วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

คสช.ล็อกเป้า เลือกตั้งท้องถิ่น จัดทัพหวังผลชนะสนามใหญ่


คสช.ล็อกเป้า เลือกตั้งท้องถิ่น จัดทัพหวังผลชนะสนามใหญ่
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

          เมื่อตารางการเมืองถูกกำหนดไว้คร่าว ๆ ว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2561 หรือไม่ก็กินเวลาไปต้นปี 2562
          รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้บัญชาการ จึงมีแผนที่จะ "ปลดล็อก" ให้เลือกตั้ง ท้องถิ่นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป
          "วิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าฝ่ายกฎหมายรัฐบาล ระบุว่า เลือกตั้งท้องถิ่นมีหลายระดับ ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เทศบาลตำบล และเขตปกครองรูปแบบ พิเศษกรุงเทพมหานคร และเมือง พัทยา ซึ่ง คสช.กำลังพิจารณาเลือกตั้ง บางระดับ
          ขณะเดียวกัน "วิษณุ" รายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่า การเลือกตั้งท้องถิ่น ต้องมีการดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1.ตรวจสอบกฎหมาย 2.คสช.ต้อง ตัดสินใจว่าจะจัดเลือกตั้งท้องถิ่นระดับ ใดบ้าง และ 3.การปลดล็อกทางการเมืองเนื่องจากขณะนี้การล็อกการเมืองท้องถิ่น กับระดับชาติเป็นล็อกเดียว มีทั้งประกาศ คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ตรงนี้เป็นเรื่องของ คสช.
          ดังนั้น ล็อกของการเลือกตั้งท้องถิ่นขณะนี้จึงมีอยู่ 3 ล็อกสำคัญ
          หนึ่ง แก้กฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ 6 ฉบับ
          สอง การตัดสินใจของ คสช.ว่าจะให้จัดเลือกตั้งได้เมื่อไร
          และสาม การปลดล็อกทางการเมืองแต่ล็อกที่สำคัญคือ ล็อกที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ที่ขณะนี้ยังมีปัญหาสำคัญอยู่ที่ "อำนาจในการจัดเลือกตั้งท้องถิ่น" ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขียนคำร้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ไม่เกิน 2 สัปดาห์นี้
          "ศุภชัย สมเจริญ" ประธาน กกต. ระบุว่า ตามรัฐธรรมนูญให้ กกต.เป็นผู้จัดการ เลือกตั้งท้องถิ่น แต่ใน พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. มาตรา 27 บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัด โดย กกต.เป็นคนควบคุมให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.เห็นว่ากฎหมายยังขัดแย้งกันอยู่ ถ้าไม่แก้อาจจะทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่น เป็น "โมฆะ"
          แต่ในมุมผู้กุมอำนาจ การเลือกตั้งท้องถิ่นต้องเดินหน้า ด้วยเหตุผลเพราะทั้งกลไกเศรษฐกิจ และกลไกการเมือง
          ในทางเศรษฐกิจปี 2561 มีการตั้งเป้าจากทีมเศรษฐกิจว่า จะใช้กลไกท้องถิ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล เตรียมปลดล็อกงบฯท้องถิ่น 2 แสนล้าน ให้ไปทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
          ในทางการเมือง เป็นการ "วางคน- กลไก" ในระดับท้องถิ่น เพื่อหวังผลถึงการเลือกตั้งระดับชาติ สอดรับกระแสข่าว คสช.เตรียมตั้งพรรคนอมินี "ทหาร" ขึ้นมา
          การวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ท้องถิ่นเกิดขึ้นตามยุทธวิธีทหาร ว่า ตลอดเวลาเกือบ 4 ปีที่ คสช.บริหารประเทศ ได้ "กดปุ่ม" เม็ดเงินลงท้องถิ่น หลายแสนล้านบาท ผ่านสารพัดโครงการ ทั้งเงินตำบลละ 5 ล้านบาท หมู่บ้านละ 2 แสนบาท บวกงบฯท้องถิ่น 2 แสนล้านบาท ที่งบฯจะลงท่อในปี 2561
          "ทำให้ คสช.สามารถเคลียร์กลุ่ม ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นออกจากการเมืองท้องถิ่นได้ และดูแลประชาชนผ่านกลไกประชารัฐ เช่น โครงการบัตรผู้มีรายได้น้อย เชื่อว่าชาวบ้านจะไม่เลือกนักการเมือง แบบเก่า" แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุ
          จึงมีข่าวว่า "บิ๊กป๊อก" ปิดประตู ขันนอตผู้บริหารมหาดไทยยาวหลายชั่วโมง เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการแก้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ยาวนาน ไม่เลิก ไม่กลับ
          ก่อนจะนำเสนอผลสรุปไปเสนอในที่ประชุมร่วม 3 หน่วยงาน กระทรวง มหาดไทย ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นเจ้ากระทรวงคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา มาหารือเรื่องการแก้กฎหมายท้องถิ่น
          อีกทั้งได้ตั้ง "สุทธิพงษ์ จุลเจริญ" มือประสานสิบทิศ ที่นักการเมืองทุกค่าย รู้จักอย่างดี ไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไว้เดินเกม การเลือกตั้ง  หากวัดระดับความจริงจัง... การเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ระดับที่มีสมาชิกกว่า 8,410 อัตรา ไม่ปล่อยให้หลุดมือ

