วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

คนอปท.โอดเกณฑ์บรรจุสุดหินกลุ่มผู้สอบร่อนหนังสือร้อง 'กสถ.' วอนทบทวนคะแนนอังกฤษ50%

คนอปท.โอดเกณฑ์บรรจุสุดหินกลุ่มผู้สอบร่อนหนังสือร้อง 'กสถ.' วอนทบทวนคะแนนอังกฤษ50% 

มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐

          นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แพร่ ในฐานะ ก.จ.กลาง และกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนกลุ่มผู้สอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นกว่า 400 คน เรียกร้องขอให้ ก.กลาง ทบทวนหลักเกณฑ์การสอบภาษาอังกฤษในภาค ก หรือการสอบความรู้ความสามารถทั่วไปของผู้สมัคร จากการใช้วุฒิปริญญาตรี มีการกำหนดเงื่อนไขผู้สอบจะต้องสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 จากจำนวนข้อสอบ 20 ข้อ ทำให้มีกระแสคัดค้านและไม่ต้องการให้กำหนดเงื่อนไขคะแนนในสัดส่วนของภาษาอังกฤษที่ต้องสอบผ่านร้อยละ 50 แต่ต้องการให้วัดผลที่คะแนนรวมในภาค ก ที่ร้อยละ 60 เช่นเดียวกับการสอบรรจุเมื่อปี 2556 หลังจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มอบอำนาจให้ กสถ. ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมรับสมัครทางอินเตอร์เน็ตระหว่างเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้ เพื่อขึ้นบัญชีผู้สอบผ่าน ใช้บรรจุแต่งตั้งใน อบจ. อบต. และเทศบาล ตามเขตที่สอบ 10 เขต จำนวน 84 ตำแหน่ง มีการบรรจุในอัตราว่างกว่า 2,100 อัตรา
          นายปรีชากล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ประชุม ก.กลาง ได้รับหลักการและมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน โดยกำหนดหลักสูตรการสอบแข่งขันให้มีการทดสอบ ภาค ก 100 คะแนน ประกอบด้วย วิชาความสามารถในการศึกษา วิเคราะห์และสรุปเหตุผล 30 คะแนน วิชาความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติราชการ กำหนดคะแนนเต็ม 30 คะแนน วิชาภาษาไทย 20 คะแนน วิชาภาษาอังกฤษ 20 คะแนน โดยมีเงื่อนไขต้องสอบได้วิชาภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50
          นายเชื้อ ฮั่นจินดา ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กรรมการ กสถ.กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ทบทวนการออกข้อสอบภาษาอังกฤษในการสอบภาค ก ของผู้สมัครวุฒิปริญญาตรี แต่การปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ อบต. เทศบาล และ อบจ.มีความจำเป็นต้องใช้ทักษะเพื่อทดสอบภาษาอังกฤษในการวัดผลหรือไม่ เช่นเดียวกับตนรับราชการมานานหลายสิบปี ยอมรับว่าไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้

