปพร.'
มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐

          เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) โดยได้สร้างกลไกการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ และลดผลกระทบจากสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อม การสั่งใช้กำลัง และการสนธิกำลัง เพื่อปฏิบัติภารกิจในสถานการณ์ฉุกเฉิน
          นายสุธีกล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยังได้ออกระเบียบเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ให้ค่าตอบแทนแก่ อปพร. โดยกำหนดให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสามารถเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่ อปพร.ได้ตามเจตนารมณ์ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และให้การปฏิบัติเป็นไปแนวทางเดียวกัน โดยให้ อปพร.ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ได้รับค่าใช้จ่ายจำนวน 100 บาท ปฏิบัติหน้าที่เกิน 4 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ได้รับค่าใช้จ่าย 200 บาท และในกรณีเกิน 8 ชั่วโมง ได้รับค่าใช้จ่าย 300 บาท ถือเป็นการตอบแทนให้กับ อปพร.ที่เสียสละทำงานเพื่อส่วนรวม และถือเป็นครั้งแรกที่จะได้รับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ โดยระเบียบนี้กำลังอยู่ระหว่างรอประกาศเป็นกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

สตง.เรียกเงินคืนผ่อนชำระได้ไหม (ละเมิด ระเบียบของ อปท.)



















บทความพิเศษ: จับกระแสท้องถิ่นสุดท้าย 2560 ตอนที่ 6 การทำงานคู่ขนานในบริบทของภูมิภาค

บทความพิเศษ: จับกระแสท้องถิ่นสุดท้าย 2560 ตอนที่ 6 การทำงานคู่ขนานในบริบทของภูมิภาค 
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๐

          ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย
          ในท่ามกลางกระแส การปฏิรูปประเทศ ณ ห้วงเวลานี้มีความสับสนร้อนรนใคร่รู้ ใครถามจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)มากมาย มีการถามไถ่สอบถามกันมาทั้งในที่ประชุมสัมมนา ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ก็อย่างที่บอกคำถามปัญหาหลักวนเวียนอยู่เพียงแค่ไม่กี่คำถาม และหากจะแตกหน่อแตกคำถามหลักออกไปอีก ก็จะมีคำถามต่อไปอีกหลายคำถาม ในคำถามย่อยๆ เหล่านี้ล้วนผูกโยงมาจากปัญหาหลักที่ยังไม่รู้ชะตา อาทิ การรักษาการของผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่จะสิ้นสุดเมื่อใด การคัดเลือกสอบ คัดเลือกสายบริหารท้องถิ่น และอำนวยการท้องถิ่น จะดำเนินการได้เมื่อใด ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง (พัสดุ) จะเสร็จเรียบร้อยเมื่อใดทั้งนี้รวมถึงระเบียบกระทรวงมหาดไทยหรือระเบียบกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยว่าจะเสร็จเรียบร้อย และมีผลให้ท้องถิ่น ถือปฏิบัติได้เมื่อใด เป็นต้น
          อำนาจและหน้าที่
          มิติใหม่เรื่อง " อำนาจหน้าที่" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ในการปาฐกถา เรื่องการสร้างนักกฎหมายณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2560 คาดหวังว่าการแก้ไขหลักการจากเดิม "หน้าที่และอำนาจ"เป็น "อำนาจและหน้าที่" หมายความว่า ต้องมีอำนาจก่อนแล้วจึงทำหน้าที่ได้หน้าที่มาก่อน เตือนว่า คุณต้องทำหน้าที่จึงจะมีอำนาจ แต่เดิมหน่วยงานทุกหน่วย ก็จะคิดว่า กฎหมายนั้นเป็นของตัว กฎหมายคือพระไตรปิฎกที่แก้ไม่ได้เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีปัญหาอุปสรรค เขาก็จะไม่แก้ไขกฎหมาย เพราะกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของสังคม กฎหมายที่ออกมา เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ ทำเพื่อมาบังคับราษฎร แต่เจ้าหน้าที่ก็นึกว่า อำนาจที่กำหนดไว้นั้น เป็นอำนาจติดตัวของตัว กฎหมายให้อำนาจเพราะกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ไปทำหน้าที่เช่น ให้ตำรวจรักษาความสงบ ตำรวจก็จะให้มีอำนาจจับ แต่ตำรวจจะมีอำนาจจับก็ต่อเมื่อปฏิบัติหน้าที่
          นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา77 แนวคิดในเรื่องกฎหมายพยายามที่จะให้มันเปลี่ยนไป ให้ตระหนักของการมีกฎหมายมากกว่าที่จะกระตือรือร้น มีกฎหมายเพื่อไม่ให้ออกกฎหมายโดยไม่จำเป็น มาตรา 25 มาตรา 26 บัญญัติให้มีการออกกฎหมาย อย่าไปกระทบกระเทือนสิ่งใด แต่ปรากฏว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลองวิจัยดู ก็จะพบว่าเรามีกฎหมายที่กระทบกระเทือนสิ่งต่างๆมาก
          หากพิจารณาปรับใช้ ในมิติของท้องถิ่นก็หมายความว่า "ต้องมีการจัดสรรอำนาจของท้องถิ่นให้ชัดเจนแน่นอนเสียก่อน" และแล้ว "อำนาจ" ของท้องถิ่น ก็จะตามมาทันที เช่น ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดบริการสาธารณะที่เป็นเรื่องปากเรื่องท้องเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าเรื่องของการส่งเสริมอาชีพ การสงเคราะห์คนยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส คนไร้ที่พึ่ง หรือผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากและไม่อาจพึ่งพาบุคคลอื่นได้ เป็นต้น
          ปัญหาการทำงานแบบ "คู่ขนาน"ของท้องถิ่น (ต่อ)
          ดังได้เกริ่นแล้วว่า "ผู้มีส่วนได้เสียของ อปท." นั้นมีหลายฝ่าย หากพิจารณาจากการทำงาน แบบ "คู่ขนาน" (parallel)แล้วจะมีลักษณะการทำงานเชิง "ปฏิปักษ์ขัดแย้ง" กันในระหว่าง "คู่กรณีในแต่ละคู่" ลองมาดูมุมมองของคู่กรณีอีกฝ่าย คือ "ฝ่ายบริหารราชการส่วนภูมิภาค" ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอรวมถึงบริหารราชการส่วนกลางฝ่ายปกครอง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯ ด้วย
          (1) รัฐพยายามมุ่ง "สร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค" โดยการอ้างสร้างความเข้มแข็งของประชาชน ทั้งนี้ดูจากการคิดเรื่องแผนภาคและแผนพัฒนาจังหวัดแบบ One Plan รวมตลอดถึงโครงการหมู่บ้านละ 2 แสน ตำบลละ 5 ล้าน ที่เป็นการส่งเงินถึงมือประชาชนโดยตรงโดยผ่านกลไกส่วนภูมิภาควัตถุประสงค์ก็คือให้ประชาชนได้รับโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพิงนักการเมืองท้องถิ่น เป็นการสร้างความเข้มแข็งของส่วนภูมิภาคและประชาชนโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันถือว่า "เป็นการลดบทบาทของ อปท."ท่านผู้ให้ทรรศนะว่าแม้เจตนารมณ์เรื่องOne Plan จะดี คือมุ่งสร้างประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณและการแผนให้เป็นเอกภาพ สัมพันธ์กับขนาดและบริบทของพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันยังมี"เครื่องมืออื่น" อีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ศึกษาพัฒนาวิธีการและนำมาใช้ ท่านผู้รู้เสนอแนะ เช่น
              (1.1) ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะ อาทิ ความร่วมมือปกติ และสหการ
              (1.2) หลักการวางแผนพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ที่คาบเกี่ยว (regional plan)
              (1.3) การจัดทำผังเมืองให้มีการกำหนดขอบเขตการเจริญเติบโตของเนื้อเมือง (urban Boundary Growth).
              (1.4)การกำหนดโครงสร้างการปกครองให้สอดคล้องกับกายภาพของการตั้งถิ่นฐาน(ปัญหา 1 ตำบลหลาย อปท.)
              (1.5 ) การทำสัญญาแผนระหว่างรัฐส่วนกลางส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นซึ่งมีใช้ในหลายประเทศในกลุ่ม OECD
          (2) ท่านผู้รู้คนเดิมให้ทรรศนะต่อว่า ปัจจุบันงบประมาณส่วนกลาง คือกระทรวง และกรม หรือ "การยึดหน่วยงานเป็นหลัก" (Functions) ยังคงมากกว่างบประมาณ "การยึดพื้นที่เป็นหลัก"(Area) กล่าวคือ ยังไม่ได้กระจายอำนาจจากกรมลงมาสู่ท้องถิ่นนั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือเหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ อปท.ได้ตามที่กฎหมายกำหนด (หวงเงินไว้สำหรับการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) ที่ผ่านมาจะมีแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจฉบับที่ 2 และอยู่ระหว่างการจัดทำแผนฉบับที่ 3 ก็ตาม รัฐไทยก็ยังยึดติดการบริหารราชการแผ่นดินโดยยึด "Function" เป็นหลักแบบแตกกระจายที่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องการบริหารโดยใช้เมืองเป็นฐาน เพราะจังหวัดไม่มีเนื้อเมือง (ไม่มีพื้นที่) แต อปท.ต่างหากที่มีเนื้อเมือง ฉะนั้นการ บริหารและงบประมาณจึงควรคำนึงถึงเนื้อเมืองเป็นหลักซึ่งก็คือ อปท.นั่นเอง