หั่นราคากลางทำจัดซื้อจัดจ้างสะดุด

หั่นราคากลางทำจัดซื้อจัดจ้างสะดุด
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

          เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
          หั่นราคากลางทำจัดซื้อจัดจ้างสะดุด
         
          หลังจากรัฐบาลโดยกระทรวง การคลังใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร (Electronic Government Procurement : e-GP) มาได้ 3 ปี ก็มีข้อมูลออกมาว่าสามารถประหยัด งบประมาณได้ 9 หมื่นล้านบาท  หรือปีละ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งการประมูลจะต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 17-18%
          สำหรับวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือ  การประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding (อี-บิดดิ้ง) ซึ่งเป็นการประมูลโครงการก่อสร้างผู้รับเหมา  และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-market (อี-มาร์เก็ต) ซึ่งใช้กับการ จัดซื้อวัสดุสำนักงาน
          จากข้อมูลของกระทรวง การคลัง พบว่าการประมูลดังกล่าว เฉลี่ยต่ำกว่าราคากลาง 17-18%  บางโครงการต่ำกว่าราคากลางถึง  20-30% ซึ่งถือว่าประหยัดเงินงบประมาณได้มาก แสดงให้เห็นว่า การประมูลโครงการภาครัฐด้วย วิธีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยประหยัด เงินงบประมาณของประเทศได้ จำนวนไม่น้อย
          นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเชื่อว่าการประมูลโครงการภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยลดปัญหาทุจริต แก้ปัญหาการฮั้วประมูล เพราะแต่ละรายจะไม่ทราบว่ามีใครเข้ามาประมูลได้ ทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณไปใช้ประเทศพัฒนาด้านอื่นได้อีกมาก
          การประหยัดงบประมาณได้ ดังกล่าว ทำให้กระทรวงการคลัง มีแนวคิดที่จะให้มีการปรับลดราคากลางการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะราคากลาง ที่ผ่านมาน่าจะมีการกำหนดสูงเกินกว่าเป็นจริงมาก จนทำให้การประมูลราคาที่แท้จริงทางอิเล็กทรอนิกส์ต่ำกว่า ราคากลางค่อนข้างมาก
          อย่างไรก็ตาม การปรับลดราคากลางไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจจะกระทบกับการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตให้ มีปัญหาได้ ซึ่งการคิดราคากลางมีปัจจัย ที่สำคัญคือ ราคาวัตถุดิบ ซึ่งมีจำนวนมากและที่ผ่านมาราคาค่อนข้างผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ถือเป็นต้นทุน ที่สำคัญในการคำนวณราคากลาง
          การกำหนดราคาต่ำมากเกินไปสวนทางกับราคาวัตถุดิบของการก่อสร้างที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะกระทบกับการก่อสร้างทำให้ผู้รับเหมาประสบปัญหาขาดทุนไม่เข้าประมูล หรือ ทิ้งงาน ในกรณีที่ได้มีการเซ็นสัญญาจัดซื้อ จัดจ้างไปแล้ว
          นอกจากนี้ การกำหนดราคากลางยังต้องพิจารณาจากสถิติการประมูล ในอดีต แม้ว่าการประมูลการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านมาจะประหยัดงบประมาณได้มาก แต่ข้อมูลดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะโครงการที่มีการประมูลต่ำกว่าราคากลางส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ดังนั้นการนำ
          ข้อมูลดังกล่าวมาใช้หั่นราคากลางลดลง อาจจะทำให้การประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่มีปัญหาสะดุดได้
          แม้แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับว่า การปรับราคากลางประมูลต้องไม่ต่ำเกินไป เพราะอาจจะทำให้มีปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างได้ เพราะตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2560 กำหนดไว้ชัดเจนว่า การประมูลจัดซื้อจัดจ้างจะสูงกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ไม่ได้ หากเกินกว่าราคากลางการประมูลก็ต้องทำใหม่ หากการกำหนดราคากลางต่ำจนผู้รับเหมาไม่มีกำไรเลย การประมูลก็จะชะงักไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ
          ดังนั้น การหั่นราคากลางประมูล เพื่อประหยัดงบประมาณลงไปอีก จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย ถึงแม้ว่าทำได้ก็ประหยัดงบประมาณลงได้อีกไม่มาก ที่สำคัญต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การประมูลชะงักจนต้องเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวได้ดีเกิดการสะดุด
          ทั้งนี้ หากพิจารณาการใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2560 ก็มีปัญหาทำให้การเบิกจ่ายชะงักไปบางส่วน เพราะ ขั้นตอนที่เข้มงวดทำให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่าเงินมากที่สุด รวมถึงกฎหมายใหม่ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำให้เกิดการระมัดระวังมากขึ้น โดยที่ผ่านมา การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ก็มีปัญหา ทำให้กระทรวงการคลังต้องยกเว้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่ต้องแข่งขันเชิงพาณิชย์ เพื่อไม่ให้การเบิกจ่าย ในภาพรวมเกิดการสะดุด
          หากดูการเบิกจ่ายเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบ 2561 เบิกจ่ายได้ 4.13 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 14.27% สูงกว่าเป้าหมาย 4.95% แบ่งเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 3.81 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.24 ล้านล้านบาท
          คิดเป็น 17.04% สูงกว่าเป้าหมาย 6.89% แต่ในส่วนการเบิกจ่ายลงทุน กรณีไม่รวมงบกลางเบิกจ่ายได้ 3.22 หมื่นล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 5.77 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.58%  ซึ่งต่ำกว่า เป้าหมาย 0.92%  แสดงให้เห็นว่าการเบิกจ่ายงบลงทุน ยังมีปัญหา
          ยิ่งดูงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีเบิกจ่ายได้ 1.44 หมื่นล้านบาท  ของวงเงินงบประมาณ 2.86 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.04% ซึ่งถือว่าต่ำ ทั้งที่มีการก่อหนี้แล้วทั้งสิ้น 1.92  แสนล้านบาท คิดเป็น 67.41% ของวงเงินทั้งหมด
          สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดจากการเบิกจ่ายงบลงทุนลงทุนรัฐวิสาหกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ขยายตัว 31% ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 3.8-3.9% และอาจจะขยายตัวได้ถึง 4% หากการเบิกจ่ายงบลงทุนและงบเหลื่อมปีได้รวดเร็ว
          นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ  2561 รัฐวิสาหกิจทั้ง 45 แห่ง
          มีงบลงทุนอีก 5 แสนล้านบาท  เพิ่มขึ้นกว่าปีงบประมาณ 2560 ที่มี 3.4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีบางรัฐวิสาหกิจมีโครงการลงทุนใน ปี 2561 เป็นจำนวนมาก เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและอีกหลายโครงการขนาดใหญ่  ที่จะเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปีงบประมาณช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2561 ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
          ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังมีแผนให้รัฐวิสาหกิจที่มีบริษัทลูก กระตุ้นให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยให้บริษัทแม่ขอให้บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเร่งลงทุน  ซึ่งเมื่อรวมงบลงทุนทั้งรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทแม่และบริษัทลูกมีงบลงทุนในปี 2561 สูงถึง 7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้ 4%  ตามที่รัฐบาลต้องให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ 4-5%
          อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่าย งบลงทุนดังกล่าวก็มีปัญหาจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่อยู่ระดับหนึ่งแล้ว หากจะมีปัญหาเพิ่มจากการหั่นราคากลางประมูลเพิ่มเติม จะไม่เป็นผลดีกับการเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น การหั่นราคากลางจึงเป็นเรื่องที่อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะหากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถป้องกันการฮั้วและการทุจริตได้จริงเต็มประสิทธิภาพ ราคาประมูลก็จะต่ำสมเหตุสมผลตามกลไกตลาดอย่างที่เห็นมาในช่วง 3 ปี ที่ทำให้ประเทศประหยัดเงินไปได้เกือบแสนล้านบาท

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: จะเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนไปเพื่ออะไร?