มท1สั่งยุบเทศบาลระนอง-2นายกขัดแย้ง

มท1สั่งยุบเทศบาลระนอง-2นายกขัดแย้ง

มติชน  ฉบับวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐

          เมื่อวันที่ 23 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ลงนามคำสั่งที่ 544/2560 ยุบสภาเทศบาลเมืองระนอง ซึ่งมี ส.ท.17 คน ตามมาตรา 74 พ.ร.บ.เทศบาล 2496 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 13 พ.ศ.2552 ตามข้อเท็จจริงและความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เนื่องจากสภาเทศบาลเมืองระนองไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่พิจารณาเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ 2560 และเรื่องอื่นๆ เช่น การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพคนพิการ ผู้ป่วยเอดส์ ค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองระนองและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยท้ายคำสั่งแจ้งว่าหากผู้ใดจะโต้แย้งให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองในเขตอำนาจศาลภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
          จากการตรวจสอบคำสั่งพบว่าในการประชุมสภาเทศบาลเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) เมืองระนอง ได้นำปัญหาจากคำพิพากษาศาลปกครองรายงานกระบวนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด และหนังสือของกระทรวงมหาดไทยมาอภิปรายสอบถามการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของนายจิราวัจน์ เจริญนิธิโภคิน นายกเทศมนตรีเมืองระนอง หรือชื่อเดิม นายสมชาย ข้ามสมุทร กรณีมาทำหน้าที่แทนนายพินิจ ตันกุล ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากก่อนหน้านั้นนายจิราวัจน์ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งปลดพ้นจากตำแหน่ง ตามคำสั่งที่ 185/2557 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2557 ทำให้มีการอภิปรายตอบโต้โดยไม่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม ต่อมาประธานสภาได้สั่งเลื่อนการประชุมและไม่ได้มีการประชุมในสมัยวิสามัญอีก ทำให้ระเบียบวาระที่บรรจุไว้ไม่ได้พิจารณา
          นอกจากนั้นระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์-11 สิงหาคม 2559 นายจิราวัจน์ นายกเทศมนตรี ได้เสนอญัตติอำนาจหน้าที่ถึงประธานสภา เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม รวมถึงญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 ไม่สามารถตราและประกาศใช้ได้ทันในปีงบประมาณ ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่น การบริการสาธารณะ และสวัสดิการสังคม การมีส่วนร่วมในการทำแผนพัฒนา โดยผู้ว่าราชการจังหวดระนองในฐานะผู้ควบคุมเทศบาลตามมาตรา 71 พ.ร.บ.เทศบาลฯเคยตักเตือน ส.ท.ให้ตระหนักถึงการทำหน้าที่
          นายศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ ประธานสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ กล่าวว่า ในฐานะที่ดูแลเทศบาลใน 14 จังหวัดภาคใต้ ก่อนหน้านี้เทศบาลเมืองระนองมีปัญหาขัดแย้ง จากกรณีมีนายกเทศมนตรีทับซ้อน 2 คน หลังจาก มท.1 ยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี สั่งปลดนายจิราวัจน์จากปัญหาด้านคุณสมบัติ ต่อมา กกต.ระนองจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกำหนด ได้นายพินิจ ตันกุล นายกเทศมนตรีคนใหม่แทนนายจิราวัจน์เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2557 แต่นายกคนใหม่ทำงานได้ไม่นาน วันที่ 21 กันยายน 2558 ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้คืนตำแหน่งให้กับนายกเทศมนตรีที่ มท.1 สั่งปลด ทำให้นายจิราวัจน์ได้คืนตำแหน่งอีกครั้งและเริ่มปฏิบัติงานในเดือนธันวาคม 2557
          "แต่การทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารมีความขัดแย้งกับฝ่ายนิติบัญญัติมานาน รวมทั้งการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีมีปัญหา ทำให้ มท.1 ในปัจจุบันสั่งยุบสภา เนื่องจากสภาเทศบาล แม้จะมีเสียงข้างมากโดย ส.ท.ส่วนใหญ่ อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายบริหาร แต่จะเล่นเกมแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว เพราะนายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และหลังจากนี้จะมีการสรรหา ส.ท.มาทำหน้าที่แทนโดยใช้ ม.44 เช่นเดียวกับการสั่งยุบสภาเทศบาลเมืองพังงาไปก่อนหน้านี้ สำหรับผู้บริหารเทศบาลเมืองระนองและทีมงานก็ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่า  คสช.จะสั่งเลือกตั้งใหม่" นายศุภสัณห์กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนมีคำสั่งดังกล่าว สภาเทศบาลเมืองระนองมี ส.ท. 17 คน ทั้งนี้ หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดระนองได้รับคำสั่ง มท.1 แล้วภายใน 15 วัน จะต้องเสนอรายชื่อการคัดสรรผู้มีคุณสมบัติที่จะทำหน้าที่ ส.ท.ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการชั่วคราวในกรณีมีการยุบสภาท้องถิ่น เพื่อให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสรรหาคัดเลือก ส.ท.เพียง 12 คน ไปทำหน้าที่ภายใน 30 วัน

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ข้อเสนอในโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ อปท

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ข้อเสนอในโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ อปท.

สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐

          รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          ผมได้รับมอบหมายจากจังหวัดร้อยเอ็ด โดยท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ดให้ทำการประเมินโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปีพ.ศ.2558 ซึ่งคณะนักวิจัยได้ลงพื้นที่ภาคสนามทั้ง อปท.201 แห่ง เพื่อทำ
          การสำรวจตามแบบสำรวจ และนำข้อมูลในเชิงคุณภาพบางส่วนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไว้จำนวนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ครบทั้งหมดก็ตาม ซึ่งข้อมูลเชิงคุณภาพนี้จะช่วยเสริมข้อมูลเชิงปริมาณได้ดีซึ่งจะนำมาเป็นข้อเสนอเพื่อทบทวนและพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการบริหารจัดการที่จะนำไปสู่การมีคุณธรรมและความโปร่งใสมากขึ้น ดังนี้
          1. การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและช่องทางในการเผยแพร่ จากการที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงมีทัศนคติที่ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของท้องถิ่นให้แก่ประชาชนนั้น ดังนั้นแล้ว ย่อมมีความจำเป็นที่ต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นให้ ไปถึงประชาชนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แม้ว่าการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจเป็นตัวชี้วัดในการประเมินการทำงาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามปกติอยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อความเห็นของประชาชนออกมาเช่นนี้ นั่นย่อมหมายความว่าในทางปฏิบัติประชาชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงอาจจำเป็นต้องทบทวนถึงช่องทางที่ยังอาจมีความเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น เช่นยังอาจจำเป็นต้องใช้ช่องทางพื้นฐานแบบเดิมๆ อย่างเสียงตามสาย หรือการจัดเทศบาล หรือ อบต. เคลื่อนที่เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้บริหารหรือบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พบปะและพูดคุยกับประชาชนให้มากยิ่งขึ้น หรืออาจต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ หากว่าประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เป็นต้น
          2. การให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการบริหาร ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของท้องถิ่น แม้ว่าโดยกฎหมาย ระเบียบ รวมถึงแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจะได้มีการกำหนดให้ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารงานอยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อให้การบริหารงานของท้องถิ่นมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงอาจจำเป็นต้องดึงเครือข่ายภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น โดยการดึงเอาเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น อาจจำเป็นต้องทำมากกว่าที่กฎหมายหรือระเบียบที่กำหนดไว้เป็นภาคบังคับ เช่น ในบางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการบริหารงานของท้องถิ่น ในการดำเนินการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีการให้ค่าตอบแทน แต่อาจเน้นการให้เกียรติ หรือการยกย่องประชาชนที่มาร่วมในสภาที่ปรึกษาดังกล่าวเพื่อให้ผู้ที่มาเข้าร่วมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนในกรณีของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ระเบียบ หรือกฎหมายได้บังคับไว้อยู่แล้ว กระบวนการการมีส่วนร่วมก็ควรต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นการดำเนินการแต่เพียงเฉพาะรูปแบบหรือในทางเอกสารเท่านั้น เช่น กระบวนการทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ความเห็นของประชาชนก็ควรต้องมีการนำมาเป็นหลักสำคัญในการจัดทำแผนอย่างจริงจัง
          สำหรับในประเด็นของการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประเมินผลนั้น เนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งยังมีทัศนคติที่มองว่า บุคลากรบางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดสำนึกที่ดีในการให้บริการแก่ประชาชนนั้น ดังนั้นแล้วเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อาจจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ แต่เดิมที่ผ่านมา การประเมินความดีความชอบในการปฏิบัติงานของบุคลากรของท้องถิ่นอาจเป็นอำนาจหรือบทบาทหลักของผู้บริหาร แต่ทั้งนี้เพื่อทำให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลประชาชนได้ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องให้ภาคประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมิน เช่น อาจมีการแบ่งค่าน้ำหนักการประเมินบางส่วนให้เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานจากภาคประชาชน เป็นต้น ซึ่งแนวทางการดำเนินการที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอาจต้องหารือและพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป
          3. การปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตอบแบบประเมินสำรวจมีความเห็นว่า บุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำนวนที่มากเกินความจำเป็น และในการคัดเลือกบุคลากรอาจมีแนวโน้มของการทุจริตดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนและปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อาจจำเป็นที่คณะกรรมการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัดจะต้องมีการพิจารณากรอบอัตรากำลังของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความเหมาะสมและรอบคอบมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจต้องมีการกำกับการจ้างเหมาบุคลากรเพื่อมาปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความรัดกุมเคร่งครัดโดยในการจ้างเหมาจะต้องเป็นการดำเนินการเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
          สำหรับในกระบวนการสอบคัดเลือก อาจจำเป็นต้องเป็นระบบที่มีการออกแบบเพื่อป้องกันการทุจริตในการสอบคัดเลือก หรือหากพบว่ามีการทุจริตแล้วอาจจำเป็นต้องมีบทลงโทษที่เฉียบขาดและรุนแรงทั้งในส่วนของบุคลากรที่มีอำนาจและเกี่ยวข้องในกระบวนการคัดเลือก และฝั่งของผู้สมัครสอบเอง โดยอาจจำเป็นต้องมีการดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมด้วย
          4.การอบรมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากประชาชนมีทัศนคติว่าบุคลากรของท้องถิ่นจำนวนหนึ่งยังขาดจิตสำนึกในการให้บริการที่ดีแก่ประชาชนดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงอาจจำเป็นต้องมีการจัดการฝึกอบรมเพื่อปลูกฝังและพัฒนาจิตสำนึกในการให้บริการที่ดีต่อประชาชน โดยการฝึกอบรมนี้ควรจัดให้มีขึ้นอย่างสม่ำเสมอและให้เป็นลักษณะของภาคบังคับที่บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องผ่านหลักสูตรการฝึกอบรม การฝึกอบรมที่จัดขึ้นนี้ยังอาจรวมไปถึงการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และทักษะบางอย่างที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้การฝึกอบรมดังกล่าวอาจเป็นการจัดหลักสูตรร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด ก็จะช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ด้วยทางหนึ่ง
          อย่างไรก็ดี การฝึกอบรมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและเพิ่มพูนความรู้ให้แก่บุคลากรที่กล่าวถึงนี้ ได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ให้น้ำหนักกับภาคประชาชนเป็นผู้ประเมินด้วยแล้ว น่าจะมีส่วนช่วยทำให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน และมีสำนึกในการให้บริการแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น
          ผมเข้าใจว่า ข้อเสนอจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ทีมงานคณะนักวิจัยได้พยายามประมวล เพื่อทำเป็นข้อเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้นำไปประยุกต์ใช้และนำไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารงานของท้องถิ่น ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การประเมินนี้เกิดการสะท้อนกลับคืนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะนำไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองต่อไป

