วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559

บทความพิเศษ: เก็บตกประเด็นกระแสการปฏิรูปท้องถิ่น

บทความพิเศษ: เก็บตกประเด็นกระแสการปฏิรูปท้องถิ่น 

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๙

          สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย
          ด้วยกระแสความสับสน ในการปฏิรูปท้องถิ่น ณ ห้วงเวลานี้ แสดงถึงความไม่เข้าใจของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายๆ เรื่อง ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องเหล่านี้ไว้เมื่อประมาณ 6- 7 เดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์-มีนาคม 2559) คิดว่าหลายเรื่อง ยังคงใช้ได้อยู่ จึงขออนุญาตนำกระแสคราวนั้น มานำเสนออีกครั้ง เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
          (1) ท่ามกลางการตรากฎหมายท้องถิ่น ณ เวลานี้ หลายท่านอาจไม่ทราบว่า สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนสมาคมมาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2541 เป็นสมาคมของพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ต่อสู้ดำเนินการด้านการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในบริบทของข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาโดยตลอดต่อเนื่อง โดยเฉพาะระยะห้วงปี 2553 เป็นต้นมา สมาคมฯ ได้รณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ
          สวัสดิการของข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาตลอด อาทิ กฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาการเบิกค่ารักษาพยาบาลจ่ายตรง รวมถึงนำผลักดันนำเสนอร่างกฎหมายต่างๆ ของท้องถิ่นฉบับต่างๆ เพื่อให้มีการตราตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
          ได้แก่
          (1) ร่างพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายท้องถิ่น พ.ศ. ...(2) ร่างพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ...
          (3) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ... และ(4) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการท้องถิ่น พ.ศ. ...นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องที่ไม่ค่อยได้กล่าวอ้าง อาทิ ร่าง พ.ร.บ.การรวมกลุ่มของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นสหภาพ พ.ศ. ... ร่าง พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชน
          พ.ศ. ... ร่าง พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (สถ.ผถ.) พ.ศ. ... ร่างพ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเอง ... รวมถึง ร่างกฎหมายท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) เป็นต้น
          (2) ประเด็นต่าง ๆ ของท้องถิ่นในยุคปัจจุบันจะเห็นว่ามีมากมาย เพราะภารกิจหน้าที่ของท้องถิ่น หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีมากมาย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ที่จะต้องดูแลประชาชนท้องถิ่นให้มีชีวิต มีคุณภาพอยู่ดีกินดี ทั้งหมด อย่างยั่งยืน เพราะ อปท. อยู่ในท้องถิ่นที่มีฐานประชาชนในพื้นที่คอยร่วมมืออุ้มชูท้องถิ่นให้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศนั่นเอง
          (3) เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของท้องถิ่นก็คือความหลากหลายในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีผลประโยชน์ที่อาจแตกต่างกันไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เป้าหมายสุดท้ายก็คือ "เป้าหมายในการพัฒนาท้องถิ่น" ที่ทุกฝ่ายปรารถนาเหมือนกัน ในมุมมองนี้ ก็คือ "ภูมิสังคม"(Social Geography or Geosocial or Geo-sociometry) ที่แตกต่างกันไปในแต่ละสภาพท้องถิ่นนั่นเอง
          (4) "ตรรกะ" เรื่อง อปท. ที่อาจไม่มีคน "กล้าเถียง หรือ กล้าพูด"แนวโน้ม การควบรวม อปท. (ทั้ง อบต. และ เทศบาลฯ) และ การปรับขนาด อปท. ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีความเป็นไปได้ และเป็นจริงเป็นจัง เป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว โดยเมื่อ 6-7 เดือนที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้สำรวจ อปท. เพื่อเตรียมการควบรวม (Amalgamation or Merging) อปท.ที่มีขนาดเล็ก ๆ ทั้งหลายมารวมกัน เพื่อให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
          "การควบรวม" องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Amalgamation or Merging Local Government Unit) โดยมีขั้นตอนสำคัญสองขั้นตอน คือ (1) การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็น "เทศบาลตำบล" ตาม มาตรา 5 แห่ง ร่าง พรบ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ และ (2) "การควบรวม" เทศบาลที่มีขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ภายใน1 ปี ตามมาตรา 15 แห่ง ร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ อปท. มีประสิทธิภาพ
          หลังจากที่ อบต. จัดตั้งเป็นเทศบาลตำบลแล้ว ทำให้มีเทศบาลเต็มพื้นที่ทั่วประเทศ ขั้นตอนต่อไปก็คือ "การควบรวมเทศบาล" โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เทศบาลที่มีประชากรไม่เกิน7,000 คน และหรือมีงบประมาณรายได้ไม่เกินกว่า 20 ล้านบาท
          มีข้อเสนอแนวคิดในการควบรวมเบื้องต้นว่า ควรตั้งต้นจาก "พื้นที่ตำบลเดียวกันก่อน"หากเกณฑ์ไม่ถึง ให้รวมเทศบาลตำบลข้างเคียงจนครบเกณฑ์ฯ อันนี้คือหลักเกณฑ์คร่าวๆซึ่ง กรม สถ. แจ้งให้ ผวจ. และ ท้องถิ่นจังหวัดรวบรวมข้อมูล เพื่อนำเสนอ คณะอนุกรรมการฯสปท. แล้ว แม้ห้วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าว สมาคม อบต. แห่งประเทศไทย ได้ออกโรงคัดค้าน ไม่ให้มีการควบรวม หรือ ให้มีการควบรวมเฉพาะในเขตตำบลเท่านั้น เป็นต้นเหล่านี้ถือเป็น "เสรีทางความคิด" (Freedom) คงไม่มีใครไม่ว่ากัน ใครเหตุผลดีกว่า ก็ควรยอมรับเหตุผลในเชิง "ตรรกะ" ทั้งนี้เพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" (Public Interest) หรือ"ประโยชน์โดยรวม"
          แต่ปัญหาที่กำลังเกิด เป็นปัญหาแทรกซ้อนที่มีมานานแล้ว เป็นเหตุอื่นที่สำคัญว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ควรจะมีสถานะและอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสมอย่างไร??? เพราะอบจ. ไม่มีพื้นที่ และ เป็น อปท. ที่เฉลี่ยส่วนแบ่งงบประมาณ ไปจากเทศบาลอื่นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งภาพลบอื่น ๆ อีกมากมายในเรื่อง "การเมืองท้องถิ่น" นอกจากนี้การปล่อย หรือยุบเลิก อบจ. อาจหมายถึง การปล่อยให้เกิด "การเลือกตั้ง ผวจ." (จังหวัดจัดการตนเอง) ซึ่งฝ่าย กระทรวงมหาดไทย (มท.) และ ราชการส่วนภูมิภาค และข้าราชการฝ่ายปกครอง (จังหวัดอำเภอ รวมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ และอดีตข้าราชการบิ๊ก มท.) เกรงกลัวกันมาก สรุปง่าย ๆ ว่าในเรื่อง อปท. นั้น มี "ผู้มีส่วนได้เสีย" (Stake holders) มากมายหลายกลุ่ม (ฝ่าย) และแต่ละกลุ่มนั้น "บิ๊กๆ" ทั้งนั้น ที่ต้องทำความเข้าใจ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้โต้แย้ง แสดงเหตุผลที่เป็น "ตรรกะ" และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และ ให้ "ผลประโยชน์ลงตัว" และที่สำคัญที่สุดก็คืออยู่ที่ "ความจริงใจของรัฐบาล และ คสช." เป็นที่ตั้ง
          (5) การปฏิรูปท้องถิ่นที่สำคัญอีกด้านคือ ด้านการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะปัญหา "ระบบแท่ง" (Broad Banding) มีข้าราชการส่วนท้องถิ่นกลุ่ม "วิชาการ" และ"กลุ่มทั่วไป" รวมถึง "กลุ่มอำนวยการ" ได้มีการประท้วงคัดค้านและมีความเห็นแย้งคัดค้านใน"มาตรฐานการบริหารงานบุคคลสากล" ที่เรียกร้องขอให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพราะที่ใดมีการเปลี่ยนแปลง ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน เป็นธรรมดา แต่การคัดค้านต่อต้านนั้น คงมิใช่การคัดค้านต่อต้านที่ขาดเหตุผลและตรรกะ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์โดยรวม
          (6) โจทย์ที่สำคัญของท้องถิ่นที่รอในขณะนี้คงไม่พ้น 2-3 เรื่อง ได้แก่ (1) รูปแบบการปกครองท้องถิ่นจะมีทิศทางไปทางใด จะมีการยุบรวมหรือควบรวมเพื่อให้ อปท. มีประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร (2) เมื่อไหร่จะมีการปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และ (3) ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตโดยตรงการทุจริตแบบผลประโยชน์ทับซ้อน หรือที่เรียกว่า "ผลประโยชน์เชิงนโยบาย" ก็ตาม เหล่านี้เป็นคำถามที่สำคัญที่ต้องการคำตอบ
          (7) ปัญหาเรื่อง "ยุทธศาสตร์ชาติ" หรือ "ยุทธศาสตร์แห่งชาติ" (National Strategy)ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถือเป็นแนวคิด แนวนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการสร้างความ "แข็งแกร่ง"(Strengthen) ให้เกิดขึ้นแก่ประเทศ ที่จะส่งผลให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) แก่ประเทศในระยะยาว
          เพราะปัญหาการเรื้อรังหมักหมมของนโยบาย "ประชานิยม" (Populism) โดยรัฐบาลในแต่ละชุดที่เข้ามาบริหารประเทศ ที่ผลาญชาติบ้านเมือง ครอบงำด้วยกรอบความคิดเฉพาะประโยชน์กลุ่มบุคคลในระยะสั้นๆ ที่เป็นผลเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในระยะยาวเพราะมีนโยบายการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามผลโยชน์ในระยะสั้นๆ ของผู้บริหารประเทศ อีกทั้งยังเป็นต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่อีกด้วย นโยบายประชานิยมดังกล่าว ยังได้เป็นไฟลามทุ่งไปถึง "ท้องถิ่น" หรือ อปท. ด้วย ส่งผลให้ การพัฒนาของท้องถิ่นเสียหาย ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และชุมชนในท้องถิ่นในระยะยาว เพราะ ความไม่ต่อเนื่อง และ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ของผู้บริหารท้องถิ่น
          (8) นอกจากปัญหาความไม่ต่อเนื่องของการพัฒนาที่ผ่านมา "แบบประชานิยม" แล้วยังมีปัญหาเชิงบริหารประเทศที่ควบคู่ไปกับตามต่อเนื่อง และ ความแข็งแกร่งของ "องค์กรบริหารการพัฒนา" ใน "ระบบภาคหรือภูมิภาค" (Region) ซึ่งในหลายๆ ประเทศมีความคิดหันกลับมาสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค ในระดับ "ภาค หรือปริมณฑลขนาดใหญ่"เช่น ประเทศจีน ล่าสุด ญี่ปุ่นก็มีแนวคิดการสร้าง "ภูมิภาค" เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบของไทยปัจจุบันที่มี "กลุ่มจังหวัดยุทธศาสตร์" ขึ้นนั่นเอง นี่เป็นแนวโน้มใหม่ของ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ"
          เหล่านี้คือข่าวคราวของกระแสท้องถิ่นที่มีมาเป็นละลอก ไม่ขาดสาย ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่รู้ หรือ ไม่เข้าใจ สับสน เพราะ การมีส่วนร่วมของประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจยังไม่แพร่หลายครอบคลุม จึงมีกระแสเรียกร้องของสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทยให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ กระทรวงมหาดไทย ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่นให้แพร่หลายกว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการเร่งกระแสการปฏิรูปท้องถิ่นภายในห้วงอายุของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีอายุเหลือเพียงสั้นๆ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

'อปท.'พะเยาหวั่นผลควบรวม ส่อปัญหาขรก.แย่งชิงตำแหน่ง เชื่อ'1ตำบล1อปท.'ตอบโจทย์



'อปท.'พะเยาหวั่นผลควบรวม ส่อปัญหาขรก.แย่งชิงตำแหน่ง เชื่อ'1ตำบล1อปท.'ตอบโจทย์
มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๙

          นายรัฐวุฒิชัย ใจกล้า ประธานชมรม ท้องถิ่นไทยจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า จากกรณีการปฏิรูปองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ตามแนวทางที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นชอบ ในประเด็นการ ควบรวม อปท.ขนาดเล็กเข้าด้วยกันนั้น พบว่ายังมีข้อติดขัด ซึ่งข้าราชการท้องถิ่น เช่น ปลัด อปท. ยังไม่สามารถให้คำตอบชัดเจน เช่น เมื่อควบรวมแล้ว ผู้ใดจะดำรงตำแหน่งสูงกว่าหรือต่ำกว่า ค่าตอบแทนประจำตำแหน่งจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หรือจะเชื่อมโยงถึงระดับผู้อำนวยการ (ผอ.) กองฝ่ายต่างๆ ที่ต้องมาถกเถียงกันถึงการวางตำแหน่งและค่าตอบแทนที่ต่างกัน ยังไม่รวมถึงปลัด อปท.บางรายที่มีแนวคิดจะผลักดันให้ปลัด อปท. จากระดับ 8 ขึ้นเป็นระดับ 9 เทียบเท่าตำแหน่งนายอำเภอ
          "เมื่อประเมินในภาพรวมแล้ว แทบไม่มีฝ่ายใดกล่าวอ้างถึงผลประโยชน์ส่วนรวมในท้องถิ่นที่ควรจะได้รับหลังการควบรวม มีเพียงกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องตำแหน่ง ค่าตอบแทน ความก้าวหน้าในอาชีพของข้าราชการ อปท.เป็นหลักใหญ่ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ยังไม่มีประชาชนออกมาแสดงความเคลื่อนไหวเรียกร้อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด ดังนั้นต้องฟังเสียงประชาชน โดยผมเห็นว่าการจัดระเบียบให้ 1 ตำบล 1 อปท. คือ สิ่งที่เหมาะสมและเป็นทางออกของทุกคำตอบแล้ว ส่วนการควบรวม อปท.ขนาดเล็กเข้าด้วยกันมีความสำคัญรองกว่าประเด็น 1 ตำบล 1 อปท. เพราะข้อดีของ 1 ตำบล 1 อปท. คือ 1.พื้นที่สอดคล้องกับกฎหมายปกครองท้องที่ 2.ตำแหน่งใดๆ ของข้าราชการ จะไม่มีการแย่งชิงหรือปรับใหม่ให้ยุ่งยาก ที่สำคัญที่สุด 3.ประชาชนได้รับผลประโยชน์ดังที่เคยได้รับอย่างเต็มที่ โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำ ผมจะนำเสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมชมรม อบต.ภาคเหนือ ซึ่งจัดที่ จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม เพื่อผลักดันไปยังสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย ผลักดันนโยบาย 1 ตำบล 1 อปท. ต่อไป" นายรัฐวุฒิชัยกล่าว

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

เทศบาลเมืองปากพนัง รับโอนพนักงานเทศบาล

เทศบาลเมืองปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความประสงค์รับโอนพนักงานเทศบาลในตำแหน่ง
๑.หัวหน้าฝ่ายแบบแผนและก่อสร้าง (นักบริหารงานช่าง ระดับต้น)
๒.หัวหน้าฝ่ายบริหารงานสาธารณสุข (นักบริหารงานสาธารณสุข ระดับต้น)
๓.หัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณสุข (นักบริหารงานสาธารณสุข ระดับต้น)
๔.หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป (นักบริหารงานทั่วไป ระดับต้น)
๕.หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา (นักบริหารงานการศึกษา ระดับต้น)
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐-๗๕๕๑-๗๓๑๓

เทศบาลเมืองปัตตานี รับโอนพนักงานเทศบาล

เทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีความประสงค์รับโอนพนักงานเทศบาลในตำแหน่ง
๑.นักวิชาการจัดเก็บรายได้ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๒.วิศวกรโยธา ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๓.สถาปนิก ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๔.พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๕.นักวชิการสุขาภิบาล ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๖.นักประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๗.นักวิชการศึกษา ปฏิบัติการ/ชำนาญการ ๒ ตำแหน่ง
๘.นักสันทนาการ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๙.นักวิชาการพัสดุ ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๑๐.นักพัฒนาชุมชน ปฏิบัติการ/ชำนาญการ
๑๑.เจ้าพนักงานธุรการ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๗ ตำแหน่ง
๑๒.เจ้าพนักงานทะเบียน ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๑๓.เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๑๔.เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๔ ตำแหน่ง
๑๕.เจ้าพนักงานคลัง ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๑๖.เจ้าพนักงานพัสดุ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๕ ตำแหน่ง
๑๗.เจ้าพนักงานจัดเก็บ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๑๘.นายช่างโยธา ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๕ ตำแหน่ง
๑๙.นายช่างเขียนแบบ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๒๐.นายช่างไฟฟ้า ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๒๑.นายช่างเครื่องกล ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๒๒.เจ้าพนักงานสวนสาธารณะ ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
๒๓.เจ้าพนักงานสุขาภิบาล ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๒ ตำแหน่ง
๒๔.เจ้าพนักงานสาธารณสุข ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ๓ ตำแหน่ง
๒๕.เจ้าพนักงานประปา ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐๗๓-๓๓๕๙๑๘ ต่อ ๑๐๒๕,๑๐๕๖

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AAA สู่องค์กรท้องถิ่น

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AAA สู่องค์กรท้องถิ่น 

สยามรัฐ ฉบับวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

          รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          ยุทธศาสตร์ AAA: Accessibility for All Act หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของบุคคลที่ทุกคนจะเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเสมอภาค ทั้งการเคลื่อนไหว การเดินทาง (freedom of movement) และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
          ส่วนคำที่ใช้ว่า ทุกคน (for all) หมายถึง คนทุกคนหรือเพื่อคนทั้งมวล นับตั้งแต่เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสตลอดจนคนทุกเพศทุกวัย แต่โดยจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนยุทธศาสตร์AAA นั้น เห็นว่าเบื้องต้นเข้าใจว่า มีความพยายามที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง
          คนพิการและผู้สูงอายุ ที่จะให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะที่ควรจะคำนึงถึงสวัสดิการที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกนับตั้งแต่การเดินทาง ยานพาหนะ ระบบขนส่งสาธารณะ อาคารสถานที่ความปลอดภัย และรวมไปถึงเทคโนโลยี เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนให้เกิดการเข้าถึง Accessibility เพื่อคนทั้งมวลนั้น เห็นว่าเป็นหลักสากลที่จะต้องตระหนักในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ เป็นอารยสถาปัตย์ที่สอดคล้องกับความต้องการ ความจำเป็นของแต่ละคน เพื่อให้มีความสะดวก ปลอดภัย ทั่วถึง เป็นธรรม เท่าเทียม และทันสมัยเป็นปัจจุบันเสมอ
          ผมต้องขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ได้จัดสัมมนาระดับชาติเรื่อง "เดินหน้ายุทธศาสตร์ AAA สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ขึ้น เพื่อทำให้ผมเห็นความสำคัญและความตระหนักของการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะเพื่อคนทั้งมวล แม้จุดเริ่มต้นจะให้น้ำหนักไปที่คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส
          ก็ตาม ซึ่งเวทีสัมมนาที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2559 นี้ ผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เข้ามาร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วยนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะนำไปขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AAA สู่องค์กรท้องถิ่น
          สิ่งที่ผมประทับใจในการสัมมนาครั้งนี้ ผมขอชื่นชมคุณมณเฑียร บุญตัน รองประธานคณะกรรมาธิการสังคมฯ คนที่ 1 ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนหนึ่งในการจัดสัมมนาที่มีประเด็นหัวข้อและโปรแกรมที่น่าสนใจ ทั้งๆที่คุณมณเฑียรเป็นผู้พิการทางสายตาแต่ก็มุ่งมั่นและตั้งใจอย่างดียิ่ง นับตั้งแต่การเชิญ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ได้ช่วยปาฐกถาสร้างความเข้าใจ เดินหน้าประเทศไทย ยุทธศาสตร์ AAA สู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศไทย
          นอกจากนี้ ยังตามด้วยการจัดให้มีคณะผู้อภิปรายที่มาจากหลากหลายความเชี่ยวชาญ เพื่อจัดอธิบายเรื่องเดินหน้ายุทธศาสตร์AAA สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในเวทีมีทั้ง ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ภาพความตระหนักด้านระบบคมนาคม ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกุล ที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ให้ภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ให้ภาพการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก
          ด้านผู้สูงอายุ นายมณเฑียร บุญตัน ชี้ให้เห็นความสำคัญของความจำเป็นที่จะรณรงค์ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ และนายศักดิ์ชัย ยวงตระกูล อดีตอุปนายกสภาสถาปนิกคนที่ 1 ได้ให้ภาพด้านการจัดสภาพอาคารสถานที่เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ และได้กล่าวถึงพระราชบัญญัติการควบคุมอาคารของประเทศไทยที่มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเชิงปฏิบัติ โดยมีนายกฤษนะละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตถ์เพื่อคนทั้งมวล หรือเราอาจจะรู้จักในนามของนักสื่อสารมวลชนและนักจัดรายการที่โดดเด่นคนหนึ่ง
          ผมประทับใจกรณีตัวอย่างที่ผู้ร่วมอภิปรายแต่ละท่านนำเสนอ ที่สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมของสังคมไทยกับคนบางกลุ่ม บางประเภท และกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงการร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์AAA สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จึงขอยกตัวอย่างที่ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ ได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงกรณีที่อาจารย์ได้พาคุณแม่ด้วยวัย 84 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุไปเที่ยวที่ประเทศอิตาลีในหลายเมืองและชี้ให้เห็นถึงแต่ละเมืองที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคุณแม่ของอาจารย์ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งในแง่ของการเข้าชมอาคารสถานที่และการเดินทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมย้อนนึกถึงประเทศไทย ว่ากลุ่มผู้สูงอายุของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคตจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ ทางเดิน ทางลาด และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆได้อย่างไรที่สังคมไทยจะต้องเตรียมการรองรับกับสังคมผู้สูงอายุ
          ผมเคยมีโอกาสไปประเทศออสเตรีย ได้เห็นการออกแบบการคมนาคมทางถนนที่จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกกับคนทุกเพศทุกวัย เป็นต้นว่าการสร้างถนนที่ต้องมีทางเดินเท้า มีทางคนพิการ มีทางจักรยาน เป็นต้น ซึ่งในเวทีก็ได้มีการกระแทกถึงสังคมไทยที่ "ทางเดินเท้าที่เป็นสิทธิของทุกคนกลายเป็นแหล่งค้าขายสิ่งของต่างๆ"
          นอกจากนี้ แม้แต่การออกแบบรถเมล์และรถโดยสารสำหรับผู้คนที่ควรจะได้รับบริการและเข้าถึง หลายประเทศก็ยังออกแบบให้มีความคล่องตัว เป็นต้นว่าการจอดรถเมล์และบันไดทางขึ้นรถเมล์ที่เป็นแนวระนาบเดียวกัน และก่อให้เกิดสิ่งอำนวยความสะดวกต่อกลุ่มคนต่างๆไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น
          ผมจึงมีข้อเสนอว่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AAA ก็ควรจะให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และผมเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในฐานะองค์กรท้องถิ่น น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AAA ในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก จัดสภาพแวดล้อมสาธารณะที่ให้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งน่าจะเป็นรูปธรรมที่จะเป็นไปได้มากที่สุด โดยเฉพาะการคิดจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นต่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากสวัสดิการสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

บทความพิเศษ: กระแส'การควบรวม'องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประสิทธิภาพ ตอนที่ 2



บทความพิเศษ: กระแส'การควบรวม'องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประสิทธิภาพ ตอนที่ 2 
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๙

          สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย
          กระแส ร้อนเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ชวนน่าติดตาม ณ เวลานี้ คือ"การควบรวม" องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Amalgamation or Merging Local Govern ment Unit) โดยมีขั้นตอนสำคัญสองขั้นตอน คือ (1) การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เป็น "เทศบาลตำบล" ตาม มาตรา 5 แห่ง ร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ และ (2) "การควบรวม" เทศบาลที่มีขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ภายใน1 ปี ตามมาตรา 15 แห่ง ร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ อปท.มีประสิทธิภาพ
          ยัง มีประเด็นที่หลายฝ่ายถกเถียงวิตกว่า การควบรวมมิใช่การแก้ไขปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของ อปท. โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มากำหนด"ความมีหรือไม่มีประสิทธิภาพ" ต่อการบริหารจัดการและการให้บริการ (service) ของท้องถิ่นอีกในหลายปัจจัย
          การยกฐานะ อบต.ทั้งหมด ทั่วประเทศ
          เหตุการณ์ ในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ เมื่อครั้ง (1) การยกฐานะ"สุขาภิบาล" (sanitary administration) เป็น "เทศบาล" เมื่อ 25 พฤษภาคม 2542 ตาม พรบ.เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 และ เมื่อตั้ง การจัดตั้งสภาตำบลเป็นนิติบุคคล และการยกฐานะสภาตำบลเป็น "องค์การบริหารส่วนตำบล" ทั่วประเทศ ตามพรบ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537
          ซึ่งการยกฐานะ อปท. ทั้งสองครั้งมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ 2 ประการ คือ (1) ยกฐานะหมดทั่วประเทศพร้อมกัน (2) ไม่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นใดมาบังคับเลยว่าจะยกฐานะเป็นอย่างอื่นคือ จาก "สุขาภิบาล" เป็น "เทศบาล" และ จาก "สภาตำบล" เป็น "สภาตำบล(นิติบุคคล)"และ จาก "สภาตำบล(นิติบุคคล)" เป็น "องค์การบริหารส่วนตำบล" ส่วนที่แตกต่างก็คือ การยกฐานะจาก "สภาตำบล(นิติบุคคล)" เป็น "องค์การบริหารส่วนตำบล" นั้น ต้อง "มีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกันสามปีเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทหรือตามเกณฑ์รายได้เฉลี่ย"
          มา ดูการจัดตั้ง อบต. เป็นเทศบาลตำบล หรือ เรียกกันง่าย ๆ ว่า "การยกฐานะ อบต."ก็เช่นเดียวกัน จะเหมือนกับการยกฐานะ "สุขาภิบาล" เป็น "เทศบาล"
          ความเหมือนกันของเทศบาลคือได้ยกฐานะหมดพร้อมกัน แต่มีความแตกต่างในพื้นที่"เมือง" กับ "ชนบท"
          ใน ความเหมือนกันของการ "ยกฐานะ อปท." ดังกล่าว นั้น มีความแตกต่างที่ติดตัวมาจาก อปท.ที่ยกฐานะ ซึ่ง ในความแตกต่างของ "สุขาภิบาล" นั้นมีความ "คล้ายคลึงใกล้เคียง"กับ "เทศบาล" เป็นอย่างยิ่ง เรื่องของความเป็นเมือง หรือ "ชุมชนเมือง" (Urban Area)เนื่องจาก ชุมชนของสุขาภิบาลมีลักษณะเป็น ชุมชนกึ่งเมือง หรือกึ่งชนบท หรือ บางท้องที่อาจเป็นชุมชนเมืองหมดแล้ว ตามความเจริญของพื้นที่ เช่น เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น
          แต่ ในการยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาลทั้งหมด และ ต่อไปให้มีการควบรวม เทศบาลที่มีขนาดเล็กเข้าด้วยกัน จึงมีสภาพปัญหาตามมาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ พื้นที่ที่มีสภาพเป็นชนบท(Rural Area) ราษฎรอยู่กระจัดกระจาย มีพื้นที่กว้างขวาง ห่างไกล ได้รับการยกฐานะเป็น"เทศบาล" ไปด้วย ซึ่งตามหลักการพื้นฐานเดิมของการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลนั้นหมายเจาะจง ถึง "พื้นที่เขตเมือง" มิได้มีความมุ่งหมายรวมถึง "เขตพื้นที่ชนบท" ที่ห่างไกลแต่อย่างใด
          ความวิตกห่วงใยในการ "ควบรวม" เทศบาลที่ยกฐานะ
          จาก ปรากฏการณ์ข้างต้น มีผู้ที่มีแนวคิดไม่เห็นพ้องการ "ควบรวม" อปท. ดังกล่าว เช่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยที่สปท.ชงให้ควบรวม อบต.กับเทศบาล ชี้ไม่ใช่การกระจายอำนาจ เพราะการยึดติดเกณฑ์ประชากร และรายได้ เป็นเกณฑ์ "...ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ตนเดินทางไปพบประชาชนในจังหวัดต่างๆ ที่ประสบภัยน้ำท่วม ทุกท้องถิ่นที่ตนไป ถ้าตามหลักเกณฑ์ถูกควบรวมหมด เห็นได้ชัดว่าการไปควบรวมกับพื้นที่ การดูแลชุมชน หรือความเป็นธรรมชาติของชุมชน จะไม่ได้รับการตอบสนอง..."
          นอก จากนี้ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย มีข้อท้วงติงว่าประชาชนได้อะไร และมีข้อเสนอข้อหนึ่งว่า การควบรวมด้วยเกณฑ์ประชากร และรายได้ ไม่ตอบโจทย์การบริการประชาชนได้ ขอเสนอให้ควบรวมในลักษณะพื้นที่ คือ 1 ตำบล 1 ท้องถิ่น เพราะ สภา อปท.ต้องมีการเลือกตั้งที่ผูกติดยึดโยงพื้นที่การปกครองและจำนวนฐานประชากร ด้วย เมื่อจนกับจนมารวมกัน มันก็ยังจนอยู่
          ซึ่งแนวคิดเบื้อง ต้นดังกล่าว สอดคล้องกับความเห็นข้อเสนอแนะของนายถวิลไพรสณฑ์อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความเห็นแย้งในเรื่อง "พื้นที่สภาพเป็นชนบท ที่มีรายได้น้อย"
          มาดูข้อเสียของการควบรวม อปท.
          ผู้ เขียนเคยนำเสนอข้อเสียของการควบรวม อปท.ไว้แล้ว ขอสรุปอีกครั้งอาทิ (1) เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มบุคคลผู้สูญเสียประโยชน์ โดยเฉพาะการลดจำนวนสมาชิกสภา อปท.ลง โดยไม่มีเกณฑ์หมู่บ้านมาพิจารณา (2) พื้นที่ อปท.ที่ยกฐานะเป็นเทศบาล บางแห่งเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ที่ห่างไกล ทุรกันดาร เป็นป่าเขา ส่วนใหญ่เป็นเขตชนบท หรือเป็นเขตที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ เช่น เป็นเกาะ เป็นชุมชนของเผ่าพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เช่น ชาวเขา ชาวมุสลิม ฯ เป็นต้น (3) การให้การบริการประชาชนไม่ทั่วถึง เพราะเขตพื้นที่ของ อปท.มีพื้นที่กว้างขวางมาก (4) หลักการบริหารงาน อปท.ในรูปแบบเทศบาลเป็นการบริหารจัดการอปท. "เขตพื้นที่เมือง" เป็นสำคัญ (5) จำนวนสมาชิกสภา อปท.ที่ไม่ผูกยึดโยงกับจำนวนหมู่บ้าน อาจมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงการเมืองและการบริหารได้
          ฉะนั้น การควบรวมโดยการใช้ฐานประชากร และรายได้เพียงสองประการ อาจไม่เพียงพอต่อการควบรวม อปท. เพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น ตามเป้าหมายเดิมที่คาดหวัง อาจไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหา "การจัดบริการสาธารณะ" แก่ประชาชนได้ควรมีเกณฑ์ "ภูมิสังคม" มาพิจารณาด้วย
          การ กำหนดให้ อปท. มีรูปแบบทั่วไป ที่เหมือนกันหมด เพียงรูปแบบเดียว คือ "เทศบาล"โดยไม่มี "รูปแบบพิเศษ" แล้ว จะทำให้ อปท. ทั่วประเทศมีรูปแบบเหมือนกันหมด ทั้งที่ข้อเท็จจริง "สภาพื้นที่" ไม่ได้เหมือนกันเลย มีความแตกต่างที่หลากหลาย ขึ้นกับสภาพ "ภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่" เช่น เป็นเมืองภูเขา ทะเล เกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยว เมืองวัฒนธรรม เมืองชายแดน ย่านอุตสาหกรรม ฯลฯ เป็นต้น
          ฉะนั้น การควบรวม จึงมิใช่ทางแก้ปัญหา แต่ควรมีการแก้ปัญหาโดยการจัดตั้ง "การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ" เช่นในพื้นที่ที่เรียกว่า "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" เป็นการเฉพาะจะดีกว่า เป็นต้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของท้องถิ่นออสเตรเลียในการ "ควบรวมท้องถิ่น" ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พบว่า ท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกล จะเสียเปรียบ ท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ ๆ เมืองหรือ เป็นชุมชนเมือง ทำให้ชุมชนชนบทห่างไกลยิ่งมีความล้าหลังมากขึ้น เพราะความไม่เท่าเทียมกันในการจัดสรรงบประมาณการพัฒนา การกระจายงบประมาณต่าง ๆ และการเข้าถึงการบริการสาธารณะของประชาชน ฯลฯ เป็นต้น
          การพัฒนาเพื่อการรองรับ สังคม 4.0
          การ พัฒนาเศรษฐกิจอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่โมเดล "ประเทศไทย 1.0" เน้นภาคการเกษตรไปสู่ "ประเทศไทย 2.0" เน้นอุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่โมเดลปัจจุบัน "ประเทศไทย 3.0"เน้นอุตสาหกรรมหนัก โดยมีเป้าหมายแนวโน้ม ตามแนวคิดของ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.กระทรวงพาณิชย์ รัฐบาลต้องสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมาเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศและนำพาประชาชน ทั้งประเทศไปสู่โมเดล "ประเทศไทย 4.0" ให้ได้ภายใต้ 3-5 ปีนี้
          เพื่อ สร้างความเข้าใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น บุคคลที่จะมาไขรหัสโมเดลใหม่นี้ได้เป็นอย่างดีคือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะมาบอกพวกเราว่า "ประเทศไทย 4.0" คือ บริบทประเทศไทยมีคุณลักษณะ 6 ประการด้วยกัน ได้แก่ (1) มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและวัฒนธรรมของตน (2) พัฒนาคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (3) มีสังคมที่มีคุณภาพ (4) มีสภาพแวด ล้อมที่น่าอยู่ (5) มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง (6) การมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก
          ท่ามกลางกระแส การระดมความคิดของหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อไปสู่การปฏิรูประเทศ และการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ณ เวลานี้ จึงมีความหมายยิ่ง ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันระดมความคิดเชิงสร้างสรรค์ แน่นอนว่าภายในระยะเวลา ไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือ 2 ปีนี้เป้าหมายการปฏิรูปท้องถิ่นโดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพของ อปท.ด้วยการควบรวมเทศบาลจะเป็นผลสำเร็จให้สอดคล้องกับการก้าวเข้าสู่การ พัฒนาประเทศไทย 4.0 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ให้จงได้...

รัฐเล็งตั้งกก.ชี้แจงอำนาจท้องถิ่น

รัฐเล็งตั้งกก.ชี้แจงอำนาจท้องถิ่น 

ข่าวสด  ฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๙

          เมื่อ วันที่ 21 ก.ย. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยว กับการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมกับหน่วยตรวจสอบ พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การกระจายอำนาจจากการตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครอง มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อธิบดีกรมปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนอปท.ประมาณ 800 คน เข้าร่วม
          นายวิษณุกล่าวว่า ที่มาของการประชุมเกิดจากพบว่าอปท.หลายแห่งไม่เข้าใจ ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ ในอำนาจของตัวเอง แต่บางพวกรู้ว่าผิดแล้วยังทำ บางพวกคิดว่าถูกและทำได้ เรียกว่าทำผิดโดยสุจริต รัฐบาลนี้เน้นป้องกันการประพฤติมิชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยพยายาม ที่จะป้องกัน คือตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เปลืองงบประมาณ ซึ่งวิธีป้องกันคือทำให้รู้และแน่ใจในอำนาจของตัวเอง ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้หารือมาว่ามีปัญหาที่ท้องถิ่นร้องเรียนและขอคำ แนะนำมา เมื่อกระทรวงแนะนำไปแต่องค์กรตรวจสอบว่าผิด จึงเกิดคำถามว่าจะให้ทำอะไรกันแน่
          ดังนั้น ต้องมาพูดคุยซักถามแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการทำความเข้าใจ ก้าวต่อไปคือการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานของอปท. และมีการตั้งคณะกรรมการตอบข้อหารือเป็นการเฉพาะอีกชุดหนึ่ง ให้มีตัวแทนจาก สตง. ป.ป.ช. คณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงมหาดไทย นักวิชาการ และตัวแทนท้องถิ่น หลักสำคัญของการทำงานขอย้ำว่าให้สุจริตคือศาสตร์พ้องป้องกันตน อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานรัฐบาลจะคืนอำนาจให้ประชาชนกลับไปเลือกตั้งท้องถิ่น ส่วนจะเลือกก่อนหรือหลังเลือกตั้งระดับชาติยังตอบไม่ได้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นผู้ตอบ