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: จะเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนไปเพื่ออะไร?
สยามรัฐ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

          ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          การแก้กฎหมายท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีอยู่หลายมาตรา หลายประเด็น ตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ให้ไปดำเนินการโดยให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในประเด็นนี้ จะต้องไปทำกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในมาตรานั้นๆ
          ทั้งนี้เพราะมีอยู่หลายมาตราในหมวดที่ 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นที่รัฐธรรมนูญระบุเนื้อหาสาระว่าให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การกำหนดหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การดำเนินงานการจัดบริการสาธารณะ หรือกิจกรรมสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น การเข้าชื่อถอดถอนสมา
          ชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น การกำหนดที่มาของผู้บริหารท้องถิ่น คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการบริหารบุคคลของท้องถิ่น เป็นต้น
          แต่ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้เกิดเป็นความสนใจที่เกี่ยวกับท้องถิ่นมากที่สุด คือ "การจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือก ส.ส. และ ส.ว." และประเด็นที่ต้องอธิบายและตอบคำถาม นั่นก็คือ เราจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ด้วยวัตถุประสงค์อะไร อย่างไร หรือถ้าฟันธงว่า จำเป็นจะต้องเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.หรือ ส.ว. ก็น่าจะมีคำอธิบายให้เกิดความ
          เข้าใจและได้รับรู้รับทราบกันว่ามีเหตุผลเป็นอย่างไร
          ทั้งนี้เพราะ การเลือกตั้งท้องถิ่น ก็มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่ต้องนำกลับมาคิดดำเนินการและไม่ใช่เรื่องง่าย โดย
          เฉพาะสิ่งต้องคิดพิจารณา มีหลายประเด็นที่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ดังเช่น
          ประเด็นที่ 1 จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกประเภทท้องถิ่นหรือไม่ ทั้งนี้เพราะท้องถิ่นไทยในปัจจุบันมีอยู่ 5 ประเภท ได้แก่
(1) กรุงเทพมหานคร
(2) เมืองพัทยา
(3) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)
(4) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)และ
(5) เทศบาล จะเลือกเพียงบางประเภทท้องถิ่น หรือให้เลือกทั้งหมด
          ประเด็นที่ 2 การแก้กฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น จะดำเนินการแก้กฎหมายในทุกประเภทหรือไม่ ทั้งนี้เพราะกฎหมายจัดตั้งท้องถิ่นมี 5 ประเภทตามประเด็นที่ 1 ได้แก่ พระราชบัญญัติจัดตั้งของตนเองในแต่ละประเภท เช่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ร.บ.เทศบาลและ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น
          ประเด็นที่ 3 การแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นเพื่อให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในท้องถิ่นแต่ละประเภท จะให้เลือกทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน หรือเวลาใกล้เคียงกันหรือไม่ หรือจะให้มีการเลือกตั้งเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่น หรือจะเลือกเฉพาะสมาชิกสภาท้องถิ่น
          ประเด็นที่ 4 สืบเนื่องจากประเด็นที่3 จะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกประเภทท้องถิ่นหรือไม่ หรือจะให้มีการเลือกตั้งเฉพาะท้องถิ่นบางประเภทเท่านั้น เช่นเลือกเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นใน อบจ.อบต. และเทศบาล หรือจะควบเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นในประเภทท้องถิ่นดังกล่าวด้วย ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะโดยคำถามต่อไปว่า ใน กทม. และเมืองพัทยาทำไมไม่ให้มีการเลือกตั้ง และอาจจะโดนคำถามว่า ทำไมต้องเลือกปฏิบัติ