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

'มท.'จัดติวเข้มปม'ผลปย.ทับซ้อน' ชี้ทำองค์กรเสียหาย-กระทบปชช./ เตือนกฎหมายปปช.มีโทษรุนแรง

'มท.'จัดติวเข้มปม'ผลปย.ทับซ้อน' ชี้ทำองค์กรเสียหาย-กระทบปชช./ เตือนกฎหมายปปช.มีโทษรุนแรง

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๐

          มหาดไทยติวเข้ม "ผลประโยชน์ทับซ้อน"ชี้เป็นคอร์รัปชันอีกประเภท ทำองค์กรเสียหาย เกิดการแทรกแซง ส่งผลกระทบถึงประชาชนเตือนเจ้าหน้าที่รัฐ ระวังกฎหมาย ป.ป.ช.มีโทษรุนแรง เอาผิดย้อนหลังได้ มีสิทธิชวดเงินบำนาญด้าน "พล.อ.ศรุต" บอกยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 80 ปี
          มท.- เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) ได้มีการจัดโครงการสร้างความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชนส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวม ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยมีนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และ พล.อ.ศรุต นาควัชระ กรรมการบริหารมูลนิธิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายในโครงการ มีตัวแทนจากส่วนราชการระดับกรม และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 90 คน เข้าร่วมรับฟังบรรยาย
          โดยนายณัฐพงศ์ กล่าวเปิดงานว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนถือเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่งส่งผลให้เกิดการแทรกแซง ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม และจะส่งผลกระทบไปถึงประชาชน ทำให้องค์กรเสียหาย ซึ่งในปัจจุบันมาตรการป้องกันเรื่องดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่มีภารกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุข ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และประชาชนเป็นสำคัญช่วยกันป้องกันการทุจริตไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่ก็ตาม ผู้เข้ารับฟังบรรยายจะต้องนำความรู้ที่ได้ไป
          ปฏิบัติ เนื่องจากกฎหมายโดยเฉพาะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีโทษที่รุนแรง เช่น ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง หากเราไม่รู้ข้อกฎหมาย ก็จะมีปัญหาในอนาคตต่อการเข้าสู่กระบวนการ ต่อจากนี้จะมาอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้
          "จะเห็นว่าภาคเอกชนก็มายื่นหนังสือที่กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องตำบลละ 5 ล้าน ที่พบว่าอาจมีการทุจริตจากข้างล่างขึ้นมาก็เช่นกัน เมื่อเรื่องเกิด จะมาบอกว่าไม่รู้กฎหมาย ไม่ได้แล้วเพราะกฎหมาย ป.ป.ช. เข้ม ผมมานั่งดูกฎหมายต่างๆ ของ ป.ป.ช. เรียกได้ว่ามีการเอาผิดย้อนหลัง โดยเฉพาะข้าราชการถ้าหากกระทำความผิดก็อาจกระทบเมื่อถึงวัยเกษียณ เพราะเงินบำนาญก็ไม่ได้
          ผมก็ขอฝากให้ผู้เข้าร่วมกรุณานำความรู้ที่ได้กลับไปเผยแพร่ยังองค์กรในสังกัดด้วย หน่วยงานตรวจสอบต่างๆ เขาก็ยึดว่า การจับผิดพวกเรา คือผลงานของเขา ดังนั้นเราต้องไม่ให้เขามาจับผิดเราได้ ขอให้เดินให้ตรงทาง อย่าวอกแวกเพราะจะไม่ถึงเส้นทาง ขอย้ำว่าต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย อย่างเคร่งครัด" รองปลัดมท. กล่าว
          ด้าน พล.อ.ศรุต กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า 80 ปีต้องยอมรับว่ายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เพราะสิ่งที่จะทำได้คือเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมซึ่งผลประโยชน์ทับซ้อนมีปัญหาอยู่สิ่งหนึ่งคือเมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมขัดแย้งกันเราจะเลือกอะไร หากเลือกถูกก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าเลือกผิดก็จะเกิดปัญหา ส่วนองค์กรที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ คือองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน ภาคประชาชนมูลนิธิ สภาวิชาชีพ รวมถึงภาคประชาสังคม ซึ่งผลประโยชน์ทับซ้อนมีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม เกิดจากเจตนาที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัว และเป็นสิ่งที่เคยปฏิบัติกันมา
          "อย่างการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบคนนั้น แต่ชอบคนนี้ การแต่งตั้งครั้งนั้นทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น โดยประโยชน์ของตัวเองและมองตัวเองเป็นใหญ่ หรือการใช้ข้อมูลราชการเอื้อพวกพ้อง เป็นต้นของฟรีล้วนไม่มีในโลก ทุกอย่างต้องมีการตอบแทนผมจึงอยากฝากว่าถ้า วันใดภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันทำผลประโยชน์ทับซ้อน ประชาชนก็จะขาดที่พึ่งอย่างแท้จริง" พล.อ.ศรุต กล่าว