          ซึ่งกล่าวโดยสรุป ได้ว่าแม้จะมีแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจก็ตามแต่งบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดินส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ที่ส่วนกลางหรือน่วยงาน Functions นั่นเอง เท่ากับว่าพื้นที่หรือ Area ซึ่งรวมถึง อปท.ก็ยังคงมีงบประมาณขนาดเล็กเช่นเดิมเพราะการบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดเอาหน่วยงานเป็นฐาน ไม่ได้ยึดเอาเมืองซึ่งก็คือ อบต.เป็นฐาน
          (3) ในความเห็นอีกฝั่งได้มีการเสนอรูปแบบการปกครองแบบ "จังหวัดจัดการตนเอง" ขึ้น นัยว่าเป็นการประสานแนวคิดเรื่อง "เนื้อเมือง" ให้เข้ากับภารกิจอำนาจหน้าที่ แม้จะมีการกล่าวว่าการกระจายอำนาจจะสำเร็จได้รัฐบาลต้องเข้าใจหลักการกระจายอำนาจโดยการกระจายอำนาจด้านการหาเงินและด้านการจ่ายเงินควบคู่กันไป แต่ในแนวคิดนี้ยังห่างไกลต่อความรู้สึกที่มุ่งเป้าไปที่การสร้างความแข็งแกร่งของ "ภูมิภาค"ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งหากจะว่ากันตรงๆตามหลักวิชาการก็คือ "การปกครองภูมิภาคก็คือติ่งของการปกครองส่วนกลาง"นั่นเอง
          (4) มีกระแส "ข่าวลือ" ว่าจะปลดล็อก ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ (การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.) ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า "ข่าวมั่ว" เพราะจะเลือกตั้งท้องถิ่นไปทำไมในเมื่อรูปแบบ อปท.ที่มีจำนวนหน่วยมากมายยังไม่นิ่ง ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังไม่มีการตรากฎหมายเนื่องจากปัจจุบันมีรูปแบบ อปท. ทั่วไปในระดับล่าง(Lower Tier) 2 แบบ คือเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่มีรูปแบบโครงสร้างไม่เหมือนกัน มีจำนวนสมาชิกสภาที่แตกต่างกันมีความเหลื่อมล้ำเรื่องงบประมาณแถมยังมีความเหลื่อมล้ำของประชากร นอกจากนี้อปท.ที่มีขนาดเล็กรายได้น้อยมีจำนวนถึง 4,500 แห่ง ฉะนั้นถ้ามีการเลือกตั้งท้องถิ่นจริงก็ต้องใช้งบเลือกตั้ง"บาน" เท่ากับเป็น "หลุมพรางการปกครองตนเอง" ของประชาชน เป็น "กับดักประชาธิปไตย" เสียเอง
          (5) รัฐบาลชุดนี้ มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ลงถึงหมู่บ้านชาวบ้านเรียกว่าตำบลละ 5 ล้าน หมู่บ้านละ 2.5 แสน มาถึงตำบลละ 2.5 ล้านผ่านกระทรวงเกษตรฯ โดยเกษตรอำเภอ ซึ่งสอบถามจากกำนันก็ได้รับคำตอบว่าโครงการมีเงินลงมา จะให้ชาวบ้านจ้างแรงงานจะทำอะไรดี ได้เงินวันละ 305 บาท ตามค่าแรงขั้นต่ำ จากให้เงินถึงชาวบ้านโดยตรง มีข้อสงสัยจากท้องถิ่นว่าเหตุใด
               (5.1)งบประมาณไม่ผ่านท้องถิ่นเพราะเป็นหน้าที่ท้องถิ่นโดยตรง ที่มีทั้งบุคลากรที่พร้อมเพรียง การรั่วไหลของงบประมาณที่เกิดขึ้น เป็นลักษณะโครงการที่ไม่หวังผลความสำเร็จเป็นรูปประธรรม หวังเพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ
               (5.2) การตรวจสอบเพียงพอหรือไม่ หากเพียงตรวจสอบเฉพาะ ที่ได้รับการร้องเรียนคงไม่พอ หากมีการรั่วไหลของงบประมาณมาก เพราะการตรวจสอบน้อย อาทิ การเอาชื่อมาเบิกเกินความเป็นจริง การยืมบัตรเวียนเบิกโดยไม่ทำงาน เป็นต้น
                (5.3) ความต้องการผลสำเร็จของการใช้งบประมาณของรัฐบาล ต้องการจะกระจายเงินให้ถึงมือประชาชนหรือเพียงต้องการแจกเงินให้ถึงประชาชนเท่านั้น เพราะโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการเพาะต้นไม้แจกให้ประชาชนปลูกโดยผ่านเกษตรอำเภอ
          จากข้อสังเกตเล็กน้อยเท่านี้ยังมีเหลือข้อสังเกตอื่นๆ อีกยังไม่หมดประเด็นแต่น่าจะพอวิพากษ์เสนอแนะได้ตามสมควร