          ประเด็นที่ 5 ในการแก้ไขกฎหมายการเลือกท้องถิ่นตามประเภทต่างๆ นั้นว่า จะต้องแก้อะไรบ้างนั้น ได้มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 252 ระบุไว้ดังนี้
          "มาตรา 252 สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นหรือในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
          คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย"
          หากพิจารณาตามมาตรานี้ผมเข้าใจว่ามีประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการแก้ไข นั่นก็คือ
         (1) การกำหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง และ
         (2) ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือให้มาจากความเห็นชอบของสมาชิกสภาท้องถิ่น
         (3) กรณีที่จัดให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งปัจจุบัน อปท. รูปแบบพิเศษมีอยู่ 2 แห่งได้แก่ เมืองพัทยาและกรุงเทพมหานครเท่านั้น นอกจากนี้เราก็ยังไม่ทราบว่านโยบายรัฐบาลต่อ อปท. รูปแบบพิเศษจะให้มีเพิ่มอีกหรือไม่อย่างไร
          ประเด็นที่ 6 ประเด็นสาระสำคัญที่กำหนดให้คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จะกำหนดคุณสมบัติกันอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น จำนวนหนึ่งถูกดำเนินการตามคำสั่งมาตรา 44 และบางท้องถิ่นถูกลงโทษหรือถูกศาลตัดสินในส่วนที่ไปพัวพันกับการทุจริตในการบริหารงานของท้องถิ่น ซึ่งการพิจารณาในประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะไปเกี่ยวพันกับการกำหนดคุณสมบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นเหตุผลน่าสนใจก็คือ การให้เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเพราะจะให้เป็นแบบอย่างหรือต้นแบบการเลือกตั้งที่เป็นแบบอย่างของความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปด้วยสันติวิธี ไม่มีความรุนแรง รวมทั้งปลอดการซื้อเสียงการทุจริตในทุกรูปแบบ และไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ
          ผมจึงไม่แน่ใจว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นจะไปเพื่อเหตุผลข้างต้นหรือไม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบการคืนประชาธิปไตยให้กับท้องถิ่น รวมทั้งเป็นการตรวจสอบสถานการณ์ทางการเมืองหรือไม่อย่างไรหรือมองในเชิงสร้างสรรค์นั้นก็คือการทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นแบบอย่างของการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่เป็นไปตามกติกาของระบอบประชาธิปไตยนั่นก็คือ สันติวิธีโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเพียงแค่การคาดคะเนเท่านั้น
          อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่า การคิดเพียงให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวนั้น จึงไม่ค่อยสอดคล้องกับการปฏิรูปท้องถิ่นทั้งระบบที่กำลังดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะความคิดและข้อเสนอในการปฏิรูปท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพของท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะ ทั้งในแง่ของการควบรวมท้องถิ่น โดยใช้เกณฑ์ประชากรและรายได้ รวมทั้งพื้นที่ความรับผิดชอบ การส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีการพัฒนารายได้ให้มากขึ้น การให้ อบจ.ทำงานที่เป็นภาพยุทธศาสตร์ของจังหวัดและการปรับเปลี่ยนฐานะ อบต.เป็นเทศบาล เป็นต้น
          สิ่งที่กล่าวมานี้ ผมเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ว่าหลักในประเด็นเหล่านี้ ไว้ให้ดำเนินการและสอดคล้องกับแนวคิดการปฏิรูปท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่หากคิดแต่เพียงการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นนั้นก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์การปฏิรูปท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ที่คาดหวังกันไว้แต่อย่างไร ผมจึงเข้าใจว่า การปฏิรูปท้องถิ่นให้เป็นฐานในการรองรับการจัดบริการสาธารณะเพื่อประชาชนและเป็นฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงเป็นความจำเป็นต้องมีการปฏิรูปท้องถิ่นให้เป็นจริงก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่น

'สมคิด'ปลุก77จว.เร่งปั้นศก.ท้องถิ่น


'สมคิด'ปลุก77จว.เร่งปั้นศก.ท้องถิ่น
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

          กรุงเทพธุรกิจ "สมคิด"จุดความฝันสร้าง จุดเปลี่ยนประเทศ เผยไตรมาส 3 เศรษฐกิจโต 4% ปีหน้าโตเกิน 4% ย้ำภาพใหญ่เศรษฐกิจกำลัง ขยายตัว  เร่งลงทุนรัฐวิสาหกิจและดึงทุนต่างชาติ ดันเม็ดเงินกระจายรายได้สู่ฐานรากกว่า 30 ล้านคน ผ่านการท่องเที่ยว  "อาคม"ดึงงบค้างเบิกจ่ายปีละ 1 แสนล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเร่งแผนเมกะโปรเจค บูมลงทุนอีอีซี 5 ปีลงทุนกว่า 7 แสนล้าน
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาหอการค้า ทั่วประเทศ ถึงทิศทางเศรษฐกิจประเทศว่า กำลังสร้าง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่นำไปสู่จุดเปลี่ยนที่พลิกโอกาสประเทศ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ขยายตัวสูงขึ้น โดยไตรมาส 3 ปีนี้ขยายตัว 4% แน่นอน  จะเติบโตต่อเนื่องส่งผลไปถึงปี2561 มีแนวโน้มขยายตัว เกิน 4% เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
          รัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ครึ่งหนึ่งมาจากรัฐวิสาหกิจที่ต้องเร่งการเบิกจ่าย รวมถึงระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) เป็นแรงสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนเอกชน
          "โครงการอีอีซี นักลงทุนรอดูกฎหมายจะ ออกเมื่อไหร่  โครงการถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯระยอง  รวมถึงอู่ตะเภา รองรับนักท่องเที่ยว เป็นสิบล้านคน คาดไม่เกินไตรมาส 1-2 ปีหน้า เริ่มลงทุนได้ จะดึงนักลงทุนญี่ปุ่นมาจำนวนมาก ปีหน้ารัฐวิสาหกิจจะมีงบลงทุนเกือบครึ่งของ ทั้งหมดเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การส่งออกดีขึ้นแน่นอน รวมถึงการลงทุนเอกชน ความเชื่อมั่นปีนี้กับปีที่แล้วต่างกัน ปีหน้าจะมีสัญญาณดีมากเป็นโอกาสที่ไทยจะก้าวต่อไป"
          จากนี้ถึงเวลาที่ไทยจะกระจายรายได้เม็ดเงิน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจลงไปสู่ประชาชน เศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัด เป็นพื้นฐานแข็งแกร่งให้ประเทศมีการพัฒนาเติบโตและยั่งยืน การสร้างรายได้ให้กับประชากรที่เป็นฐานรากกว่า 30-40 ล้านคน แต่มีสัดส่วนต่อจีดีพีเพียง 10% สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น คนฐานรากยังไม่สัมผัสและรับรู้รายได้จากเศรษฐกิจ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตร การปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้เกิดกำลังการผลิตล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรจึงตกต่ำ ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่ม
          "รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขให้ประเทศก้าวพ้นความยากจน ภาคส่งออกขยายตัว และเกิดการลงทุนขนาดใหญ่ แต่กลุ่มคนยากจน เกิดความเหลื่อมล้ำยังมีสูง เพราะเกิดการกระจุกตัวทำให้เม็ดเงินไม่ถึงด้านล่าง เศรษฐกิจคนฐานรากจึงไม่ดีขึ้น นี่คือสาเหตุที่แท้จริง มีคนพูดว่ารัฐบาลไม่ดูแลคนจน คนพูดเอาสมองส่วนไหนคิด หมดยุคที่เข้ามาเสนอโครงการรับจำนำ และประชาชนหวังรัฐช่วยจำนำ ใครที่คิดโครงการจำนำอย่าเลือกอาจจะเอาประเทศไปจำนำ" นายสมคิด กล่าว
          ปลุก77จังหวัดปั้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
          ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นควรมีบทบาทพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น ล่าสุด ครม. ได้อนุมัติให้นำงบ ของกระทรวงมหาดไทย ที่เข้าไปพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) ช่วยพัฒนายุทธศาสตร์สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น โดยผลักดันให้หน่วยงานส่วนจังหวัด คิดวิถีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวชุมชน โดยเพิ่มการสร้างคุณค่าจากวิถีไทย ทุกจังหวัดมีจุดขายแตกต่างทั้ง 77 จังหวัด โดยหอการค้าไทย มีบทบาทสำคัญผ่านโครงการไทยเท่ ใช้ประสบการณ์การพัฒนาตลาด ออกแบบ สร้างจุดขายสร้างความโดดเด่นแตกต่าง ที่มาเชื่อมต่อพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ไปช่วยกันยกระดับท้องถิ่น จะเป็นพลังแรงขับเคลื่อน (Growth Engine) ที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทย
          "ครม. ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยปลดล็อครายได้กว่าแสนล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นเน้นการสร้างงานรายได้จากการท่องเที่ยวในชุมชน ให้ อบต. และ อบจ. คิดโครงการ ไม่ใช่แค่เพียงทำถนนโดยหอการค้าช่วยพัฒนาสินค้าชุมชนให้สอดคล้องกับการตลาด ผ่านโครงการธงฟ้าประชารัฐ ขายราคาถูกได้เพราะต้นทุนถูก คนชนบทซื้อได้ขายได้ ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องบริหารจัดการการผลิต ดึงคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิดกล้าเปลี่ยนแปลงพัฒนาสินค้าเกษตรที่เพิ่มมูลค่านำร่องเป็นแนวทางไปสู่การคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่"
          จี้แบงก์-หอการค้ายกระดับรายย่อย
          นายสมคิด กล่าวว่าจากนี้ไปอีก1 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยที่จะใช้โอกาสปรับตัว เพื่อยกระดับพื้นฐานของประเทศก้าวไปสู่ยุค 4.0 โดยใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล ภาครัฐต้องปรับตัวให้สอดรับกับการบริการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) รองรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ให้เข้าสู่ระบบ เป็นโอกาสสำคัญที่จะใช้ความเปลี่ยนแปลง เข้าสู่ระบบออนไลน์ เช่น การจ่ายเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ การทำบัญชีเดียวเพื่อโอกาสในการพัฒนาสู่อนาคต รวมทั้งการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่ธนาคารของรัฐต้องปรับตัวเปลี่ยนระบบการประเมินสินเชื่อ เน้นให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่หวังผลกำไรจากธุรกิจเดียว
          "ธนาคารของรัฐ ต้องเปลี่ยนเคพีไอ สนับสนุนคนมีรายได้น้อยและรายย่อย แบงก์รัฐมีหน้าที่ช่วยประชาชน ลดดอกเบี้ยให้ต่ำลงไม่เน้นปล่อยกู้เอากำไรอย่างเดียว แต่ต้องช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่น รายย่อยไม่เช่นนั้นจะมีกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่จากนอกประเทศอย่าง อาลีบาบา เข้ามาปล่อยกลุ่มนี้แทน" การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีการติดตั้งโครงการ "เน็ตประชารัฐ" เสร็จสิ้นในทุกหมู่บ้าน เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค 4.0 ยุคดิจิทัลที่พัฒนาโอกาสการทำธุรกิจให้กับคนทุกคนเท่าเทียมกันทั้งโอกาสการศึกษา การรักษาพยาบาล รวมถึงการทำธุรกิจเครือข่ายภาคธุรกิจควรพัฒนากลยุทธ์การใช้ประโยชน์จากการบริหารฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง พร้อมทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ หอการค้าไทยถือเป็นเครือข่ายรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่าแสนรายที่ดีที่สุด จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่
          ดึงงบค้าง 1 แสนล้านเร่งลงทุน
          ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "มุ่งสู่การขนส่งที่ยั่งยืนขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง" ว่า อัตราการลงทุนภาครัฐค่อนข้างต่ำจึงส่งผลทำให้ไม่เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภาคท้องถิ่น มาจาก 2 สาเหตุหลัก 1.การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า 2.ไม่มีการลงทุนโครงการใหม่  โดยโครงการลงทุนขนาดใหญ่สุดท้ายที่รัฐบาลลงทุน คือ การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิดังนั้นหากดึงงบประมาณคืนจากส่วนราชการที่ไม่ใช้เงินตามแผนทำให้มีงบประมาณคืนกลับมาใช้ลงทุนใหม่เพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณ1 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะส่งผลทำให้เกิดประสิทธิภาพการกระจายรายได้มากขึ้น
          ปี 2561 กระทรวงได้กำหนดงบลงทุนขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งไว้ 309,607 ล้านบาท เป็นทางบก 152,162 ล้านบาท, ทางราง 96,203 ล้านบาท,ทางน้ำ 7,323 ล้านบาท และทางอากาศ 53,537 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมรองรับอีอีซี 103 โครงการ ระหว่างปี 2560-2564 วงเงินกว่า 745,710 ล้านบาทจะปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาให้กลายเป็นสนามบินนานาชาติ รองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคน

เดินหน้าชน: จัดคิว'ท้องถิ่น'

เดินหน้าชน: จัดคิว'ท้องถิ่น'
มติชน  ฉบับวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

          เสกสรรค์ กิตติทวีสิน
          หากสรุปคำพูดของ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรม  เดินส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. บอกกล่าวในที่ประชุมสัมมนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ จ.กระบี่ หน้าชนเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยสังเคราะห์เนื้อหาจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่เรียกตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับกระทรวงมหาดไทย มาพูดคุย เพื่อทำรายละเอียดเป็น ข้อเสนอปลดล็อกการเลือกตั้งท้องถิ่นให้กับ คสช.ได้ตัดสินใจ จะคืนสนามเลือกตั้งกันอย่างไร
          อธิบดี สถ.มองว่า การเลือกตั้งของท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นภายใน 4-6 เดือนนับจากนี้ เป็นการจัดเลือกตั้งไปทีละท้องถิ่น หรือเลือกตั้งไม่พร้อมกัน เพราะพื้นที่ของ อบจ.จะไปทับกับพื้นที่ทั้งของเทศบาล และ อบต. ต้องแยกจัดเพื่อลดความยุ่งยากและสับสน
          โดยปกติการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับจะเลือกไม่ตรงกันอยู่แล้ว ประชาชนคนเดียวกันจะมึนตึบแน่ เมื่อต้องเลือก อบต.หรือเทศบาลแล้วก็ไปเลือก อบจ.ในเวลาเดียวกัน
          อธิบดี สถ.บอกอีกว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยอยากจัดเลือกตั้ง อบจ.ก่อน
          เหตุที่อยากจัดสนาม อบจ.ก่อน น่าจะเรียงลำดับจากท้องถิ่น ระดับไซซ์ใหญ่ที่ทั้งประเทศที่ไม่นับ กทม. จะมีเพียง 76 จังหวัดเท่านั้น ปัจจุบันนายก อบจ.มีทั้งหมดวาระและรักษาการแทน กับถูกคำสั่ง ม.44 เล่นงาน งานของ อบจ.จะบริหารงานครอบคลุมทั้งจังหวัด เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ในการดูแลสาธารณประโยชน์ทุกพื้นที่ของจังหวัดนั้นๆ แต่จะไม่ซ้ำซ้อนงานกับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะสนับสนุนงานเป็นหลัก อะไรที่เป็นโครงการช่วยเหลือประชาชนใหญ่ๆ เกินกว่าเทศบาลกับ อบต. ทาง อบจ.จัดการ ให้ ทั้งงบประมาณที่ส่วนหนึ่งผ่านไปยังสมาชิก อบจ. รวมถึงเครื่องไม้ เครื่องมือหนักๆ ที่อำนวยความสะดวกให้แต่ละท้องที่
          เมื่อประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ออกมาใช้ กฎหมายหรือ พ.ร.บ.ของท้องถิ่นก็ต้องปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกันไปด้วย ประกอบด้วย 1.พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545, 2.พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537, 3.พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540, 4.พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496, 5.พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ.2528 และ 6. พ.ร.บ.บริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542
          หากสะท้อนบรรยากาศของ คสช.ยังไม่ยอมปลดล็อกให้พรรค การเมืองเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองได้ แม้ว่า พ.ร.ป.พรรค การเมืองจะเคาะใช้แล้วตั้งแต่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เพราะยังห่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่อ้างว่าพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่หวังดีต่อประเทศชาติ เป็นที่เข้าใจดีว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กับนายกเมืองพัทยานั้นจะมีพรรคการเมืองดอดส่งตัวแทนเข้าไปชิงตำแหน่งด้วย มีความชัดเจนมากกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเทศบาลและ อบต. ตรงนี้ที่เป็นการท้วงติงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะแก้ปัญหากันอย่างไรมีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งของ กทม.กับเมืองพัทยา น่าจะถูกจัดคิวไว้หลังๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการพิจารณาว่าจะปลดล็อกให้เหมาะสมที่สุดอย่างไร อีกทั้งผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ม.44 ต่างเป็นบุคคลที่หัวหน้า คสช.ไว้ใจในการทำหน้าที่อยู่แล้ว  ขณะที่ อบต.น่าจะมีการออกแบบปรับแก้โครงสร้างขนานใหญ่ให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร
          อีกทั้งก่อนหน้าจะมีการประชุมการปลดล็อกของการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้ความเห็นก่อนหน้าถึงไทม์ไลน์การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เกี่ยวกับไทม์ไลน์การเลือกตั้ง ส.ส. เพียงแต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้การเลือกตั้งบางประเภทเกิดก่อนระดับชาติ ไม่เช่นนั้นคนจะพะวงว่าจะลงเลือกตั้งอะไรดี
          รองนายกฯบอกอีกว่า เมื่อโรดแมปเล็กซ้อนขึ้นมา การเลือกตั้งยังไม่ใช่ทุกระดับ กกต.จะวุ่นวาย จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้โยงไปถึงเรื่องของการปลดล็อก เพราะคนที่จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ คือ กกต.ชุดใหม่ ต้องคิดวางแผนเตรียมเอาไว้ และให้เวลาบริหารจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นบางระดับได้ทัน จากนั้น ค่อยเลือกตั้งระดับชาติ และในบางระดับค่อยไปเลือกตั้งหลัง การเลือกตั้งระดับชาติ
          เท่ากับการปลดล็อกก็ต้องเผื่อ กกต.ชุดใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะได้บุคคลเป็นที่ไว้วางใจมาทำหน้าที่นี้ กกต.นอกจากดูแลกฎกติกาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีกว่า 8 พันแห่ง ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์และยุติธรรม อันเป็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตาอยู่เช่นกันว่าจะใช้ความเที่ยงธรรมจัดการได้แค่ไหน