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

ยัน"เบี้ยคนชรา"ถึงมือผู้สูงอายุแน่นอน

ยัน"เบี้ยคนชรา"ถึงมือผู้สูงอายุแน่นอน

ไทยรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๐

          นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)แสดงความกังวลต่อกรณีที่กรมบัญชีกลางจะทดลองนำเบี้ยยังชีพคนชราที่เคยจ่ายโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจ่ายโดยกรมบัญชีกลางแบบเงินสดหรือโอนเข้าบัญชี อาจทำประชาชนที่อยู่ในเขตชนบทห่าง ไกลที่ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ถึงมือประชาชน รวมถึงประชาชนเกิดความสับสนว่า อปท. ไม่ช่วยเหลือและรายชื่อผู้สูงอายุอาจเกิดการตกหล่น เช่น การขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุ การเสียชีวิต หรือการย้ายออกจากพื้นที่กรมบัญชีกลางขอชี้แจงว่า ปัจจุบันกรมบัญชีกลางได้นำระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) สามารถรองรับธุรกรรมทางการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
          โดยกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นหน่วยงานรับลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติก่อนส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับกรมการปกครอง ตรวจสอบข้อมูลบุคคลโดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก่อนส่งให้กรมบัญชีกลางจ่ายเงิน หลังจากนั้น กรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินตามที่ผู้มีสิทธิได้แจ้งความประสงค์ไว้ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ทำได้ 3 รูปแบบ คือ 1.โอนเงินเข้าบัญชี 2.โอนเข้าพร้อมเพย์ หรือ 3.รับเป็นเงินสด โดยส่งเงิน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จ่ายให้ผู้มีสิทธิต่อไป ดังนั้น แม้ผู้มีสิทธิจะชราภาพมากหรือไม่สะดวกที่จะไปธนาคารก็สามารถรับเป็นเงินสดได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจ่ายเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้การดำเนินการจ่ายเงินเบี้ยคนชราในอนาคตเป็นไปด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ รู้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของคนชราได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิประชาชนที่ได้รับจากรัฐบาล.

