วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สปท.ดันรื้อโครงสร้างบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นชงยุบ'อบต.'ควบรวมเทศบาล



สปท.ดันรื้อโครงสร้างบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นชงยุบ'อบต.'ควบรวมเทศบาล 
กรุงเทพธุรกิจ  ฉบับวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙

          มติ'ครม.-คสช.' ให้ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ ใน 5 ปีแรกจากบัญชีพรรค
          สปท.เห็น ชอบรายงานกมธ.ปกครองท้องถิ่น หนุนควบรวมองค์กรเล็ก-ยกฐานะอบต.ให้เป็นระบบเทศบาล ด้านนายกฯเผยที่ประชุม"ครม.-คสช." ให้ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ ได้ใน 5 ปีแรกจากบัญชีพรรค ถ้าล่มเลือกก๊อกสองจากนอกบัญชี จ่อแก้รธน.เพิ่ม สนช.เป็น 250 คน ย้ำยังไม่ปรับ ครม.
          ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ(สปท.) ได้มีมติ 163 ต่อ 0 เสียง เห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป และร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ....เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา
          โดยรายงานฉบับดังกล่าว มีหลักการและสาระสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป เพื่อควบรวมองค์กรเล็กในท้องถิ่นให้เป็นระบบเดียวกัน และ ยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นระบบเทศบาลรองรับการถ่ายโอนภารกิจใน อนาคต
          ทั้งนี้ประเด็นสำคัญอยู่ในมาตรา 15 ที่ระบุว่า " ให้ควบรวมเทศบาลที่มีรายได้ ไม่รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่ายี่สิบล้านบาทหรือมีจำนวนประชากรต่ำกว่าเจ็ดพันคน เข้าด้วยกันหรือกับเทศบาลแห่งอื่นที่มีพื้นที่ติดกันและในอำเภอเดียวกันภาย ในหนึ่งปีนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลบังคับใช้
          โดย ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยการควบรวมกับเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นอื่น ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลที่ควบรวมนั้นการสำรวจเจตนารมณ์ ของประชาชน ให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด .......เทศบาลใดมีสภาพพื้นที่เป็นเกาะ หรือโดยสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่สามารถติดต่อกับเทศบาลอื่นที่จะไปรวมได้โดย สะดวก กระทรวงมหาดไทยจะไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่งกับเทศบาลนั้นก็ได้ โดยให้ออกเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย"
          โดยประเด็นนี้นายวัลลภ พริ้งพงษ์ ประธานกมธ. ให้เหตุผลของการเสนอแผนปฏิรูปว่า ที่ผ่านมาพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมักมีปัญหาทั้งระบบการคลัง จัดเก็บรายได้ได้น้อย การจัดเก็บภาษีท้องถิ่นไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงการใช้ทรัพยากรและประชาชนขาดการมีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อกำหนดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป โดยการควบรวมองค์กรเล็ก ๆ ในท้องถิ่นให้เป็นระบบเดียวกัน และยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. ให้เป็นระบบเทศบาล ให้ อบต.สามารถกำหนดสมาชิก ผู้ช่วยบริหารท้องถิ่น จำนวนเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรองรับกับภารกิจการถ่ายโอนในอนาคต
          ขณะที่ สมาชิกสปท. ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เพราะการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน จะทำให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่น จะทำให้การถ่ายโอนภารกิจง่ายและมีประสิทธิภาพ
          อย่างไรก็ดี หลังจากที่รายงานฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสปท. ขั้นตอนต่อไปประธานสปท.จะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) หาก ครม.เห็นชอบก็ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาเพื่อพิจารณา ก่อนจะเสนอ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เพื่อให้ความเห็นชอบ ต่อไป
          มท.ชี้ขั้นตอนยุบ"อบต."ยังต้องใช้เวลา
          ขณะ เดียวกัน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นทุกจังหวัด ระบุว่าตามที่มีการส่งข้อความหรือไลน์กันว่า มีการผ่านร่างกฎหมายยุบอบต.เป็นเทศบาลทั่วประเทศนั้น