ดย.ผุดสภาเด็กฯ ตำบล-เทศบาลทุกพื้นที่ ดึง อปท.ช่วยขับเคลื่อนงาน หนุนเยาวชนแก้ปัญหา-เป็นจิตอาสาชุมชน

ดย.ผุดสภาเด็กฯ ตำบล-เทศบาลทุกพื้นที่ ดึง อปท.ช่วยขับเคลื่อนงาน หนุนเยาวชนแก้ปัญหา-เป็นจิตอาสาชุมชน
ไทยรัฐ (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๐

          นายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2560 กำหนดให้ดำเนินการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนระดับต่างๆ ขณะนี้ ดย.ได้ดำเนินการให้มีการคัดเลือกสภาเด็กและเยาวชนตำบล และสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลเกือบครบทุกพื้นที่แล้วจำนวน 7,774 แห่ง เหลือเพียงพื้นที่เดียวที่ อบต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังติดปัญหาภายในเล็กน้อย แต่ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอพยายามเร่งรัดดำเนินการและหลังจากนี้วันที่ 23 ก.ย. จะดำเนินการคัดเลือกสภาเด็กและเยาวชนอำเภอ 878 อำเภอ และสภาเด็กและเยาวชนเขต กทม. 50 เขต ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ตามพ.ร.บ.กำหนด ส่วนสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดจะเริ่มคัดเลือก วันที่ 4 พ.ย.
          อธิบดี ดย.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ดย.ได้ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และทีมพม.ในพื้นที่เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกับสภาเด็กฯ ตำบลและเทศบาลในการจัดประชุม จัดทำแผนงานโครงการกิจกรรมรวมถึงการติดตามประเมินผลในรอบปี เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานของสภาเด็กฯ ตำบลและเทศบาล ซึ่งบางพื้นที่มีความเข้มแข็งและมีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ก็คงไม่มีปัญหา ขณะที่บางพื้นที่ยังใหม่มีประสบการณ์น้อยก็จะต้องเข้าไปดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ สภาเด็กฯถือเป็นองค์กรเด็กและเยาวชนตามกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง ชุมชนสังคม ทั้งจะได้รับการพัฒนาด้านต่างๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากสภาเด็กฯ อย่างไรก็ตาม ดย.คาดหวังที่จะให้สภาเด็กฯระดับต่างๆ  ได้ขับเคลื่อนเป็นแกนนำส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ร่วมกันศึกษาสอดส่องนำปัญหาในพื้นที่ มาร่วมกันป้องกันและแก้ไข รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันปัญหาต่างๆ ทั้งการตั้งครรภ์ไม่พร้อมยาเสพติด การติดเกมรวมไปถึงการเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมหรือการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชนของตนเอง ถือเป็นการใช้พลังความรู้ทักษะเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ ที่สำคัญเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม.

คุมเข้มป้องกันทุจริตสอบบรรจุอปท.

คุมเข้มป้องกันทุจริตสอบบรรจุอปท.
มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๐

          เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ อนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบบรรจุพนักงานและข้าราชการท้องถิ่นที่มีผู้สมัครทั่วประเทศ 628,012 คน ตำแหน่งว่าง 21,605 อัตรา เพื่อใช้บรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการในเมืองพัทยา อบต. อบจ.และเทศบาล โดยกำหนดสอบภาค ก. และภาค ข. ในวันที่ 24 กันยายนนี้ ในสนามสอบ 43 จังหวัดทั่วประเทศ ล่าสุดก่อนการสอบในโค้งสุดท้ายได้แจ้งยืนยันหลักประกันความเสมอภาคและเป็นธรรมภายใต้มาตรฐานเดียวกันผ่านเว็บไซต์การสมัครสอบ โดยข้อสอบจะเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งและลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติ มีการจัดเก็บข้อสอบด้วยระบบรักษาความปลอดภัยและความลับขั้นสูงสุด ผู้เกี่ยวข้องกับการสอบทุกคนไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นเครือข่ายในการจัดติวผู้สอบทั้งทางตรง และทางอ้อม
          นายศุภสัณห์กล่าวว่า มีการกำหนดเลขประจำตัวสอบจัดด้วยระบบโปรแกรมสุ่มด้วยคอมพิวเตอร์ ส่วนกระดาษคำตอบมีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด การตรวจกระดาษคำตอบจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย ความลับ และความแม่นยำในเรื่องความถูกต้องของกระดาษคำตอบและผู้เข้าสอบที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ทุจริตจะถูกดำเนินการตามประกาศ กสถ.อย่างเฉียบขาดทุกราย นอกจากนั้นหากผู้เข้าสอบรายใดลักลอบนำอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในการถ่ายภาพข้อสอบเข้าไปในห้องสอบจะถูกดำเนินคดีในข้อหานำพาเอาเอกสารผู้อื่นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188