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

อปท.เตือนโอนเบี้ยคนแก่หวั่นเบิกยาก-เงินไม่ถึงมือ

อปท.เตือนโอนเบี้ยคนแก่หวั่นเบิกยาก-เงินไม่ถึงมือ 

มติชน ฉบัยวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐

         อบต.หวั่นกรมบัญชีกลางจ่ายเบี้ยคนชราเองไม่ถึงมือผู้รับ
          อบต.นครฯเตือนโอนเบี้ยคนชรา
          เมื่อวันที่ 17 เมษายน ด.ต.การุณ พุทธคุ้ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทยบุรี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยถีงกรณี กรมบัญชีกลางจะทดลองนำเบี้ยยังชีพคนชราที่จ่ายโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจ่ายโดยกรมบัญชีกลาง แบบเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีก่อน หลังจากนั้นหากไม่มีปัญหาและอุปสรรคพร้อมจะจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ ว่า หากกรมบัญชีกลางจะดำเนินการเองในการจ่ายเบี้ยคนชราและคนพิการแทน อบต.ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ที่ผ่านมาในส่วนของ อบต.ไทยบุรี ไม่มีปัญหาเรื่องเบี้ยยังชีพคนชรา ทาง อบต.จ่ายเงินสดแก่เจ้าของเงินทุกคน และไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินคนชรา หรือคนพิการไม่ถึงมือ
          "อย่าถาม อบต.ว่าเห็นด้วยหรือไม่ เบี้ยคนชราเพียงผ่านบัญชีมาจ่ายที่ อบต.เท่านั้น อบต.จะได้เพียงดอกเบี้ยนิดหน่อย กรมบัญชีกลางจะเอากลับก็ไม่เป็นไร เท่ากับภาระงานลดลง สิ่งสำคัญคือกรมบัญชีกลางเข้าใจชาวบ้านหรือยังว่า มีกี่คนจะรู้จักกดเงินด้วยบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรสวัสดิการในอนาคต ต้องไม่ลืมว่าตู้เอทีเอ็มจะมีอยู่ในเมือง แต่ชนบทหรือ อบต.ที่ห่างไกล จะไปกดเงินที่ไหน น่าจะคำนึงให้ดี เงินจ่ายให้คนชราในเวลานี้ก็ยังใช้จ่ายส่วนตัวไม่ชนเดือน หากต้องเสียค่ารถ หรือให้ลูกหลานไปกดเงินให้ แทนที่จะได้โดยตรงก็อาจโดนลูกหลานหลอกเอาอีก อย่าทำแบบหนีเสือปะจระเข้เลย หากแก้ปัญหาก็ต้องให้ตรงจุดจะดีกว่า" ด.ต.การุณกล่าว
          ด้านนางอนงค์ มิสชัย อายุ 85 ปี กล่าวว่า ปกติตนเองได้รับเงินคนชราเดือนละ 800 บาท เป็นเงินสดจ่ายให้ รับเงินแบบนี้สะดวกดี แต่หากจะต้องทำบัตรเอทีเอ็ม หรือจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ ตนมองว่าไม่สะดวก จำเลขบัตรไม่ได้ วุ่นวายไปอีก จะไปกดเงินก็ต้องให้ลูกหลานพาไปจ่ายเงินแบบเก่าดีแล้ว ตนเดินก็ไม่คล่อง ต้องมีคนประคอง หากฝากคนไปเอาถ้าเขาบอกว่าเงินไม่เข้าจะไปถามใคร หากเป็นแบบเก่าเงินยังไม่ได้รับก็ถาม อบต.ก็รู้เรื่องดี เข้าใจง่าย
          เชียงใหม่หวั่นเงินไม่ถึงมือผู้รับ
          นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้องหากเป็นนโยบายรัฐบาล แต่ขอให้ประกาศอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ออกข่าวเพื่อสร้างความสับสนแก่ประชาชน หรือผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุ อาจไม่เข้าใจว่า อปท.ทอดทิ้ง ไม่ดูแลช่วยเหลือ ทั้งที่ดูแลเรื่องดังกล่าวมากว่า 10 ปีแล้ว หากกรมบัญชีกลาง หรือส่วนกลาง ต้องการเบี้ยผู้สูงอายุไปดูแลเอง ต้องไม่สร้างความเดือดร้อน หรือมีผลกระทบต่อ อปท. กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และต้องรับผิดชอบหากมีปัญหา อย่าทิ้งภาระให้ท้องถิ่น
          นายนพดล ณ เชียงใหม่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดอนแก้ว อ.แม่ริม ในฐานะนายกสมาคม อบต.จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา หากกรมบัญชีกลาง จะจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุแทน อปท. แต่เชื่อว่าอาจเกิดปัญหาเบี้ยผู้สูงอายุอาจไม่ถึงมือ หรือไม่เข้าบัญชีผู้สูงอายุ บางพื้นที่อาจมีรายชื่อตกหล่น หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การเดินทางมาเบิกเงินอาจลำบาก แต่เดิม อปท.บางพื้นที่ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อนเพื่อจ่ายให้ผู้สูงอายุครบทุกคน สามารถตรวจสอบได้ หากเสียชีวิตก็ตัดบัญชีรายชื่อออกทันที ไม่สามารถสวมสิทธิ หรืออ้างสิทธิแทนได้
          "หากกรมบัญชีกลาง ขอคืนเบี้ยผู้สูงอายุ ไม่พ้น อปท.ต้องทำหน้าที่ลงทะเบียนและแจ้งรายชื่อไปให้กรมบัญชีกลางจ่ายแทน บางพื้นที่ไม่สามารถจ่ายผ่านบัญชีหรือเอทีเอ็มได้ ต้องจ่ายเงินสด เพราะความสะดวก รวดเร็ว เงินถือมือผู้สูงอายุโดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาลูกหลานมารับเงินแทน เพราะ อปท.ดูแลใกล้ชิดประชาชนเข้าใจ รู้ปัญหา และตอบสนองความต้องการประชาชนมากกว่ากรมบัญชีกลาง ดังนั้น อยากให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าวด้วย" นายนพดลกล่าว
          แนะกรมบช.กลางดูแลทั้งระบบ
          นายอำพล ยุติโกมินทร์ อุปนายกสมาคมข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากกรมบัญชีกลางจะนำเบี้ยคนชราที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริหารจัดการไปจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการก็ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม และกรมบัญชีกลางควรนำไปดูแลเองทั้งระบบ ทั้งขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุที่ครบ 60 ปี ผู้สูงอายุเสียชีวิต หรือย้ายออกจากพื้นที่ อาจจะมีปัญหาการโอนไปให้อปท.แห่งใหม่ ในปีงบประมาณต่อไป เนื่องจากการจ่ายเบี้ยจะต้องไปตามข้อเท็จจริงในปัจจุบัน และที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรงบอุดหนุนเบี้ยคนชรา โดยรวมกับงบอุดหนุนท้องถิ่นตามสัดส่วนที่กำหนด เช่นเดียวกับเบี้ยผู้พิการตามนโยบายรัฐบาล ทำให้รายได้ของ อปท.ได้รับลดลง และหากมีการเปลี่ยนแปลงงบอุดหนุนของ อปท.ควรจะได้เพิ่มตามภารกิจที่มีการถ่ายโอน ที่สำคัญ อปท.ต้องใช้บุคลากรเป็นการเฉพาะเพื่อบริหารจัดการเบี้ยคนชราทั้งระบบ เนื่องจากการจ่ายเบี้ยต้องมีข้อมูลเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ไม่สามารถนำรายจ่ายบุคลากรดังกล่าวมาคำนวณเป็นรายจ่ายประจำในการบริหารงานบุคคลได้ กฎหมายกำหนดให้ อปท.จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 40 จากรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนของ อปท. แห่งนั้น
          คลังแจงสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย
          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเรื่องสวัสดิการให้กับผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ปี 2560 นั้น แนวทางที่จ่ายสวัสดิการน่าจะแตกต่างตามรายได้ เช่น ไม่เกิน 3 หมื่นบาท รับสวัสดิการมากกว่าผู้มีรายได้เกินกว่า 3 หมื่นบาท-1 แสนบาท กระทรวงการคลังกำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ โดยนำแนวทางเดิมเคยให้ก่อนหน้านี้มาพิจารณา เช่น ในช่วงปี 2558-2559 มีนโยบายไฟฟ้าฟรีกับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ส่วนค่าน้ำฟรีนั้น เคยให้สำหรับผู้ใช้น้ำไม่เกิน 5 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งหนังสือไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานดูแลการประปา และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ให้ช่วยพิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องควรจะมีการช่วยเหลืออย่างไร เพื่อดูว่าจะต้องใช้งบประมาณในภาพรวมเท่าใด
          กทม.-ตจว.สวัสดิการไม่เหมือนกัน
          แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับสวัสดิการนั้นนอกจากนำเรื่องรายได้มาพิจารณาแล้ว คนเมืองกับคนต่างจังหวัดจะมีสวัสดิการแตกต่างกัน เช่น คนเมืองสามารถนั่งรถเมล์ รถไฟฟรี คนต่างจังหวัดอาจได้ส่วนลดการซื้อตั๋วรถ บขส. เพื่อเดินทางข้ามจังหวัด สามารถนั่งรถไฟฟรี เป็นต้น ขณะนี้คงยังไม่สามารถบอกชัดเจนได้ว่าจะให้คนละเท่าไหร่ ให้กี่เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ต้องรอดูว่ามีผู้มาลงทะเบียนมากน้อยเท่าใด
          "แนวทางการจ่ายสวัสดิการ ผ่านบัตร วิธีการคือ เมื่อผู้ลงทะเบียนผ่านเกณฑ์ได้บัตรแล้ว สามารถนำบัตรดังกล่าวไปใช้บริการ นำไปเป็นส่วนลดค่าน้ำ ค่าไฟ หรือนำไปขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี วิธีการคือใช้ผ่านเครื่องรับบัตรในโครงการอีเพย์เมนต์ และเครื่องรับบัตรโดยสารแมงมุมของกระทรวงคมนาคม สวัสดิการที่จะให้นั้นแตกต่างกันได้ เพราะจะเชื่อมข้อมูลเลขที่บัตรประชาชน และข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ เมื่อจะให้สวัสดิการใดใช้โปรแกรมใส่เข้าไปในระบบของกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่รับบัตร ตรงนี้ง่ายกว่าที่ผ่านมา และควบคุมการรั่วไหลของงบประมาณได้ดีกว่า" แหล่งข่าวกล่าว

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

รายงานพิเศษ: สมาคม อบจ.ร่วมเสนอกรอบปฏิรูปท้องถิ่นชงกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

รายงานพิเศษ: สมาคม อบจ.ร่วมเสนอกรอบปฏิรูปท้องถิ่นชงกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน 

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๐

          ทีมข่าวภูมิภาค
          เมื่อเร็วๆ นี้ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารรัฐสภา 3 นายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา ในฐานะกรรมการบริหารสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เลขาธิการสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย และนายทนงศักดิ์ ทวีทอง นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นการปฏิรูปท้องถิ่นในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายวัลลภ พริ้งพงษ์ ประธานอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานการประชุม
          นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่าสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย ได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขในประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ให้มีความชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคไปให้ท้องถิ่นทำต้องมีความชัดเจน เมื่อเรื่องอำนาจหน้าที่ชัดเจนแล้ว ก็ต้องมาคุยกันเรื่องงบประมาณที่จะต้องสอดคล้องกับภารกิจที่มอบให้กับท้องถิ่น ไม่ใช่มอบแต่ภารกิจมากมายแต่ไม่มีการมอบงบประมาณมาให้ด้วย หรือแม้แต่เรื่องงบประมาณที่ส่งผ่านมายังท้องถิ่นก็ควรเป็นภารกิจของท้องถิ่นโดยตรง ส่วนที่เป็นนโยบายจากส่วนกลางหรือภารกิจที่เป็นของกระทรวง หรือกรมต่างๆ ก็ไม่ควรส่งผ่านท้องถิ่น และไม่ควรนับรวมเป็นงบประมาณของท้องถิ่น
          นายนิพนธ์กล่าวต่อว่า ต่อไปในอนาคตเรื่องรายได้ของท้องถิ่นต้องมีการระบุให้ชัดเจน เมื่อมีภารกิจเพิ่มขึ้นก็ควรต้องมีงบประมาณเพิ่มขึ้นการจัดสรรส่วนแบ่งงบประมาณไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีอื่นๆ ที่เป็นรายได้ ควรสอดคล้องกับความเป็นจริงการถ่ายโอนภารกิจของท้องถิ่น เรื่องคนเงิน งาน ต้องคุยเป็นเรื่องเดียวกัน ความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ต้องมีเพื่อไม่ให้มีปัญหากับหน่วยตรวจสอบที่เขาจะมาตรวจสอบท้องถิ่นว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่ ซึ่งผลกระทบทั้งหมดก็จะตกไปถึงประชาชน เพราะเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถไปบริการสาธารณะให้กับประชาชนในพื้นที่ได้จากการที่หน่วยตรวจสอบบอกว่า ไม่มีอำนาจ ไม่ใช่หน้าที่คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน ไม่ใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสมาคม อบจ. ได้สะท้อนปัญหาเหล่านี้ให้ สปท. เพื่อจะเป็นแนวทางหนึ่งในการนำไปพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น
          "ส่วนเรื่องจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใดนั้นเห็นว่าถ้าจะมีการเลือกตั้ง กฎหมายท้องถิ่นต้องพร้อมแล้ว เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้แล้ว จะมาเลือกตั้งตามกฎหมายเก่าไม่ได้ ดังนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นวันไหนก็จะต้องมาดูว่ากฎหมายท้องถิ่นเสร็จเมื่อไหร่ แล้วถึงจะสามารถกำหนดได้ชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ถ้ากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น กฎหมายคุณสมบัติผู้บริหารท้องถิ่นยังไม่ผ่าน ยังไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เราจะเอากฎหมายเก่ามาใช้ในการเลือกตั้งไม่ได้"
          นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวคิดว่าการจะเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง ส.ส นั้นขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายของใครเสร็จก่อนกัน ถ้ากฎหมายท้องถิ่นเสร็จก่อนก็เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนแต่ถ้ากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เสร็จก่อนก็ต้องเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แต่เชื่อว่ากฎหมายของ ส.ส. ต้องเสร็จก่อน เพราะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนออกมาแล้ว แต่ในส่วนของท้องถิ่นยังไม่มีรายละเอียดอะไรออกมาเลย