          กระทรวง มหาดไทย(มท.)ขอเรียนข้อเท็จจริงว่า มติดังกล่าวเป็นของ สปท.ไม่ใช่การประชุมของสนช.สำหรับความเห็นของสปท.นั้น ตามขั้นตอนจะต้องเสนอร่างความเห็นดังกล่าวไปยังสนช., สปท., ครม.และส่วนราชการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นก่อนเสนอครม. ถ้าครม.เห็นชอบก็จะส่งกลับไปให้ส่วนราชการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าสมควจจะ เสนอเป็นร่างกฎหมายหรือไม่ควรมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวยังต้องใช้ระยะเวลาและการพิจารณาตามขั้นตอนอีกพอสมควร มิใช้จะใช้บังคับเป็นกฎหมายขณะนี้แต่อย่างใด
          จึงขอให้จังหวัดแจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งให้สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่สาธารณชน
          รัฐให้ส.ว.เลือกนายกฯจากบัญชีพรรค
          ที่ ประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการหารือเป็นวาระพิเศษ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ที่ยังเป็นประเด็นเรื่องการตีความหน้าที่ในการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี
          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า มีการประชุมทั้ง ครม. และประชุมวาระพิเศษของ ครม.และ คสช. โดยมีการพูดถึงความเข้าใจของ ครม.และคสช.ในเรื่องการทำประชามติ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ขอย้ำอีกครั้งว่า เป็นความเข้าใจของตน ครม. และคสช.ทุกคนว่าเข้าใจแบบนี้ คือ 5 ปีแรกในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คือ ส.ส. 500 คน และส.ว. 250 คน จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบเลือกนายกฯ
          จากเดิมให้ ส.ส.ฝ่ายเดียวเลือก เปลี่ยนไปให้ ส.ส.และ ส.ว.รวม 750 คน เลือกตั้งแต่ต้นจากรอบแรก ที่จำเป็นต้องเลือกจากรายชื่อในตะกร้าที่แต่ละพรรคเสนอมา พรรคละ 3 คน ซึ่งรอบแรกต้องเลือกจากรายชื่อนี้เท่านั้น ถ้าใครได้เสียงถึงครึ่ง คือ 376 จาก 750 คน ก็เป็นนายกฯ ถ้ายังไม่ได้ก็เลือกรอบสอง โดยคราวนี้สามารถเลือกรายชื่อจากนอกตะกร้าได้
          "ส่วนใครเสนอ ชื่อ ผมไม่รู้ เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปพิจารณา ที่ไปหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สนช.ต้องไปดูมติของ สนช.ด้วย ในเรื่องของ 5 ปีที่ว่าจะเลือกกี่ครั้งก็คือในระยะเวลา 5 ปี ส.ส.และ ส.ว.ต้องเลือกภายใน 5 ปี ประเด็นของผม ถ้าได้คนดีและ ส.ส.เสนอมา ใครจะไปปฏิเสธเขาได้ เขาก็ต้องยินยอมและใช้คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งของสองสภา นี่คือความเข้าใจของผมและครม.ทั้งหมด " นายกรัฐมนตรีกล่าว
          จ่อแก้รธน.ตั้งสนช.ให้ครบ250คน
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุม วาระที่ 2 คือ เรื่องความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เดิมมี สนช.ไม่เกิน 220 คน จะเพิ่มอีก 30 คน ซึ่งต้องไม่เกิน 250 คน ทั้งนี้ เหตุผลไม่เกี่ยวเรื่องนายกฯ เพราะวันนี้ต้องเร่งรัดการทำกฎหมายสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออยู่กว่า 50 ฉบับ และมีเรื่องกฎหมายอื่นตามนโยบายของรัฐบาลอีกหลายสิบฉบับ
          ระบุยังไม่ปรับครม.
          นายก รัฐมนตรียังกล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่า เห็นมีการพูดมาหลายวันแล้ว ซึ่งตนยังไม่เคยคิดว่าจะปรับใครสักคน แล้วทำไมจะต้องปรับตามใคร หรือตามผลโพลล์ต่างๆ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะดูจากการทำงานว่า สั่งอะไรไปในส่วนของงานเชิงนโยบายแล้วทำได้หรือไม่ ถ้ารัฐมนตรีเขาทำได้ ตนจะไปปรับใครทำไม จะตั้งเมื่อไรก็แล้วแต่ ไม่มีใครมาบังคับได้ โดยจะต้องพิจารณาในภาพรวมด้วย
          เมื่อถามว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีการหารือถึงความต้องการที่จะมีรัฐมนตรีช่วยว่าการหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการหารือ คนจะปรับก็คือตน และตนเป็นคนที่เริ่มเองทั้งหมด จะดูว่าใครไม่ดี มีปัญหาก็จะปรับ
          กรธ.ยันปรับแก้ร่างไม่อยู่ใต้อิทธิพลใคร
          นาย อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กรธ.วาระพิจารณาปรับบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามประกอบ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ว่า การประชุมในวันดังกล่าวคงยังไม่ได้ข้อสรุปหรือเริ่มเขียนบทบัญญัติที่ต้อง ปรับปรุงได้ เพราะกรธ.ต้องนำความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ มาพิจารณา
          เมื่อถามถึงข้อเสนอของบางฝ่ายที่เสนอให้ปรับแก้ไขใน ส่วนบทเฉพาะกาล โดยระบุเงื่อนไขให้งดเว้นการใช้บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญบางมาตรา เช่น มาตรา 159 ว่าด้วยการเลือกนายกฯ ในสภา โฆษก กรธ.กล่าวว่า "ผมมองว่าต้องพิจารณาในสาระด้วยว่า หากจะกระทบจะมีระยะเวลาแค่ไหน หากกระทบเพียง 5 ปี ถือว่าโอเค แต่ผมยืนยันว่าการเขียนบทบัญญัติใดๆ ของ กรธ.จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใด"

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เทศบาลเมืองพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รับโอนพนักงานเทศบาล

เทศบาลเมืองพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รับโอนพนักงานเทศบาล ในตำแหน่ง
๑.นิติกร ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๒.นักทรัพยากรบุคคล ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๓.นายช่างโยธา ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
สนใจสอบถามรายละเอียดโทร. ๐-๒๔๖๒-๕๐๒๘

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เทศบาลเมืองลัดหลวง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รับโอนพนักงานเทศบาล

เทศบาลเมืองลัดหลวง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รับโอนพนักงานเทศบาล ในตำแหน่ง
๑.หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล (นักบริหารงานทั่วไป ระดับกลาง)
๒.ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข (นักบริหารงานสาธารณสุข ระดับกลาง)
๓.หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป (นักบริหารงานทั่วไป ระดับต้น)
๔.หัวหน้าฝ่ายบริหารงานคลัง (นักบริหารงานคลัง ระดับต้น)
๕.หัวหน้าฝ่ายแบบแผนและก่อสร้าง (นักบริหารงานช่าง ระดับต้น)
๖.หัวหน้าฝ่ายแผนงานและงบประมาณ (นักบริหารงานทั่วไป ระดับต้น)
๗.หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการศึกษา (นักบริหารงานการศึกษา ระดับต้น)
๘.หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม ระดับต้น)
๙.หัวหน้าฝ่ายสังคมสงเคราะห์ (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม ระดับต้น)
๑๐.เจ้าพนักงานธุรการ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน  ๙ ตำแหน่ง
๑๑.เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๓ ตำแหน่ง
๑๒.นักจัดการงานเทศกิจ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๑๓.เจ้าพนักงานเทศกิจ ปฎิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๔.นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๑๕.เจ้าพนักงานทะเบียน ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๑๖.เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๑๗.เจ้าพนักงานพัสดุ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๓ ตำแหน่ง
๑๘.นักวิชาการพัสดุ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๑๙.เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๕ ตำแหน่ง
๒๐.นักวิชาการจัดเก็บรายได้ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๒๑.เจ้าพนักงานการคลัง ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๒๒.วิศวกรโยธา ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๒๓.นายช่างโยธา ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๓ ตำแหน่ง
๒๔.นายช่างเขียนแบบ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๒๕.นักผังเมือง ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๒๖.นักวิชาการสุขาภิบาล ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๒๗.เจ้าพนักงานสาธารณสุข ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๒๘.พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๓ ตำแหน่ง
๒๙.นายสัตวแพทย์ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๓๐.นิติการ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๓๑.นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๓๒.นักวิชการการคลัง ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๓๓.นักวิชาการประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๓๔.เจ้าพนักงานศูนย์เยาวชน ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๓๕.นักพัฒนาชุมชน ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๓๖.นักวิชาการตรวจสอบภายใน ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐๒-๔๖๔-๔๓๓๗ - ๙ ต่อ ๒๑๙

คอลัมน์ สารพันปัญหา

คอลัมน์ สารพันปัญหา 
ไทยรัฐ (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙

ขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของข้าราชการ
          เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฯลฯ
          ด้วย พวกเราข้าราชการพลเรือน สังกัดหน่วยราชการส่วนภูมิภาค อยากขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) และท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศนี้ จงได้ร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาของระบบราชการที่สำคัญโดยเร่งด่วนดังนี้
          1.การ แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง อยากขอให้ท่านได้ตั้งหลักเกณฑ์ว่าห้ามแต่งตั้งข้าราชการที่มีอายุราชการ เหลือไม่ถึง 2 ปี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเป็นอธิบดี หรือเป็นปลัดกระทรวง เหตุเพราะผู้ที่มีอายุราชการเหลือน้อย แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี หรือปลัดกระทรวงมักจะไม่กล้าตัดสินใจ หรือสั่งการในเรื่องต่างๆ เพราะกลัวผิดระเบียบ กฎหมายต่างๆ
          ทำให้การบริหารราชการไม่เป็น ไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ไม่สนองตอบต่อความต้องการหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันท่วง ทีจริงหรือไม่ ให้สอบถามหัวหน้าส่วนราชการในระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดจะเกษียณปีนี้ว่าที่ผ่านมามีกรณีอย่างที่ยก ตัวอย่างมาหรือไม่
          2.ขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของ ระบบเงินเดือนเงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มด้วยเหตุพิเศษ และสวัสดิการอื่นๆ ของข้าราชการพลเรือนด้วย เพราะหลายปีที่ผ่านมาข้าราชการพลเรือนทุกกระทรวง ทบวง กรม มีเงินเดือนน้อยกว่า ข้าราชการอื่นๆ ทุกประเภทที่มีอยู่ในประเทศไทย ที่ดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นครู ทหาร ตำรวจ อัยการ ศาล องค์กรอิสระ หรืออื่นๆ อีกทั้งระบบความก้าวหน้าในอาชีพก็ยังด้อยกว่าข้าราชการอื่นๆ
          ที่ ผ่านมามีข่าวการปรับเงินเดือนของข้าราชการทหารและตำรวจให้เท่ากับข้าราชการ พลเรือนนั้นไม่เป็นความจริง เพราะความจริงคือ ทหาร ตำรวจ เงินเดือนมากกว่าข้าราชการพลเรือน หากเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน
          3.ขอ ให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยกเลิกเงินโบนัสของข้าราชการท้องถิ่นเสียทีเถิดเพราะมันเป็นการเอาเปรียบข้า ราชการประเภทอื่นเอาเปรียบพี่น้องประชาชน และเอาเปรียบประเทศไทยมากเกินไปอยากถามว่าข้าราชการท้องถิ่นวิเศษอย่างไร รัฐบาลถึงได้เอาอกเอาใจ ออกระเบียบให้ได้รับเงินโบนัสทุกเดือน ปีหนึ่งคนละหลายหมื่นบาท หรือเป็นแสนบาท
          ในขณะที่หน้าที่การ งานที่ทำความรับผิดชอบไม่ได้ต่างจากข้าราชการประเภทอื่นเลย บางตำแหน่งแทบจะไม่มีงานทำ แต่ทุกคนกลับได้รับเงินโบนัสมากกว่าพนักงานบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจเสียอีก เป็นเงินภาษีของประชาชนนะครับ อีกทั้งข้าราชการท้องถิ่นระดับเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนแทบทุกระดับ ที่ดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกัน
          หากรัฐบาลตั้งใจจริงที่จะลด ความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ขอให้ลดความเหลื่อมล้ำของข้าราชการภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลเสียก่อน ที่จะไปลดความเหลื่อมล้ำในด้านอื่นๆ ของประชาชนและประเทศชาติ.
          จากข้าราชการพลเรือน

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: การเมืองภาคพลเมือง: สิ่งที่ อปท.ต้องทำให้เป็นรูปธรรม

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: การเมืองภาคพลเมือง: สิ่งที่ อปท.ต้องทำให้เป็นรูปธรรม 

สยามรัฐ  Iฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙

          รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          จุด เด่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เห็นว่าจะทำได้ดีและเห็นเป็นรูปธรรมได้มากที่สุด นั่นก็คือ "การส่งเสริมประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน"หรือเรียกว่า "การเมืองภาคพลเมือง" ทั้งนี้เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ถือว่าเป็นโรงเรียนฝึกหัดประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมใน การบริหารจัดการของท้องถิ่นได้มากที่สุดเช่นกัน
          แต่ผมก็ยัง เห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำเรื่องหรือมีแผนงานหรือมีโครงการกิจกรรม ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองน้อยมาก แม้จะกล่าวว่าพอมีบ้างแต่ก็มีแฝงอยู่ในรูปของโครงการหรือกิจกรรมอื่นๆ "กิจกรรมการเมืองภาคพลเมือง" จึงอาจกลายเป็นเรื่องรองๆ ไป ทั้งนี้เพราะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วน
          ท้องถิ่นโดยส่วนใหญ่ไป เน้น "การจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น"รวมทั้งเน้นโครงการ กิจกรรมการให้บริการแนวประชานิยม ซึ่งก็ถือว่าไม่ผิดอะไรแต่กลับทำให้ประชาชนนิยมชมชอบด้วยซ้ำไป
          ส่วน ประเด็นสำคัญอีกมิติหนึ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องให้ความสำคัญ นั่นก็คือ การส่งเสริมพลเมือง ส่งเสริมกลุ่มองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมภาคประชาสังคมให้ช่วยงานท้องถิ่นในการร่วมจัดบริการสาธารณะ โดยเฉพาะการส่งเสริมพลเมือง กลุ่มองค์กรชุมชนให้รู้จักจัดการตนเองในกิจการสาธารณะของชุมชนท้องถิ่น
          จึง กล่าวได้ว่า การส่งเสริมให้หรือทำให้พลเมืองมาใส่ใจในเรื่องสาธารณะซึ่งถือว่าเป็นการ เมืองภาคพลเมือง และผมเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำภารกิจเพื่อตอบโจทย์การส่งเสริม การเมืองภาคพลเมืองให้เด่นชัดได้ดีกว่าภารกิจของส่วนอื่นๆ
          ผมมีข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีดังนี้
          ประการ ที่ 1  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตระหนักถึงการเปิดพื้นที่เวทีปรึกษาหารือ ร่วมไตรตรอง (Deliberative Democracy) เวทีลานความคิด ให้กับกลุ่มองค์กรชุมชน กลุ่มสภาเมือง สภาผู้นำ และภาคีเครือข่ายในเขตพื้นที่ให้มากขึ้นโดยเฉพาะการส่งเสริมกลุ่มที่รวมกัน เป็นประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งเป็นภาคีอย่างแข็งขันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นองค์กรหรือประชาคมที่มีอิสระ ไม่คิดพึ่งพิงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่จะเป็นผู้ช่วยสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ในการสร้าง ศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น
          ประการที่ 2  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับ "การส่งเสริมความเป็นพลเมืองในชุมชนท้องถิ่น" เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนผู้นำชุมชนท้องถิ่น กลุ่ม องค์กรชุมชน ตลอดจนกลุ่มอาสาสมัครประเภทต่างๆ ให้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของท้องถิ่น เช่น มีส่วนร่วมในกิจการสภา มีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการต่างๆ ของท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการกำกับดูแล อปท.และให้ อปท.หาวิธีการส่งเสริมการทำงานภาคพลเมืองในลักษณะผู้จัดการดีที่มีสำนึกการ บริการสาธารณะนอกจากนี้ ควรจัดทำเป็นทำเนียบพลเมือง ผู้นำชุมชน กลุ่มองค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการหาวิธีการยกย่องชมเชย แก่บุคคลที่ทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือการกระทำในลักษณะผู้ก่อการดีของชุมชนท้องถิ่น
          ประการที่ 3  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหาวิธีการส่งเสริมกิจกรรมหรือโครงการของภาค พลเมือง กลุ่มองค์กรชุมชน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นที่สะท้อนถึงการทำกิจกรรมด้าน การใส่ใจในกิจการสาธารณะ สะท้อนถึงความรับผิดชอบการรู้จักสิทธิหน้าที่ และการเคารพกติกาของชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น หรือทำกิจกรรมในลักษณะ "การส่งเสริมผู้จัดการดีของชุมชน" โดยทำการจูงใจให้กับบุคคลดังกล่าว
          ประการ ที่ 4  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำให้เป็น "วาระการประชุมประจำปีของเมือง หรือของเทศบาล ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)" โดยจัดให้มีการประชุมประจำปี (รอบปี) เพื่อรายงานการดำเนินกิจการของ อปท.ในรอบปี โดยให้พลเมืองและภาคีองค์กรเครือข่ายต่างๆ ได้มาร่วมประชุมและเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน
          ประการที่ 5  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งเสริมกลุ่ม องค์กรชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อทำโครงการ กิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ และกิจกรรมที่ท้าทายปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนกระทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อมอบให้เป็นรางวัลการทำกิจกรรมที่โดดเด่นแก่กลุ่มต่างๆในรอบปี
          การ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)มีความชัดเจนในภารกิจหน้าที่ที่เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเมือง ภาคพลเมือง เป็นการกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแหล่ง ฝึกหัดประชาธิปไตยและเป็นรากฐานประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเท่ากับว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหรือ ส่งเสริมพลเมืองและประชาสังคมให้เข้มแข็ง และเป็นการช่วยเกื้อหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ทำภารกิจได้อย่าง สมบูรณ์ ที่ผ่านกระบวนการรณรงค์ส่งเสริมโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็น รูปธรรมมากที่สุด
          ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าภารกิจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนที่ระบุไว้ว่า ให้ส่งเสริมประชาธิปไตย นั่นก็แปลความว่าทำให้ประชาธิปไตยท้องถิ่นมีความหมายและมีความสำคัญต่อการ ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และภารกิจหน้าที่ส่วนนี้เอง ผมเห็นว่าท้องถิ่นต้องทำให้โดดเด่นมากกว่าภารกิจด้านอื่นๆโดยเฉพาะภารกิจการ กระจายอำนาจในปัจจุบันและอนาคต

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คลังหนุนอีเพย์เมนต์เบรกราชการใช้เงินสดจ่ายเบี้ยประชุม

คลังหนุนอีเพย์เมนต์เบรกราชการใช้เงินสดจ่ายเบี้ยประชุม  

ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

          กรม บัญชีกลางออกระเบียบห้ามส่วนราชการกว่า 250 แห่งใช้เงินสด แจงให้โอนผ่าน "KTB Corporate Online" ในการจ่ายเบี้ยประชุม ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าโอที และค่าเดินทางแทน เริ่ม 1 ต.ค.นี้ มั่นใจปีงบประมาณ 2560 การรับ-จ่ายเงินภาครัฐเข้าสู่อีเพย์เมนต์ 100%
          นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตามที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง มีนโยบายต้องการให้ระบบการรับ-จ่ายเงินภาครัฐต้องดำเนินการผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) แบบ 100% จากปัจจุบันดำเนินการแล้วราว 70% นั้น กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2560 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 นี้ จะสามารถผลักดันการรับ-จ่ายภาครัฐให้ผ่านระบบ e-Payment แบบ 100% ได้
          "ตอน นี้ส่วนที่เหลือ 30% ก็คือ พวกการจ่ายเบี้ยประชุมต่าง ๆ จ่ายค่าล่วงเวลา (โอที) จ่ายค่าการศึกษาบุตร และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งรายการเหล่านี้ปัจจุบันจ่ายเป็นเงินสด ส่วนอีก 70% ที่ดำเนินการไปแล้วก็คือ การจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ลูกจ้างส่วนราชการ ผู้รับบำนาญ ค่ารักษา พยาบาล พวกนี้เราจ่ายตรงเข้าบัญชี อยู่แล้ว รวมถึงการโอนเงินให้กับผู้รับจ้างก็เช่นกัน" นางสาวอรนุชกล่าว
          ล่า สุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการรับ หรือนำส่งเงิน และจ่ายเงินโดยผ่านระบบ "KTB Corporate Online" ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติในการโอนจ่ายค่าเบี้ยประชุมให้กับผู้ร่วม ประชุมห้ามจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งกำลังทดลองระบบ จะเริ่มใช้จริงตั้งแต่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป
          "เรามีการออกกฎระเบียบห้ามใช้เงินสด แต่ให้ดำเนินการผ่านระบบ KTB Corporate Online โดยเมื่อ 21 ก.ค. เราก็ได้ทดสอบ โดยเรียกตัวแทนส่วนราชการประมาณ 600 คน มาประชุมเพื่อทำความเข้าใจที่สำนักงบประมาณ คือช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องสร้างความเข้าใจ และปีงบประมาณ 2560 ก็จะดำเนินการให้ได้ 100%" นางสาวอรนุชกล่าว
          นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางจะต้อง หารือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่ต้องรับเงินจากประชาชน เพื่อผลักดันพัฒนาให้จ่ายทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปด้วย เช่น กรมสรรพากรที่รับจ่ายภาษี หรือตำรวจจราจรที่ต้องรับจ่ายค่าปรับจราจร หรือค่าธรรมเนียมกรมที่ดิน เป็นต้น
          "เชื่อว่าเมื่อคนไม่ต้อง จับเงินก็จะไม่ทุจริต โดยเราใช้การดำเนินการผ่านระบบธนาคาร เพราะเราเชื่อมั่น อย่างการเบิกจ่ายงบประมาณก็ทำผ่านระบบ GFMIS ซึ่งการที่เราใช้ระบบของธนาคารกรุงไทย ก็เพราะ ว่าเป็นผู้ให้บริการส่วนราชการอยู่แล้ว เขาแค่พัฒนาต่อยอด และไม่ได้มีการคิดค่า ใช้จ่ายเพิ่ม จากปกติส่วนราชการแต่ละแห่งอาจจะต้องจ่ายค่าบริการตก 4,000 บาท/เดือน แต่นี่กว่า 250 ส่วนราชการไม่ต้องจ่ายเลย" นางสาวอรนุชกล่าว
          นอก จากนี้ โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าวด้วยว่า ในเดือน ก.ย.นี้ กรมบัญชีกลางจะเริ่มจ่ายสวัสดิการสังคมผ่านเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือพร้อมเพย์ กรณีการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 400 บาท/เดือน เป็นเวลา 36 เดือน ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธิ์อยู่กว่า 4.1 หมื่นราย และตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไปจะจ่ายเพิ่มเป็น 600 บาท/เดือน
          ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เมื่อ 2 ส.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การ พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) 2.การหักภาษีและนำส่งภาษีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) 3.การจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice/ e-Receipt) และ 4.การนำส่งข้อมูลธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

อย่าให้ พ.ร.บ.โรงฆ่าสัตว์...ทำลายห่วงโซ่ผลิตสัตว์ ปีกไทย

อย่าให้ พ.ร.บ.โรงฆ่าสัตว์...ทำลายห่วงโซ่ผลิตสัตว์ ปีกไทย 

มติชน (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

          ศ.กิตติคุณ นสพ.ดร.อรรณพ คุณาวงษ์กฤต อดีตคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ..... ที่เพิ่งยื่นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติไป นับเป็นร่างที่ก่อความวิตกกังวลและสับสนให้ผู้คนในแวดวงปศุสัตว์อย่างหนัก ผมเองอยู่ในวงการปศุสัตว์ มาหลายสิบปี เป็นกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ในหลายๆ คณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคยเป็นประธานอนุกรรมการพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ ของคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ศึกษาและกำกับกิจการพัฒนาโรงฆ่าสัตว์มาโดยตลอด ก็รู้สึกตกใจและประหลาดใจที่ได้เห็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเช่นกัน เพราะหาก พ.ร.บ.นี้ผ่านออกมาได้ จะกลายเป็นหายนะของประเทศไทยที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ในวงการปศุสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการสัตว์ปีก แต่จะกระทบถึงทุกคนตลอดห่วงโซ่ การผลิตนี้ รวมถึงความปลอดภัยทางอาหารของคนไทยทั้งประเทศด้วย  
          แม้ เนื้อหาใน (ร่าง) ดังกล่าวอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่ดี เพื่อการพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ ในประเทศไทย แต่ถ้าแนวทางปฏิบัติไม่สอดคล้องกัน ก็อาจทำให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และยังสะท้อนความไม่รู้จริงของคนร่างกฎหมายด้วย  
          ความเป็น จริงโรงฆ่าสัตว์เป็นสาธารณูปโภคซึ่งรัฐควรจัดหา ไม่ต่างกับถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปาที่ต้องหามาให้บริการประชาชน โรงฆ่าสัตว์เป็นสวัสดิภาพความปลอดภัยทางอาหารและการสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่เมื่อเอกชนเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนรัฐ รัฐควรเป็นฝ่ายสนับสนุน มิใช่ไปเรียกร้องอากรเอาจากเขา
          ในสมัย ก่อนรัฐไม่อนุญาตให้เอกชนทำโรงฆ่าโคและสุกร มีเพียงโรงเชือดไก่เท่านั้นที่อนุญาตให้เอกชนสามารถดำเนินการได้ จึงทำให้เห็นความแตกต่างกันค่อนข้างมาก จากผลปรากฏที่เห็นในทุกวันนี้คือโรงฆ่าโคและสุกรจะอยู่ภายใต้การบริหารของ ท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งมีการเรียกเก็บอากรและค่าธรรมเนียมต่างๆ แต่เก็บแล้วกลับไม่นำเงินดังกล่าวไปพัฒนาโรงฆ่าโค-สุกร จึงทำให้เราเห็นสภาพโรงฆ่าโคและสุกรในชุมชนต่างๆ ที่ไม่มีมาตรฐานเท่าที่ควร
          ขณะ ที่โรงฆ่าไก่-เป็ดที่รัฐอนุญาตให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ และยกเว้นอากรตลอดจนค่าธรรมเนียมนั้น ทำให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนกล้าที่จะใช้งบประมาณไปลงทุนพัฒนามาตรฐานโรงฆ่า สัตว์ของตน จนกระทั่งอุตสาหกรรมไก่ไทยเติบโตสามารถส่งออกไก่ไปจำหน่ายได้ทั่วโลก
          ต่อ มารัฐเริ่มเห็นว่าการที่โรงฆ่าโค-สุกรไม่พัฒนาเลย น่าจะเป็นเพราะรัฐปิดกั้นโอกาสไม่ให้เอกชนดำเนินการสร้างโรงฆ่า จึงแก้ พ.ร.บ.ใหม่ ในปี 2535 โดยอนุญาตให้เอกชนเปิดโรงฆ่าโค-สุกรได้ แต่ก็ยังคงเก็บอากรในราคาสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าราคาสัตว์ ในสมัยนั้นผลลัพธ์ที่ปรากฏคือ โรงฆ่าโค-สุกร ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาอยู่ดี เพราะค่าอากรเป็นความเสี่ยงของการลงทุนที่ภาคเอกชนมองว่าอาจไม่คุ้มค่า เนื่องจากจะมีการหลบเลี่ยงอากรด้วยวิธีต่างๆ นานาได้ จึงแทบจะไม่มีใครกล้าลงทุนเพื่อพัฒนาโรงฆ่าโค-สุกร ที่ได้มาตรฐานสมัยใหม่เลย นี่คือผลจากการเรียกเก็บอากรฆ่าสัตว์ในราคาสูง ซึ่งเห็นบทเรียนเช่นนี้แล้ว รัฐไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ ซ้ำรอยอีก
          อย่า ลืมว่าอุตสาหกรรมสัตว์ปีกที่เติบโตมาถึงทุกวันนี้ ผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค ตลอดจนประเทศชาติล้วนได้ประโยชน์กันหมด แม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. (ที่อาจคิดว่าตัวเองไม่ได้ประโยชน์จากค่าอากร) ก็ยังได้ประโยชน์จากการกระจายความเจริญของชุมชน เพราะโรงงานส่วนใหญ่ที่ไปตั้งก็ตั้งห่างจากเมือง ก่อเกิดการจ้างงาน มีคนงานก็มีชาวบ้านไปตั้งร้านค้า สร้างหอพักในพื้นที่รอบนอกดังกล่าว เกิดรายได้หมุนเวียนสู่ชาวบ้านในท้องถิ่น... เรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้คนในประเทศเป็นหลักถึง 90% ของห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่-เป็ด สัตวบาล  สัตวแพทย์ ผู้ประกอบการฟาร์ม ผู้ประกอบการโรงงาน ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็น Local Content ภายในประเทศทั้งสิ้น...การจะร่างกฎหมายใดๆ จึงควรพึงระลึกถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องในองค์รวมด้วย
          กล่าวโดย สรุป ผมไม่แน่ใจว่าคนร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดนี้ มีความเข้าใจในห่วงโซ่การผลิตสัตว์เพียงใด และเท่าที่ทราบจากวงในว่าอัตราอากรในตารางแนบท้ายที่จะเรียกเก็บสัตว์ปีก ตั้งกันแบบสูงลิ่วคือเพิ่มขึ้นจากปี 2535 ถึง 1,900% อีกข่าวก็ว่าเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับโคและสุกรที่ 50-60% 
          บอก ตรงๆ แบบฟันธงว่าผมไม่เห็นด้วยกับการเก็บอากร แต่หากรัฐยังต้องการจะเก็บ ก็คงต้องฝากท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีใจเป็นธรรม และเข้าใจห่วงโซ่การผลิตนี้ ช่วยพิจารณาอย่างรอบคอบถ้วนถี่ เรียกเก็บในอัตราที่เหมาะสมเป็นธรรม เพราะอัตราอากรนี่ล่ะ จะบ่งชี้อนาคตภาคการผลิตสัตว์ปีกของประเทศไทยว่าจะอยู่หรือไป...ได้เลย