วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

ล้มควบรวมท้องถิ่นสมาคมอบต.ลุยจัดเวทีล่าชื่อ



ล้มควบรวมท้องถิ่นสมาคมอบต.ลุยจัดเวทีล่าชื่อ
สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๐

          "ส.อบต.แห่งประเทศไทย" มีมติเอกฉันท์ ให้อบต. 5,334 แห่งทั่ว ปท.จัดเวทีรับฟังความเห็น พร้อมล่ารายชื่อคัดค้านการควบรวมชง สนช.-ครม.พิจารณาก่อนออกเป็นก.ม.หวังให้การปฏิรูปท้องถิ่นเกิดผลประโยชน์กับ ปชช.อย่างแท้จริง
          เมื่อวันที่ 12ม.ค.60 ดร.นพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหาร ส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย กล่าวว่าจากการประชุมขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานของสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทน 76 จังหวัดเข้าร่วมซึ่งที่ประชุม มีมติให้ อบต.ทั่วประเทศทั้ง5,334 แห่ง จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนระดับพื้นที่ ในประเด็นการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลถึงผลดีและผลเสียของการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมกับเสนอให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ลงชื่อคัดค้านร่างประมวลกฎหมายดังกล่าว
          ดร.นพดล กล่าวต่อว่า สมาคม อบต.แห่งประเทศไทยจะนำรายชื่อของประชาชนทั้งหมดที่แสดงเจตนารมณ์ไม่เห็นด้วยยื่นเสนอต่อคณะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) รวมถึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจัดทำเป็นกฎหมาย เพื่อให้การปฏิรูปด้านการปกครอง ท้องถิ่นครั้งนี้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
          "นอกจากนี้ทางสมาคม อบต.แห่งประเทศไทยยังได้ร่วมกันหารือแนวทางในการช่วยเหลือฟื้นฟู พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย"

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์: ปฏิรูป-ควบรวม 'อปท.' ขนาดเล็ก เรื่องร้อนๆ ของ'ท้องถิ่น'ปี 2560

สัมภาษณ์: ปฏิรูป-ควบรวม 'อปท.' ขนาดเล็ก เรื่องร้อนๆ ของ'ท้องถิ่น'ปี 2560  

มติชน  ฉบับวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๐

          สุรยุทธ ยงชัยยุทธ
          ศักราชใหม่ ปี 2560 ในแวดวงการเมืองท้องถิ่นยังมีหลายประเด็นที่ "คนท้องถิ่น" เฝ้าจับตา ทั้งเรื่องงบประมาณบริหาร การกระจายอำนาจ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ที่มีแนวทางยุบการบริหารของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่คนท้องถิ่นติดตาม และส่งเสียงสะท้อนต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
          วีระศักดิ์ เครือเทพ
          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอำนาจ
          ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
          "ในปี 2560 มีประเด็นความท้าทายสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างน้อย 3 เรื่อง เรื่องแรก ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นส่วนใหญ่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง คาดว่ารัฐบาลคงมีคำสั่งให้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นเหล่านี้รักษาการในตำแหน่งต่อไป สำหรับผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ตั้งใจทำงานและมีผลงานดีคงไม่มีปัญหา แต่ผู้ที่ทำงานไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ย่อมก่อความเสียหายต่อประชาชน จะส่งผลกระทบต่อประชาชนไม่ได้รับบริการที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน หากรัฐบาลประเมินผลการทำงานของผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นเหล่านี้ ก่อนมีคำสั่งให้รักษาการต่อไปจะเป็นผลดีกับประชาชน
          "ถัดมาโจทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ อปท.ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เช่น การยกฐานะ อบต.เป็นเทศบาลทั่วประเทศ หรือการควบรวม อปท.ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน โดยใช้หลักเกณฑ์ประชากร ขนาดรายได้ อปท.แนวปฏิบัติเหล่านี้ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของการ กระจายอำนาจอย่างชัดเจน รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำแบบเหมาเข่งเหมือนกันทั่วประเทศ แต่ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ดูบริบทพื้นฐานความจำเป็นของพื้นที่เป็นรายกรณี หากรัฐปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแบบเหมาโหล จะกระทบประชาชนในการรับบริการที่ดีขึ้น เพราะยังไม่มีอะไรพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อคุณภาพบริการที่ประชาชนพึงได้รับใน 2-3 ปีข้างหน้า ไม่มีอะไรรับประกันว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้จะไม่ทำลายอัตลักษณ์ บริบทความเป็นชุมชนท้องถิ่น ไม่มีสิ่งใดพิสูจน์ว่าการยกฐานะ การควบรวม อปท.ขนาดเล็กจะทำให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลในการทำงานอย่างแท้จริง ดังนั้น รัฐอาจจำเป็นต้องศึกษาให้รอบคอบกว่านี้ กำหนดหลักเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นเพื่อความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละจังหวัดมีแผน Road map ที่ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมือนใน ประเทศญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ไม่เร่งรัด รวบรัดดำเนินการ มิเช่นนั้นจะกระทบ กับชาวบ้านโดยตรง
          "เรื่องสุดท้าย คือ รัฐบาลกำลังปฏิรูประบบงบประมาณเชิงพื้นที่ จะกำหนดให้ อปท.รับงบประมาณโดยตรงจากรัฐบาล ซึ่งดูเหมือนจะดีต่อการของบของ อปท. ที่ไม่ต้องผ่านส่วนราชการ กระทรวงมหาดไทย แต่ต้องระวังเนื่องจากอาจส่งผลให้ อปท.กลายเป็นแขนขาของรัฐบาล จะทำให้หลักความเป็นอิสระของ อปท.สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง
          "อปท.จะไม่ต่างจากส่วนราชการภูมิภาคเดิมที่มีข้อจำกัดในการดูแลแก้ปัญหาให้ประชาชนดังเช่นที่เคยเป็นมาก่อนช่วงการกระจาย อำนาจในปี 2540 กลายเป็นการถอยหลังเข้าคลอง"
          พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
          นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประทศไทย
          "ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้ยกฐานะ อบต.โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เนื่องจาก อบต.หลายแห่งมีอัตลักษณ์ของตนเอง มีความต้องการคงความเป็น อบต.ไว้ เพราะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง สามารถสะท้อนความเป็นตัวแทนได้อย่างแท้จริง  และการดำเนินการดังกล่าว น่าจะขัดร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 249 ซึ่งรัฐธรรมนูญให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นสำคัญ แต่หากฝืนไม่ได้เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ก็สมควรให้กำหนดเขตเทศบาลสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นหนึ่งเขตหนึ่งคน หรือเขตเดียวเบอร์เดียว จะแก้ปัญหาหมู่บ้านเล็กขาดผู้แทน และสมาชิกสภากระจุกตัวในหมู่บ้านใหญ่
          "กรณีการควบรวมเทศบาล ตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งกำหนดให้ อปท.ที่มีประชากรไม่ถึง 7,000 คน หรือมีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนไม่ถึง  20 ล้านบาท ต้องควบรวมกับ อปท.ใกล้เคียงในอำเภอเดียวกันและมีพื้นที่ติดต่อกันภายในหนึ่งปีนับแต่ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้นั้น ผมไม่เห็นด้วย เพราะ อปท.มีความหลากหลายทั้งสภาพภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ประเพณี เชื้อชาติ และศาสนา ที่สำคัญ หลาย อปท.เป็นชุมชนชนบทที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง สามารถใช้กฎบ้าน หรือกฎชุมชน ดูแลทุกข์สุขแทนกฎหมายบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี หากควบรวม อาจทำลายอัตลักษณ์ ที่ดีงามเหล่านี้ได้
          "นอกจากนั้น อปท.ในชนบทมีพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล บางตำบลมีพื้นที่กว้างหลายร้อยตารางกิโลเมตร การตั้งบ้านเรือนของประชาชนกระจัดกระจาย การควบรวม 2-3 ตำบล อาจทำให้การบริการประชาชนไม่ทั่วถึงครอบคลุม เกิดความขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นกับท้องที่รุนแรงขึ้น การบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นจะยากลำบาก ประชาชนจะระส่ำระส่าย และเกิดความขัดแย้งระหว่างตำบล
          "คาดว่า ปี 2560 อปท.จะยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา เตรียมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือแผน 20 ปี ฉะนั้น บุคลากรของ อปท. โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองพึงระมัดระวังการแสดงออกทางการเมือง เพื่อมิให้กระทบโรดแมปของรัฐบาล เนื่องจาก คสช. ยังคงมีอำนาจในการใช้มาตรา 44 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นพึงติดตามความคืบหน้าของกฎหมายต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนในอนาคตอย่างใกล้ชิด เช่น ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
          "ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 250 นอกจาก อปท.จะมีหน้าที่และอำนาจดูแล จัดทำบริการสาธารณะแล้ว ยังมีหน้าที่และอำนาจดูแล จัดทำกิจกรรมสาธารณะได้ โดยรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้ อปท.ร่วมดำเนินกิจกรรมกับประชาชน เพื่อแก้ปัญหาหลังจากมีหน่วยตรวจสอบ ทักท้วง
          "ซึ่งที่ผ่านมาได้เสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ สตง.แต่ละภาคจัดโครงการเปิดบ้าน สตง.เพื่อให้ สตง.ระดับภาค จัดสัมมนา สร้างความเข้าใจในบทบาทอำนาจหน้าที่ต่อ อปท. โดยเชิญผู้บริหาร ปลัด ผอ.กองคลัง ร่วมสัมมนา ซึ่งผู้ว่าการ สตง.เห็นด้วยและรับไปพิจารณาเป็นนโยบาย"
          ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์
          เลขาธิการสมาคมอบต.แห่งประเทศไทย
          "จากการระดมสมองรับฟังปัญหาเรื่องการควบรวมท้องถิ่นและปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่ภาคใต้ มีมติชัดเจน ประกาศเจตนารมณ์ไม่ต้องการทำงานภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย โดยให้สมาคมเสนอข้อสรุปต่อผู้มีอำนาจในช่วงที่มีการปฏิรูปทางการเมือง เพื่อ อปท.ไปสังกัดองค์กรอื่น เนื่องจากที่ผ่านมา การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ทำให้มีความล่าช้าในการบริหารจัดการด้านการบริการสาธารณะ โดยเฉพาะปัญหาที่ทำให้ อปท.ถูกองค์กรตรวจสอบชี้ว่ามีการทุจริตจากการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่มีความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติ  ที่สำคัญกระทรวงมหาดไทยควรประเมินการกำกับดูแล อปท.ด้วยว่ามีประสิทธิภาพ สร้างความพึงพอใจให้ประชาชนหรือไม่ ส่วนการควบรวมท้องถิ่น ยังยืนยันแนวทางเดิมที่เคยเสนอ คือ 1 ตำบล 1 อปท. ซึ่งจะสอดคล้องกับการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยใช้ตำบลเป็นพื้นที่หลักในการบริหารจัดการ หากยึดแนวทางนี้ จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง
          "ประมาณเดือนตุลาคม 2560 อปท.ทั่วประเทศจะหมดวาระทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลควรต้องประเมินว่าจะให้รักษาการต่อไปหรือไม่ หลังจากใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้รักษาการตั้งแต่ต้นปี 2558 ควรสอบถาม อปท. และประชาชนว่าต้องการจัดการเลือกตั้งหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาความขัดแย้งเกิดจากการเมืองระดับชาติ เชื่อว่า คสช.ต้องมีแนวคิดใหม่ๆ ไม่ควรให้ อปท.รักษาการต่อไปโดยไร้อนาคต หรือไม่ทราบชะตากรรม เพราะไม่ส่งผลดีกับการพัฒนาท้องถิ่นที่มีระบบฐานรากที่ดี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญ
          "การจัดสรรงบประมาณในปีหน้า มีปัญหางบ อปท.จะหายไปประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท จากการกำหนดแนวทางให้ อปท.จัดเก็บภาษีเอง แต่ยังไม่มีความชัดเจนในขั้นตอนการปฏิบัติจากหน่วยงานระดับนโยบาย ทำให้ส่งผลกระทบกับแนวทางพัฒนาทุกด้าน"

ซัดสปน.อย่าเหมารวมอปท.แชมป์โกง

ซัดสปน.อย่าเหมารวมอปท.แชมป์โกง

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๐

          เมื่อวันที่ 2 ม.ค.นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลสรุปการดำเนินการเรื่องร้องเรียน และร้องทุกข์ของศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในปี 2559 มีประชาชนร้องเรียนเป็นรายบุคคลอยู่ที่ 98,139 ราย ส่วนแบบกลุ่มหรือหมู่คณะอยู่ที่ 330 กลุ่ม จำนวน 98,469 เรื่อง โดยแบ่งเป็นเรื่องที่ได้ข้อยุติ 87,843 เรื่อง คิดเป็น 89.21 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการมี 10,626 เรื่อง คิดเป็น 10.79 เปอร์เซ็นต์ โดยมีเรื่องที่ได้รับร้องเรียนมากที่สุด อันดับ 1 คือ เรื่องสังคม และสวัสดิการ จำนวน 58,368 เรื่อง อันดับ 2 เรื่องการร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ 13,418 เรื่อง  อันดับ 3 เศรษฐกิจ 10,092 เรื่อง อันดับ 4 การเมือง-การปกครอง 8,131 เรื่อง อันดับ 5 เรื่องกฎหมาย 5,509 เรื่อง ขณะที่ หน่วยงานที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) 16,646 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 479 เรื่อง และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 296 เรื่อง
          ด้านนายจรินทร์ จักกะพาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงกรณีนายจิรชัย ออกมาระบุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ติดแชมป์ ทุจริตมากที่สุดก่อนหน้านี้ว่า การบริหารจัด การของอปท.มีทั้งหมด 7,853 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งกรุงเทพฯ เมืองพัทยา ซึ่งมีจำนวนมาก ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลของสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. 49-1 ก.ย. 58 มีเรื่องที่ป.ป.ช.ชี้มูลว่าท้องถิ่นมีมูล ความผิดทั้งหมด 923 เรื่อง โดยแยกเป็นเรื่อง ของอปท.ทั้งหมดเพียงแค่ 183 เรื่อง เมื่อเทียบ จากอปท.ทั้งหมด 7,853 แห่ง ตนคิดว่าไม่ได้เป็นจำนวนที่มากจนผิดสังเกต การจะชี้ว่าใครทุจริตก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับปริมาณที่มีอยู่ขององค์กรนั้นด้วย ต้องยอมรับว่าคนหมู่มากทุกแห่ง ต้องมีคนที่ทำบกพร่องบ้าง แต่คนที่ทำดีก็มีจำนวนมาก ขอให้มอง อปท.ด้วยสายตาที่เป็นธรรม ส่วนที่ทำบกพร่องก็ต้องหาคำตอบว่า เพราะอะไร และต้องดำเนินการให้เฉียบขาด.

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559

'ท้องถิ่น'ดิ้นค้าน ควบรวมเทศบาล

'ท้องถิ่น'ดิ้นค้าน ควบรวมเทศบาล

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย)  ฉบับวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙

          เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่รัฐสภา ตัวแทน สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นำโดยนายประเสริฐ วชิรเขื่อนขันธ์ นายก สมาคมฯ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายก สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่ง ประเทศไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เข้าพบ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อหารือถึงกรณี ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านความเห็นชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากร่างกฎหมาย ทั้งสองฉบับน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติและไม่เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
          ด้านนายพรเพชร กล่าวว่า ขอแนะนำให้ทางสมาคมไปยื่นเรื่องและทำ ความเข้าใจกับคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย เพราะเป็นผู้ตรวจสอบกฎหมายก่อนจะเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี



 3สมาคมฯยื่นสนช.ค้านควบรวมอปท.ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ 

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙

          "3 สมาคมท้องถิ่น" นำทีมเข้าพบประธาน สนช.คัดค้านร่างก.ม.ท้องถิ่นฉบับผ่านความเห็นชอบของ สปท. ยันขัดกับหลักการกระจายอำนาจและรัฐธรรมนูญ ด้านพรเพชร แนะให้ส่วนเกี่ยวข้องไปปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขให้เป็นไปในทางเดียวกันก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ กฤษฎีกา และสนช.
          ที่อาคารรัฐสภา 2 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ธ.ค. 59 นายอนุวัธ วงศ์วรรณนายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทยพร้อมด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกอบจ.สงขลา นายประเสริฐ วชิรเขื่อนขันธ์นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย และนายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เลขาธิการสมาคมอบต.แห่งประเทศไทย นำตัวแทนผู้บริหาร อบจ.เทศบาล และ อบต.ทั่วประเทศเข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัยประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)
          นายอนุวัธ กล่าวว่า 3 สมาคม เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและไม่เป็นไปตามหลักในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีเรื่องการยกฐานะ อบต.ขึ้นเป็นเทศบาลตำบลและมีการบังคับใช้กฎหมายให้ควบรวมเทศบาลตำบลขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่ครอบคลุมกับบริบทของท้องถิ่นในการให้บริการสาธารณะกับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและเสมอภาค และการควบรวมดังกล่าวก็ไม่สามารถตอบได้ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์หรือการรับบริการขั้นพื้นฐานที่ดีขึ้นอย่างไร นอกจากนี้เรื่องการกำกับดูแลก็ให้อำนาจแก่กระทรวงมหาดไทยมากเกินไปในทุกระดับตั้งแต่ผู้ว่าฯ มาจนถึงท้องถิ่นจังหวัด โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของท้องถิ่น ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญและหลักการกระจายอำนาจฯอีกด้วย
          ด้านนายพรเพชร กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบของสปท.มาแล้ว หากจะมีการแก้ไขก็ต้องให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือวิป 3 ฝ่ายไปปรึกษาหารือในรายละเอียดเพื่อให้มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะเข้าไปสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กเต่าลั่นอปท.อยากได้เงินเพิ่มไปขอสำนักงบไม่ใช่กรมอุทยาน

บิ๊กเต่าลั่นอปท.อยากได้เงินเพิ่มไปขอสำนักงบไม่ใช่กรมอุทยาน 

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙

          กรณีที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ได้ประชุมกัน และมีมติเห็นชอบให้เสนอกระทรวงมหาดไทย แก้ไขกฎกระทรวงให้แบ่งเงินรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากเดิมร้อยละ 5 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 นั้น
          เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบว่าตัวเลข 40% ที่ทาง ก.ก.ถ.คิดขึ้นมานั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร เอาเรื่องอะไรมาคิดว่ากรม อุทยานฯจะต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้อุทยานฯให้เท่านี้ ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯแบ่งเงินรายได้ 5% อปท.นั้นก็ถือว่าเหมาะสมอยู่แล้ว และ อปท.ก็ไม่เคยแจ้งกลับมาว่าเอาเงินไปทำอะไรบ้าง แต่ในส่วนของอุทยานแห่งชาตินั้น มีแผนชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเอาเงินรายได้ไปทำอะไรบ้าง
          "ไม่ใช่ว่าปีนี้เราออกข่าวว่ามีเงินรายได้สูงขึ้น แล้วไปประชุมกันจะมาขอเพิ่ม ผมก็ไม่ทราบที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร ยังงงๆ แต่ความจริงอุทยานแห่งชาติที่มีรายได้สูงขึ้นมานั้นมีอยู่ไม่กี่สิบแห่ง แต่มีอุทยานฯอีกเป็นร้อยแห่ง ที่เงินรายได้น้อย หรือไม่มีเลย ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ก็ต้องไปจุนเจือกัน ทั้งนี้ อุทยานฯไหนยิ่งมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเยอะ โอกาสที่จะเสื่อมสภาพหรือเกิดความเสียหาย ที่จะต้องมีการปรับปรุงบูรณะก็มีมากกว่าที่ที่ไม่มีคน หรือมีคนเข้าไปเที่ยวน้อย" พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว
          เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้ กรมอุทยานฯจะปฏิเสธทาง อปท.เรื่องการเพิ่มส่วนแบ่งจาก 5 เป็น 40% ใช่หรือไม่ พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า หากทาง อปท.ต้องการเงินเพิ่มก็ควรจะไปขอจากสำนักงบประมาณ ไม่ใช่กรมอุทยานแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม หลังจากวันนั้นเรื่องก็เงียบ ไม่เห็นมีความคืบหน้าอะไร

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ท้องถิ่นตั้งวงท้วง'ยุบอบต.' ซัดรัฐหวังควบคุม-ขอสมัครใจทดลองนำร่อง

ท้องถิ่นตั้งวงท้วง'ยุบอบต.' ซัดรัฐหวังควบคุม-ขอสมัครใจทดลองนำร่อง  

ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

          ตามที่คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) จัดทำโรดแมปและเตรียมสรุปความเห็นสุดท้ายเสนอครม. เพื่อเริ่มกระบวนการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแนวทางที่อนุกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอและผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสปท.ไปแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ ให้ยุบอบต.ไปควบรวมเป็นเทศบาล เพื่อให้เป็นรูปแบบทั่วไปทั้งประเทศ ท่ามกลางความกังวลของแวดวงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) นั้น
          ล่าสุด สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย เปิดเวทีเสวนา "ยกฐานะอบต. ควบรวมเทศบาล คือคำตอบสุดท้ายการปฏิรูปท้องถิ่นจริงหรือ" ระหว่างวันที่ 10-13 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี โดยมีตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมระดมสมอง ชี้ว่าในทางปฎิบัติบางพื้นที่จะมีปัญหา ไม่เห็นด้วยที่จะดำเนินการพร้อมกัน ทีเดียวทั้งประเทศ และเสนอให้ค่อยทำในส่วนที่พร้อมนำร่องไปก่อน
          นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรงนายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อเสนอ สปท.ที่ให้ใช้เทศบาลเป็นรูปแบบทั่วไปนั้น ต้องยุบอปท.จากกว่า 7,000 แห่งเหลือกว่า 3,000 แห่ง สะท้อนความ ไม่จริงใจของภาครัฐ เพื่อจะคุมอปท.ได้ง่ายขึ้น แต่ส่งผลกระทบประชาชนที่จะใช้บริการยุ่งยากขึ้น พื้นที่ขยายกว้างขึ้น แล้วผู้บริหารท้องถิ่นที่มีจำกัดลงก็จะยุ่งยากมาก แค่กำนัน 2-3 คนต้องมาควบรวมก็เหนื่อยแล้ว จึงไม่ใช่ คำตอบสุดท้ายการปฏิรูปท้องถิ่น
          ด้านนายเทียมทัน ปัญญา เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่  กล่าวว่า การบังคับให้ควบรวมเป็นการมัดมือชก ไม่มีหลักประกันรายได้ท้องถิ่นในระยะยาว เหมือนไปตายเอาดาบหน้า การปฏิรูปท้องถิ่นควรแก้ระเบียบกฎหมาย เพิ่มอำนาจท้องถิ่น ให้มีระเบียบรองรับการใช้จ่ายงบประมาณ จากปัจจุบันระเบียบจากกระทรวงให้อำนาจ แต่จ่ายไปแล้วสตง.มาไล่ตรวจ ท้องถิ่นถูกกำกับหมด โอนภารกิจให้แต่ไม่มีบุคลากร ไม่มีงบ ไม่ให้ความรู้ แล้วมาบอกว่าท้องถิ่นไม่มีศักยภาพ ต้องปฏิรูปตรงนี้ด้วย
          การปฏิรูปท้องถิ่นควรทำตัวแบบขึ้นมาแล้วให้ท้องถิ่นที่สมัครใจรวมกันก่อน เป็นยุทธศาสตร์ท้องถิ่น 5-10 ปี เมื่อตัวอย่างทำได้ดีแล้วที่อื่นๆ ก็จะทำตามได้ต่อไป เวลานี้ที่มีปัญหาเพราะประชาชนไม่รู้ว่าจะควบรวมอย่างไร ไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ตัดสินอนาคตของตนเอง ไม่มีใครถามพี่น้องประชาชนเลย จึงอยากให้มีโมเดลนำร่องก่อน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งรอบใหม่แน่นอน ผลเสียตกอยู่กับพี่น้องประชาชนแน่นอน ท้องถิ่นไม่อยากควบรวมอยู่แล้ว
          ด้านนางจันทนา สุทธิจารี หัวหน้าศูนย์ศึกษาการบริหารกิจการบ้านเมืองระดับท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การจะยกฐานะ อบต. ควบรวมเทศบาลเพื่อเป็นการปฏิรูปท้องถิ่นนั้น ต้องถกกันรอบด้านในการรวมหรือแยก อย่างไหนดีไม่ดีอย่างไร วิธีคิดของรัฐกับของประชาชนหลายครั้งก็ไม่เหมือนกัน หรืออีกขั้นประโยชน์ของรัฐกับของประชาชนบางทีก็ไม่ตรงกัน
          ประสบการณ์ในอดีตชุมชนเคยอยู่ด้วยกันดีแล้ว แยกเขาให้มี 2 อบต. แยกงบประมาณ แยกทีมบริหาร เกิดการแย่งชิงฐานทรัพยากรในพื้นที่ ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ การจะทำอะไรต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย หลายคนมองว่าหน่วยปกครองส่วนท้องถิ่นหลากหลาย มีขนาดเล็ก ทับซ้อนกันไปหมด ทำให้สับสน แล้วอยากดันให้ใหญ่ขึ้น เหมือนอยากให้เกิด 2 พรรคใหญ่เหมือนต่างประเทศ แต่สุดท้ายต้องดูด้วยว่าสอดคล้องกับวิถีทางของเราเองหรือไม่ เพราะเมื่อใหญ่ขึ้นความหลากหลายก็น้อยลง ต้องดูกันให้ชัดที่ว่าดีนั้นดีกับใคร
          ขณะที่นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ ผู้แทนคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การพัฒนาต้องทำตลอดไม่มีอะไรเบ็ดเสร็จ หลายเรื่องต้องเรียนรู้ไปโดยเฉพาะสังคม ครั้งแรกการกระจายอำนาจเรามองว่า องค์กรเดิมสามารถเดินได้ แต่ไประยะหนึ่งก็ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรให้ดีขึ้น ซึ่งมี 2 ส่วนคือ 1. ส่วนเป้าหมายต้องการอะไร 2. อะไรเป็นปัจจัยขวางทำให้เดินไปไม่ถึง คราวนี้เป็นโอกาสของการปรับในกระแสปฏิรูปประเทศ
          ส่วนนายณรงค์ เชื้อบุญช่วย ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า การยกฐานะ อบต.ควบรวมเทศบาลต้องดูว่าถ้าควบรวมแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องยึดหลักกระจายอำนาจ ถ้าควบรวมแล้วเขามีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น บริการประชาชนได้มากขึ้นอย่างนั้นก็สมควร ที่จะควบรวม
          "ในมุมมองผมไม่เห็นด้วย คือไม่ได้ขยายอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นไป ถ้าเราร่างประมวลแล้วถ้าเราขยายอำนาจของท้องถิ่นทำอะไรได้มากขึ้น อิสระมากขึ้น แบบนี้เห็นด้วย แต่ปัจจุบันนี้ถ้าเปรียบเทียบกับกฎหมาย อบต. เทศบาล อบจ. ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อำนาจของท้องถิ่นจะน้อยลงด้วย ซ้ำไป"
          ทั้งนี้ สมาคมจะรวบรวมข้อคิดเห็นและประเด็นท้วงติงต่าง ๆ เสนอรัฐบาลประกอบการพิจารณาผลักดันการปฎิรูปท้องถิ่นต่อไป

ชงแยกอปท.ออกจากมหาดไทยเครือข่ายอบต.ใต้ยันทำงานไม่คล่องตัว/หนุนหนึ่งตำบลหนึ่งท้องถิ่น

ชงแยกอปท.ออกจากมหาดไทยเครือข่ายอบต.ใต้ยันทำงานไม่คล่องตัว/หนุนหนึ่งตำบลหนึ่งท้องถิ่น

สยามรัฐ  ฉบับวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๙

          สุราษฎร์ธานี: เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมบรรจงบุรี จ.สุราษฎร์ธานี สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แห่งประเทศไทยร่วมกับชมรมองค์การบริหารท้องถิ่น ภาคใต้ และชมรมนายกฯ อบต.จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดประชุมสัมมนา "รวมพลังท้องถิ่นขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย" เวทีภาคใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้บริหาร อบต.สมาชิกสภา อบต.และพนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมกว่า 1,200 คน
          การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันข้อเสนอกรอบการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น ที่ตอบสนองการบริการสาธารณะให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว และสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรท้องถิ่นกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารงานเพื่อบริการประชาชนในระดับพื้นที่ โดยมีคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พลเอกไพชยนต์ ค้าทันเจริญ กรรมาธิการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พลเอกศุภวุฒิ อุตมะเลขานุการคณะกรรมาธิการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติร่วมรับฟังความคิดเห็นของท้องถิ่นและประชาชน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยที่ประชุมเวทีภาคใต้ได้เสนอให้ 1.เห็นควรให้ยกฐานะ อบต.เป็นเทศบาล 2.เสนอให้แยกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้เหตุผลว่า อปท.ดูแลประชาชนทั้งประเทศ ดูแลพื้นที่ทุกตารางนิ้วในประเทศไทย แต่ อปท.เป็นเพียงกรมหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ อปท.ทำงานยากและไม่คล่องตัว เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถออกระเบียบภายใต้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ก่อให้เกิดปัญหาการทำงานในหลายๆ ด้าน รวมถึงปัญหาหน่วยตรวจสอบเรียกคืนเงินเพราะไม่มีระเบียบรองรับ
          3.คัดค้านและไม่เห็นด้วยกรณีการควบรวม อปท.โดยให้คงไว้เป็นหนึ่งตำบลหนึ่งท้องถิ่น โดยใช้เขตพื้นที่ตามกฎหมายลักษณะการปกครองท้องที่เป็นเขตท้องถิ่น เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งจากความเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมและความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันแต่ต้องมาควบรวมกัน 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้คงไว้ซึ่งตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในทุกระดับเพื่อทำงานร่วมกันในการดูแลประชาชน
          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พลเอกไพชยนต์ ค้าทันเจริญ กรรมาธิการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติและพลเอกศุภวุฒิ อุตมะ เลขานุการคณะกรรมาธิการปกครองท้องถิ่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับข้อเสนอของท้องถิ่นเพื่อเป็นข้อมูลในการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป