วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มท.ขีดเส้นสอบ7วัน เงินทอนดอกไม้จันทน์ วอนปปช.แจ้งเบาะแส

มท.ขีดเส้นสอบ7วัน เงินทอนดอกไม้จันทน์ วอนปปช.แจ้งเบาะแส
ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          มท.ขีดเส้นสอบ7วัน เงินทอนดอกไม้จันทน์-วอนปปช.แจ้งเบาะแส
          ผู้จัดการรายวัน 360 - "ปลัดมหาดไทย" สั่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ตั้งกรรมการสอบเงินทอนดอกไม้จันทน์ ขีดเส้น 7 วันต้องรู้ผล พร้อมฝากถึงประชาชนใครมีเบาะแส แจ้งมาได้
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพ มหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ระบุว่าได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ทำงานเป็นสมาชิก อบต.แห่งหนึ่งใน อ.เกษตรสมบูรณ์ ผ่านทางไลน์มือถือว่า มีการทุจริตเงินทอนในการผลิตดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีโอนเงินจำนวน 80,000 บาทเข้าบัญชี แต่มีการกระบุว่าหลังจากรับเงินแล้ว ช่วยโอนเงินคืนส่งคืนจังหวัดด้วยเงินสด 5,000 บาท และคืนอำเภอ 3,000 บาท
          นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการดำเนินการในเรื่องนี้ว่า ได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และนายอำเภอเกษตร สมบูรณ์แล้ว ซึ่งได้ยืนยันว่าไม่มีเงินทอนดอกไม้จันทน์ตามที่นายวิลาศได้ให้ข้อมูลไว้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ชี้แจงว่างบประมาณการทำดอกไม้จันทน์ ไม่ผ่านจังหวัด แต่เป็นงบประมาณจาก 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การศึกษานอกโรงเรียน และปกครองท้องถิ่น โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบการจัดวิทยากรฝึกอบรมทำดอกไม้จันทน์เท่านั้น
          "ผมได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และให้รายงานกลับมาภายใน 7 วัน และในส่วนของกระทรวงฯ ได้มีการตั้งคณะกรรมการภายใน เพื่อตรวจสอบด้วย โดยผมอยากฝากถึงประชาชนหรือใครก็ตามที่มีเบาะแส มีหลักฐานการทุจริตเงินทอนดอกไม้จันทน์ ขอให้ให้ส่งข้อมูลมาที่ตนโดยตรงได้ทันที" นายกฤษฎากล่าว
          ด้านนายชูศักดิ์ ตรีสาร ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า การผลิตดอกไม้จันทน์ ที่อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตนย์ ออกมาระบุว่าอาจมีการทอนเงินคืนอำเภอและจังหวัด ในโครงการอบรมต่างๆ นั้น ได้ให้ส่วนราชการทุกส่วนที่มีงบประมาณลงไปสนับสนุน นำเอกสารมาชี้แจงว่า ได้ใช้จ่ายงบประมาณ ในรูปแบบอย่างไรบ้างแล้ว และยังได้ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมการทุจริตดังกล่าว ขอให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ โดยตรง ที่หมายเลข 08-9203-0402.

อปท.ร้อยเอ็ดสร้างสำนึกพลเมืองอบรมเข้มส่งเสริมประชาธิปไตย

อปท.ร้อยเอ็ดสร้างสำนึกพลเมืองอบรมเข้มส่งเสริมประชาธิปไตย
เดลินิวส์ (กรอบบ่าย)  วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด เป็นประธาน เปิดการประชุมโครงการสร้างสำนึกพลเมือง ส่งเสริมประชาธิปไตย ประจำปี 2560 ซึ่งเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดจัดขึ้น ที่ห้องประชุมสุนทรเทพ ชั้น 3 สำนักงานเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงาน ตลอดจนผู้แทนจากชุมชนต่าง ๆ ทั้ง 20 ชุมชนในเขตเทศบาล ร่วมประชุมกว่า 100 คน โอกาสนี้ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับประชาธิปไตย" และสำนักงาน ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ด จัดวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ "หลักการประชาธิปไตย, การส่งเสริมประชาธิปไตย, รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560" ด้วย
          ด้าน นายสุเวช ชัยทองดี ปลัดเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่งเนื่องจากบทบาทที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประการหนึ่ง คือการสร้างสำนึกความเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หมวด 2 การกำหนดอำนาจและหน้าที่ ในการจัดระบบการบริหารสาธารณะ มาตรา 16 (15) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งนักรัฐศาสตร์เห็นสอดคล้องตรงกันว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับหมู่บ้าน ตำบล หรือเมืองคือหน่วยการปกครองขนาดที่เหมาะสม สำหรับการอำนวยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองได้อย่างใกล้ชิดที่สุด การปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับพื้นที่จึงเป็นเวทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกฝนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ในกิจการบ้านเมือง ที่สามารถพัฒนาต่อเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศได้ การสร้างสำนึกพลเมือง ส่งเสริมประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมในการใช้สิทธิใช้เสียงในการเลือกตั้ง จึงเป็น พื้นฐานในด้านประชาธิปไตยเพื่อขยายและกระจายโอกาสสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนนำไปใช้เป็นพื้นฐาน ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข เพื่อให้ตัวแทนจากชุมชนในเขตเทศบาล มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ตัวแทนชุมชนเกิดความตื่นตัวตามระบอบประชาธิปไตย และมีทักษะการเป็นพลเมืองในวิถีประชาธิปไตย ตลอดจนการทำหน้าที่เป็นแกนนำในการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ในทุกระดับและสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นได้.

สถ.แจงงบ'วัคซีนหมาบ้า'เหตุสตง.ติงไม่มีสิทธิจัดซื้อ

สถ.แจงงบ'วัคซีนหมาบ้า'เหตุสตง.ติงไม่มีสิทธิจัดซื้อ 
มติชน  ฉบับวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          สตง.ทำ'ท้องถิ่น'ป่วน ชี้ไม่มีสิทธิจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ระบุเป็นอำนาจอธิบดีกรมปศุสัตว์ ปธ.มูลนิธิปลัด อบต.ยันระเบียบใหม่ทำได้แล้ว
          เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ออกมาเปิดเผยว่า เนื่องจากเทศบาลถูกตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณ และไม่มีอำนาจซื้อวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าสูงถึง 15 ราย ว่า ปี 2559 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าสูงขึ้นจริง แต่ในปี 2560 ถือว่าตัวเลขลดน้อยลงแล้ว ทราบว่าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เคยใช้งบประมาณจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้านั้น ได้ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบและท้วงติง ส่วนรายละเอียดนี้ต้องถามไปที่ อปท. อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทราบว่ามีการส่งเรื่องไปสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงประเด็นการซื้อวัคซีนของ อปท. และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาว่า อปท.สามารถซื้อได้และได้มีการเบิกซื้อวัคซีนแล้ว ดังนั้น ขั้นตอนจากนี้จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยต้องหารือกับ สตง.
          ด้านนายสัตวแพทย์ (นสพ.) พรพิทักษ์ พันธ์หล้า หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า ที่พบโรคพิษสุนัขบ้ามากขึ้น เพราะมีการเฝ้าระวังในเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ มีการส่งหัวสุนัขตรวจมากขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์โรคในภาพรวมปี 2560 พบโรคในสุนัขและแมวประมาณร้อยละ 17 สำหรับเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้านั้น แบ่งออกเป็นในส่วนของ อปท.ที่ให้ซื้อวัคซีนในพื้นที่ ขณะที่กรมปศุสัตว์จะซื้อวัคซีนเพื่อฉีดในส่วนของป้องกันโรคระบาดและในสุนัขจรจัด ส่วนกรมควบคุมโรคจะรับผิดชอบวัคซีนป้องกันโรคในมนุษย์ ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) โดยแต่ละปีมีจำนวนคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าประมาณ 2-3 แสนคน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า จากการเก็บข้อมูลของ สธ.ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวม 6 ราย ในปี 2560 ส่วนปี 2559 มีผู้เสียชีวิต 14 ราย
          นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า สำหรับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าของ กทม. ได้จัดสรรงบประมาณของ กทม.จัดซื้อทุกปี ถือเป็นภารกิจหน้าที่ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่างจาก อปท.ที่ไม่สามารถจัดซื้อวัคซีนได้เนื่องจากไม่มีโครงสร้างนี้
          นสพ.สาโรจน์ จันทร์ลาด หัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สามารถจัดซื้อวัคซีนเพื่อป้องกันและควบคุมโรคได้ โดยไม่ต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเงื่อนไขและออกระเบียบในหนังสือสั่งการเพื่อใช้งบประมาณ และล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดให้ อปท.ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในแมวได้ ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2561 อปท.ทุกแห่งควรตั้งงบประมาณในการจัดซื้อวัคซีน ขณะที่ปีงบประมาณ 2560 อปท.บางแห่งไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ ส่วนกรณีที่ สตง.เรียกเงินคืนจาก อปท.ส่วนหนึ่ง มีสาเหตุมาจากการใช้งบประมาณและระเบียบการจัดซื้อผิดประเภท ไม่ได้ฉีดวัคซีนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ถูก สตง.ทักท้วง
          นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ปลัด อบต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธานมูลนิธิปลัด อบต. แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในอดีตหลังจากมีการจัดตั้ง อบต.มีการใช้งบประมาณจัดซื้อวัคซีนเพื่อควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ระดับอำเภอทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้คำแนะนำตามหลักวิชาการเพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมุ่งเน้นการป้องกันผลกระทบกับประชาชนเป็นหลัก แต่เมื่อ 2 ปีก่อน สตง.ได้ทักท้วงเรียกเงินคืน ทำให้ อบต.ทั่วประเทศประสบปัญหาเป็นอย่างมาก และล่าสุดเมื่อมีการออกระเบียบมาบังคับใช้ก็ทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ
          "สตง.ควรให้ความสนใจในนโยบายการปราบโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยการติดตามปัญหาการทุจริตจากการจัดซื้อวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพ มีราคาสูง ปริมาณไม่เพียงพอ นอกจากนั้น สตง.ควรมีข้อแนะนำให้กับ อปท. มากกว่ามุ่งเน้นเฉพาะการทักท้วงซึ่งไม่เกิดผลดีกับประชาชน" นายทวีศักดิ์กล่าว
          นายธนา ยันตรโกวิท รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมียอดประชาชนเสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้น ว่า สาเหตุที่ระบาดหนักเพราะกรมปศุสัตว์จะต้องใช้วัคซีนในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจำนวนประมาณ 9 ล้านโดส แต่กรมปศุสัตว์มีงบประมาณที่จัดซื้อได้เพียงล้านเดียวเท่านั้น โดยที่ผ่านมา สถ.ให้การสนับสนุนตรงนี้มาตลอด แต่ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาท้วงติงว่า อปท.ทำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้าเป็นอำนาจของอธิบดีกรมปศุสัตว์ที่จะประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยโรคพิษสุนัขบ้า และการฉีดวัคซีนทุกครั้งจะต้องฉีดโดยสัตวแพทย์หรือผู้ที่ได้รับการอนุญาตเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา สถ.ฉีดวัคซีนให้ฟรี แต่บุคลากรด้านนี้ของ สถ.น้อยมาก จึงทำให้เกิดปัญหาคนโดนสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดเป็นจำนวนมาก
          "ทางกรมปศุสัตว์จึงขยายเวลาให้คนของ สถ.เข้าไปช่วยดำเนินการได้อีก 1 ปี และจับมือกับกรมปศุสัตว์จัดอบรมคนเพื่อที่จะสามารถฉีดวัคซีนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเราอบรมเสร็จเกือบทั้งประเทศแล้ว คาดว่าการทำงานน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในปีหน้า" นายธนากล่าว และว่า คิดว่าคงไม่ต้องแก้กฎหมายอะไร เพราะการแก้ปัญหานี้สามารถจัดการปัญหาได้แล้ว

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นมข.รับ1ล.พัฒนางานวิชาการ-วิจัย

วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นมข.รับ1ล.พัฒนางานวิชาการ-วิจัย
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          ขอนแก่น: เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จ.ขอนแก่น รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)รับมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษา ให้กับนักศึกษาในระดับชั้นปริญญาโท และ ปริญญาเอก จำนวน 1,000,000 บาท จากนายสมบูน พงสะหวัน ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท พงสะหวัน กรุ๊ป สปป.ลาว โดยมีผู้บริหารจากวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นมข. และคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท พงสะหวันกรุ๊ป สปป.ลาว รวมไปถึงนักศึกษาไทยและจาก สปป.ลาว ร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก
          รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข. กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้นระหว่าง 2 หน่วยงาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 จนถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 5 และก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 การทำงานร่วมกันนั้นเกิดขึ้นอย่างมากในหลายโครงการ โดยเฉพาะกับการร่วมกันพัฒนาบุคลากรของ สปป.ลาวในการได้รับรู้และเข้าถึงงานวิชาการและงานวิจัย ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลแห่งสปป.ลาว ได้มอบหมายภารกิจให้กับกลุ่มบริษัท พงสะหวัน กรุ๊ป ในการเป็นภาคธุรกิจเอกชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรของ สปป.ลาว ที่เริ่มจากบุคลากรภายในหน่วยงาน และหน่วยงานภาครัฐที่ประสานการทำงานร่วมกันในด้านต่างๆ เข้าสู่ขั้นตอนและกระบวนการการจัดการฝึกอบรมและพัฒนา เพื่อให้เกิดการเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเติมเต็มความรู้ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
          ด้าน นายสมบูน พงสะหวัน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พงสะหวัน กรุ๊ปสปป.ลาว กล่าวว่า ทุนการศึกษา จำนวน1,000,000 บาท ที่มอบให้นั้นเป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานด้านสังคมและชุมชน หรือCSR ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาบุคลากรในสปป.ลาว ได้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ ที่จะนำไปสู่การแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยทุนการศึกษาดังกล่าวนี้เมื่อมีการมอบให้กับวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นแล้วจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันในการคัดสรรและเลือกเฟ้นบุคคล ทั้งจาก สปป.ลาว และนานาประเทศ ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา สปป.ลาว ได้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นในระดับปริญญาโท, ปริญญาเอก รวมไปถึงการจัดการฝึกอบรมในด้านต่างๆ เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนา สปป.ลาว ให้เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ได้รับการพัฒนาและแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมาตรฐานสากลต่อไปในอนาคต

อปท.ร้อยเอ็ดถอดบทเรียนกำจัดขยะส่งเสริมปชช.มีส่วนร่วม/บริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน

อปท.ร้อยเอ็ดถอดบทเรียนกำจัดขยะส่งเสริมปชช.มีส่วนร่วม/บริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          ร้อยเอ็ด: เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมเดือนเพ็ญ อาคารแกรนด์คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น ต.เหนือเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธาน
          เปิดการประชุมสัมมนาถอดบทเรียน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินงานโครงการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ภายใต้แนว
          คิดการจัดการขยะเหลือศูนย์ (ภายใต้โครงการ สร้างความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศจังหวัดร้อยเอ็ด ปีงบประมาณพุทธศักราช 2560)  โดยการดำเนินงานของ นายอิสระ พรหมเดชบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดร้อยเอ็ด และคณะผู้ร่วม
          ประชุมจากผู้แทนอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนรวมทั้งสิ้น160 คน
          นายอิสระกล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ภายใต้แนวคิด การจัดการขยะเหลือศูนย์ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างเครือข่ายชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้ทุกภาคส่วนเกิดความถนัดและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะ ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 12 แห่งได้แก่ ทต.โพนสูง ทต.เกาะแก้ว ทต.โพนทอง ทต.จังหาร ทต.เกษตรวิสัย ทต.ปทุมรัตต์ ทต.สุวรรณภูมิ ทต.ชัยวารี ทต.เมืองสรวง  อบต.หนองแวงอบต.บ้านฝาง และ อบต.ป่าสังข์
          ด้านนายสฤษดิ์กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการจัดการขยะมูลฝอย ซึ่งทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขมาโดยตลอด และเป็นโอกาสที่ดี ในการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส จึงเกิดแนวคิดในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยตามโครงการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ภายใต้แนวคิดศูนย์สาธิตการจัดการขยะเหลือศูนย์ (ze ro waste) จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อลดและบรรเทาปัญหา ผลกระทบจากขยะมูลฝอยในปัจจุบัน ทุกท่านที่อยู่ที่นี้ล้วนเป็นผู้นำท้องถิ่นในการเฝ้าระวังป้องกัน ดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          "ผมมีความเชื่อว่าถ้าหากพวกเราสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือได้อย่างเป็นระบบ และสามารถร่วมกันบริหารจัดการขยะในท้องถิ่นของตนเอง ให้มีความเชื่อมโยง และมีความสัมพันธ์กันโดยใช้ความเชื่อมโยงในการบริหารจัดการขยะชุมชนเหลือศูนย์  ซึ่งเป็นกลไกสร้างความร่วมมือ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในลักษณะเชิงบูรณาการ ตั้งแต่ขั้นตอนของการร่วมรับรู้ แสดงความคิดเห็น ตัดสินใจดำเนินการ และติดตามประเมินผลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป" นายสฤษดิ์ กล่าว

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: นโยบายการวางแผนด้านประชากรไทย

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: นโยบายการวางแผนด้านประชากรไทย
สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
          ผมพยายามดูข้อมูลตัวเลข "ประชากรไทย" ในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปี 2559 พบสถิติที่เก็บโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีจำนวนประชากรไทยเพิ่มขึ้นน้อยมาก และน้อยจนน่าห่วง นั่นก็คือในปี 2540 ไทยมีประชากร 60,816,227 คน จนถึงปี 2549 มีประชากร 62,823,706 คน จะเห็นว่าในห้วงระยะเวลาดังกล่าวประชากรไทยเพิ่มขึ้นเพียง 2,012,479 คนหรือเพิ่มเพียงร้อยละ 3.31 และความน่าเป็นห่วงจากตัวเลข "การเพิ่มประชากรน้อยมาก" ดังกล่าว จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องการขาดแรงงาน การลดลงของจำนวนนักเรียน นักศึกษา ที่มีผลกระทบต่อโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
          ความเป็นห่วงในปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยน้อยลงมากจนเกินไปนั้น ได้กลับไปเพิ่มขึ้นและมากขึ้นให้กับประชากรวัยผู้สูงอายุในปัจจุบันจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน และเข้าใจว่าในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า เราจะมีตัวเลขจำนวนประชากรผู้สูงอายุมากถึง 15 ล้านคน ซึ่งเห็นว่าเราต้องวางแผนพัฒนาประชากรในวัยผู้สูงอายุในหลายประเด็น ทั้งในแง่ของการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ทั้งในแง่สุขภาพ ความเป็นอยู่ทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ล้วนแล้วแต่ต้องวางนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีคุณค่าต่อสังคม
          เมื่อย้อนไปดูตัวเลขประชากรในปีที่แล้ว 2559 เรามีประชากรไทยจำนวน65,931,550 คน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านี้ จะพบว่าไทยมีประชากรเพิ่มจำนวน 3,102,844 คน หรือเพิ่มร้อยละ 4.93 หากนำไปเปรียบเทียบในระยะเวลา 2 ทศวรรษ หรือ "20 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2540 ถึง 2559 จะพบว่ามีประชากรเพิ่มขึ้นเพียง 5,115,323 คน"คิดเป็นร้อยละ 8.41 โดยเฉลี่ยเพิ่มเป็นรายปี ร้อยละ 0.42 เท่านั้น
          นอกจากนี้ หากจะนำข้อมูลจำนวนคนเกิดและคนตายของไทยมาเปรียบเทียบ วิเคราะห์จะพบว่า จำนวนคนเกิดแต่ละปีลดน้อยลง โดยแยกเป็นรายปีดังนี้ในปี 2540 ประชากรไทยมีการเกิด880,023 คน แต่มาในปี 2549 มีคนเกิดจำนวน 802,924 คน เช่นกันในปี 2559 ปีที่ผ่านมามีคนเกิด 704,058 คน ซึ่งจะเห็นว่าการเกิดลดลงตามลำดับ
          ส่วนการตายมีสถิติ ดังนี้ คนตายในปี 2540 มีคนตาย 279,090 คน ส่วนปี2549 มีคนตาย 392,044 คน และในปี2559 มีคนตาย 486,434 คน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถิติจำนวนคนตายในช่วงระหว่างปี2540ถึง2550 จำนวนคนตายเฉลี่ยประมาณปีละ 3 แสนกว่าคนหลังจากนั้นช่วงปี2551ถึงปี 2559 จำนวนคนตายได้เพิ่มขึ้นปีละกว่า 4 แสนคน โดยมีผู้ประมวลสาเหตุการตายเพิ่มขึ้นหลาย ประการ เป็นต้นว่า ประชากรวัยผู้สูงอายุตายมากขึ้น มีการประสบอุบัติเหตุตายมากกว่าเดิม และมีการตายจากคดีอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น
          ปรากฎการณ์ "วิกฤติประชากรไทย" จากความเป็นห่วงเรื่องการเพิ่มประชากรลดน้อยลงนั้น จะส่งผลกระทบในหลายๆ ประการ เป็นต้นว่า
          ประการแรก กำลังคนในวัยแรงงาน โดยพบว่า กำลังคนในวัยแรงงานภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนนำมาสู่ปัญหาแรงงานในปัจจุบันที่ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัย "แรงงานต่างด้าว" จากต่างประเทศเข้ามาทำงานมากถึงประมาณ 4.5 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่แรงงานเหล่านี้มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพราะไทยขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
          ประการที่สอง จำนวนนักเรียนในโรงเรียนลดลงทั้งของโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ซึ่งเห็นว่ามีจำนวนตัวเลขนักเรียนในระดับประถมศึกษาอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งในโรงเรียนหลายๆ โรง มีนักเรียนน้อยมากจนน่าตกใจ เช่น มีราว 30-50 คน จนทำให้ต้องพิจารณาปิดโรงเรียนหรือยุบโรงเรียนไปรวมกับโรงเรียนอื่นๆ
          ประการที่สาม จำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาและนักเรียนในระดับอุดมศึกษาก็มีสัญญาณว่าจะเริ่มลดลงเช่นกัน ซึ่งขณะที่ประชากรวัยการศึกษาทุกๆ ระดับเริ่มลดลง เรากลับมีจำนวนมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีแนวโม้มว่าหลายมหาวิทยาลัยอาจจะมี "วิกฤติจำนวนนักศึกษา" อาจจำเป็นต้องอาศัยการปิดตัว"ยุบมหาวิทยาลัย" หรือ "ทำการควบรวมมหาวิทยาลัย" ก็อาจจะเป็นไปได้
          ดังนั้น แนวความคิดที่จะต้องวางนโยบายการวางแผนด้านประชากรไทยจึงเห็นว่า มีความจำเป็นและมีคาวมหมายที่รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญในการวางนโยบายเพื่อแก้ปัญหา "วิกฤติประชากร" เป็นต้นว่า "นโยบายการเพิ่มประชากร" โดยอาจจะดำเนินการส่งเสริมให้คู่สมรสมีบุตรในแต่ละครอบครัวมากกว่าครอบครัวละ 1 คน หรือมากกว่า 2-3 คนเป็นต้น
          นอกจากนี้ ประชากรไทยที่เป็นกำลังของชาติ มีความเห็นว่า ต้องเน้นการผลิตคนในวัยแรงงาน หรือผลิตในเรื่องการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกำลังแรงงานของประเทศ ในระดับช่างเทคนิค อาชีวะ และเกษตรกรรมก้าวหน้า
          ส่วนมหาวิทยาลัย หากถึงวันที่ต้องวิกฤติผู้เรียน จำนวนนักศึกษาลดลงในบางสาขาวิชา ก็อาจถึงขั้นยุบสาขาวิชาจนกระทั่งนำไปสู่ "วิกฤติมหาวิทยาลัย"เพราะนักศึกษาลดลง โดยไม่สัมพันธ์กับจำนวนมหาวิทยาลัย ฝ่ายนโยบายก็ต้องทบทวนนโยบาย "การควบรวมมหาวิทยาลัย"
          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องวางแผนในการวางนโยบายประชากรไทยในอนาคตจึงควรเน้นไปที่การส่งเสริมคุณภาพของประชากรให้เป็นพลเมืองของประเทศที่มีคุณภาพ ทั้งในแง่ของคุณภาพในเรื่องความรับผิดชอบทั้งตนเองและสังคม คุณภาพในการพัฒนาฝีมือแรงงานของตนเองที่มีคาวมก้าวหน้าและก่อให้เกิดนวัตกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญที่สุดประชากรไทยที่มีอยู่แล้วจะต้องลดการสูญเสียประชากรลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลดการตายที่เกิดจากอุบัติเหตุและอาชญากรรม เป็นต้น
          สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ควรอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการวางแผนด้านประชากรไทย และมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ในความคิดเรื่องการวางแผนในส่วนของการสร้างพลเมืองของประเทศไปสู่พลเมืองที่มีคุภาพได้อย่างไรและถือเป็นการสร้างคนที่สำคัญที่สุดของชาติในปัจจุบันและอนาคต

ปภ.ขยายเครือข่าย อปพร. ในกลุ่มผู้นำทางสังคมสร้างกระแสสังคมในการปฏิบัติตนเป็นต้นแบบเครือข่ายป้องกันภัยอาสาสมัครจิตอาสาภาคประชาชน

ปภ.ขยายเครือข่าย อปพร. ในกลุ่มผู้นำทางสังคมสร้างกระแสสังคมในการปฏิบัติตนเป็นต้นแบบเครือข่ายป้องกันภัยอาสาสมัครจิตอาสาภาคประชาชน
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกลางดำเนินโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ในกลุ่มผู้นำทางสังคม ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่องค์กรภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิผู้มีชื่อเสียงในสังคม และสื่อมวลชน เพื่อขยายเครือข่าย อปพร. ให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ อปพร. เป็นหน่วยสนับสนุนภาครัฐที่มีความพร้อมในการรับมือสาธารณภัยเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนสร้างกระแสในการปฏิบัติตนเป็นต้นแบบเครือข่ายป้องกันภัยอาสาสมัครจิตอาสาภาคประชาชนสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้วาระ "ประเทศไทยปลอดภัย(Safety Thailand)"
          นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)เปิดเผยว่าหลายครั้งที่เกิดสาธารณภัยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)ถือเป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุนภาครัฐในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ประกอบกับรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายและเสริมสร้างศักยภาพอาสาสมัครป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดย อปพร. ถือเป็นต้นแบบเครือข่ายป้องกันภัยอาสาสมัครจิตอาสาภาคประชาชนที่อุทิศตนปฏิบัติงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 กำหนดให้มี อปพร. ปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งปัจจุบันมี อปพร. ทั่วประเทศในระบบฐานข้อมูล E - Volunteer จำนวน 1,247,123 คน ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายเครือข่าย อปพร. ให้ปฏิบัติการครอบคลุมทุกพื้นที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกลาง จึงได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ในช่วงระหว่างวันที่ 17 - 21 กรกฎาคม 2560 ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดปทุมธานี